Cheonchul's story : Best Wishes

posted on 09 Apr 2011 03:08 by cheonchul  in Fiction
I close my eyes and believe completely
That I can feel you touching my skin so tenderly
Come morning light, Just the victim of fantasy


Best Wishes
Cheondoong x Mir

Title :: Best Wishes
Author :: S.Momei
Couple :: Cheondoong x Mir
Rate :: PG
Background song ::All I want is you - 911
** คลิกฟังเพลงประกอบฟิคกันด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ **





น้ำฝนที่ค้างอยู่บนหลังคาตกลงมาพื้นเป็นจังหวะดังเปาะแปะ พักนี้ฝนตกบ่อยเกือบตลอดทั้งวัน และมันก็พาเอาความชื้นที่กลั่นตัวรวมกับสายลมหนาว กลายเป็นไอเย็นๆที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง หนำซ้ำในห้องครัวนี้ก็ไม่มีเครื่องฮีทเตอร์ บรรยากาศที่พบเจอจึงมีกลิ่นไปดินไอหญ้าปะปนกัน

เด็กหนุ่มยืนอยู่หน้าเตา เคี่ยวน้ำซุปที่ตั้งเอาไว้บนไฟอ่อนๆ ไอร้อนที่ลอยขึ้นมาปะทะกับใบหน้าให้ความอบอุ่น จนเขาแทบจะอยากมุดอยู่ในครัวนานๆ เพราะดูเหมือนทำแบบนี้มันจะอุ่นกว่าในห้องนั่นเล่นเสียอีก

ปลายทัพพีช้อนเอาน้ำซุปขึ้นมา เป่าเบาๆแล้วลองเอาเข้าปาก เขาไม่ค่อยแน่ใจ แบบนี้นี่พอกินได้หรือยังล่ะ?

จริงๆแล้วเขาก็เคี่ยวไม่ค่อยเป็นหรอกนะไอ้ซุปเนี่ย อาศัยมั่วๆเอาเท่าที่จำได้ ถ้ามันไม่อร่อยหรือกลืนไม่ลงก็อย่ามาว่ากันล่ะ เขาก็แค่อาวุโสน้อยที่สุดก็เลยโดนกดขี่ให้มารับหน้าที่สำรอง แทนแม่และพี่สาวของเขาที่หมดวาระและพากันเข้าไปหลับในห้องหมดแล้วในเวลาดึกดื่นขนาดนี้ 

น้ำซุปที่มาเคี่ยวตอนปาเข้าไปสี่ห้าทุ่มนี่นะ แน่นอนว่าไม่ได้เอาไปกินกับข้าวแน่นอนล่ะ

เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อสักสองสามชั่วโมงที่แล้วตอนที่เขาเพิ่งอาบน้ำเสร็จ อยู่ดีๆแม่ของเขาก็เปิดประตูเข้าห้องมา แล้วก็บอกว่า เพื่อนร่วมวงของเขามาหาที่บ้าน ตอนนั้นน่ะเขาก็ลืมคิดไป ว่าดึกดื่นป่านนี้ ไอ้คนที่คิดถึงอยู่มันคงไม่มีปัญญาออกมาหาได้ ไอ้เรารึก็อุตส่าห์ดีใจ รีบร้อนแต่งตัวออกไปรับหน้า

พอเปิดประตูออกไปจ๊ะเอ๋ก็ผงะ พอพบว่าเพื่อนร่วมวงที่แม่เขาว่า คือยังซึงโฮ ต่างหากล่ะ

เขาแทบอยากจะหันไปบอกแม่ว่า ถ้าคนนี้มาล่ะก็นะ แม่ต้องไปเรียกป๊า ไม่ใช่ผม!

ซึ่งอันที่จริงแล้วก็แทบไม่ต้องรอให้เรียก เพราะคนที่ออกมาทักทายตัดหน้าเขาก็คือคนที่ว่านั่นล่ะ และเขาก็เพิ่งรู้ทีหลังด้วยว่า มีการโทรหานัดแนะกันล่วงหน้าแล้วเรียบร้อย เออ ให้มันได้อย่างงี้ ตกลงว่าพี่ซึงโฮนี่เป็นเพื่อนเขาหรือเป็นเพื่อนพ่อเขากันแน่นะ

พวกคุณคงแปลกใจใช่ไหมล่ะ? ว่าทำไมการโผล่มาของลีดเดอร์ยังถึงดูเป็นเรื่องปกตินัก?

ก็ถ้าคุณเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวบังแล้วนะ คุณจะไม่สงสัยเลยว่าทำไม เพราะพี่ซึงโฮน่ะมาที่บ้านบ่อยมากๆ มาจนสนิทกับแม่และป๊าเขาไปแล้ว เวลาพี่แกอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศมาโอเรียนทอลสไตล์ ไอ้อารมณ์ก๊งเหล้ากับญาติผู้ใหญ่น่ะนะ ก็จะหอบเนื้อย่างซักชุดใหญ่ๆมานั่งงมอยู่กับป๊าผมนี่ล่ะ ตลอด เอ๊อ ใช่ซี๊ ก็คนเขามีรถนี่หว่า จะไปไหนมาไหนเมื่อไหร่ก็ได้ดั่งใจ บ้านเขาเลยกลายเป็นปาร์ตี้น้ำจันท์ของคนชรา

นั่นล่ะ ตัวการที่ไล่เขาให้มายืนเคี่ยวในซุปอยู่แบบนี้ เครืองเคียงชั้นดีที่เอาไว้ซดกับโซจู

“เฮ่ยยยยยยยยย ชอลยง! เอ็งเข้าไปทำอะไรนานนักหนา ออกมาๆ แล้วเอาเหล้ามาอีกขวดด้วย!” 

“รู้แล้วป๊า แป้บนึง”

ไม่ทันไรพ่อเขาก็ตะโกนข้ามมาจากในบ้าน เขาก็เลยตะโกนกลับไป เอะอะก็ไม่ทันใจ พวกผู้ชายวัยทองก็อย่างนี่ล่ะน้า เขาย่นคิ้ว ว่าแล้วก็เอื้อมมือไปปิดเตาไฟฟ้า ใส่ถุงมือแล้วยกหม้อขึ้นมาเทซุปใส่ถ้วยไปให้ เสร็จเรียบร้อยก็ปิดฝาหม้อเอาไว้ จากนั้นก็เดินไปเปิดตู้เย็น

ขาดแก้วสีเขียวตั้งอยู่ที่ชั้นล่าง เขาหยิบออกมา เย็นเจี๊ยบจนมือชาตอนที่จับ

มันเป็นโซจูต้นตำรับแบบที่พ่อเขาโปรดนักโปรดหนา และลีดเดอร์ยังของเขาก็คอนเฟิร์มว่ามันเด็ดจริง

เสียงบ่นล้งเล้งของคนเป็นพ่อดังลอดเข้ามา เขาเดินทำหน้ามุ่ยไปหยิบถาดมารองเอาถ้วยน้ำซุปและโซจูตั้งไว้เพื่อยกไปพร้อมกัน นี่บริการกันอย่างดีเลยนะ ถ้าตกงานขึ้นมานี่สงสัยจะไปเป็นบ๋อยได้สบายๆ

แสงไฟในห้องนั่งเล่นถูกเปิดไว้รำไร อาศัยแสงจากไฟโคมตรงระเบียงหน้าบ้านที่สาดส่องเข้ามา บรรยากาศเหมาะเหม็งที่ลูกผู้ชายสามคนจะมารวมหัวกันนั่งกระดกเหล้าในคืนหนาวเช่นคืนนี้

พ่อของเขานั่งเป็นตัวตั้งตัวตีอยู่ที่หัวโต๊ะ และพี่ซึงโฮก็นั่งตาลอยอยู่ใกล้ๆ กรุณาอย่างงกับคำที่ผมใช้บรรยาย พี่ซึงโฮยังไม่ได้เมาอะไร แต่ผมว่าพี่แกนั่งตาลอยได้ตลอดเวลา

คนอายุน้อยนั่งย่อเข่าแล้วหยิบเอาถ้วยน้ำซุปวางลงตรงกลางโต๊ะ แล้วเอาโซจูตั้งแทนที่ขวดเก่าที่คนอาวุโสทั้งสองเล่นดวดกันเป๊กต่อเป๊กเสียจนมันไม่เหลือหลอ เขาล่ะนับถือในความคอแข็งซะไม่มี

พอเสร็จหน้าที่เขาก็นั่งลงไม่ไกล เอนหลังพิงไว้กับขอบโซฟา ในทันทีเจ้าหมาน้อยตัวกะจิดริดสีขาวก็วิ่งจี๋เข้ามาหาถึงตัก

“เอามันไปเก็บในห้องไป ปล่อยมันวิ่งไปวิ่งมา เดี๋ยวก็หลุดหายไปไหนจนได้” พ่อของเขาบ่นขึ้นขณะที่เปิดโซจูขวดใหม่แล้วรินลงไปในแก้วเปล่าใบเล็ก แบ่งกันคนละเป๊กกับคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ

เขาทำหน้านิ่วขมวดคิ้วไม่พอใจ มือก็ประคองไอ้เจ้าลูกชายตัวเล็กขึ้นมาไว้แนบอก

จริงสิ นี่ผมยังไม่ได้บอกพวกคุณใช่ไหม ผมเพิ่งได้ลูกหมามาใหม่วันนี้ล่ะ! แล้วก็จัดการสถาปนามันขึ้นมารับตำแหน่งรัชทายาทของผมแล้วด้วย!

น่ารักซะไม่มีอะ ตัวเล็กกระจิ๋วหลิวแบบว่ายัดใส่ถ้วยกาแฟได้สบายๆ!

ว่าแต่ว่า มันยังไม่มีชื่อเลยอ่ะ แล้วผมควรจะเรียกลูกชายผมว่าอะไรดี?

“ป๊า ตั้งชื่อให้ลูกผมหน่อยดิ” ผมพูด ทำเป็นไม่ได้ยินมาเมื่อครู่นี้พ่อสั่งว่าอะไร พี่ซึงโฮนั่งกึ่มๆมองผมกับหมาอยู่เงียบๆ จะว่าไปผมก็ชักไม่แน่ใจว่าลีดเดอร์ผมเริ่มเมาไปแล้วหรือยัง

“วู้ จะชื่ออะไรก็ให้มันชื่อไปซักชื่อเถอะ อิแค่ลูกหมา!” คุณกีซุนป๊าผมพูดออกมาปัดๆ ผมตีหน้าหงอยก้มลงมองเจ้าลูกหมา ลูกชายผมกะพริบตากลมๆใสแจ๋ว ดูซิ มันน่ารักขนาดนี้ แต่ผมก็ไม่มีปัญญาคิดชื่อให้มัน

คนเป็นพ่อดื่มโซจูกลืนลงคออึกๆจนหมดไปอีกแก้วเป็ก ก่อนจะเหลือบตามองลูกชาย เห็นแววตากับท่าทางประคบประหงมสุดกำลังแบบนั้นแล้วก็ยอมใจอ่อน

“เออๆๆ ไหนเอามันมาดูซิ” คนเป็นพ่อพูดด้วยน้ำเสียงเสียไม่ได้ มีร์เงยหน้าขึ้นมาอย่างดีใจ คนเป็นพ่อตีหน้าแข็งๆ แต่ก็เหลือบตามามองไอ้เจ้าลูกชายตัวเล็กของเขาเป็นระยะๆ โถ่เอ๊ย เก๊กไปอย่างนั้นล่ะว้า เขารู้ว่าป๊าเขาก็เอ็นดูมันเหมือนกันนั่นล่ะ ชอบทำท่าวางมาดไปได้

เขาช้อนตัวเจ้าลูกหมาขึ้นมาจากตัก ก่อนจะยื่นมันไปตรงหน้าคนเป็นพ่อ คนสูงอายุจับหน้าแหลมๆพลิกซ้ายพลิกขวา ลูกหมาตัวเล็กตาโตแลบลิ้นใส่ บังกีซุนหันกลับไปคว้าขวดเหล้าขึ้นมารินลงในแก้ว มีร์มองตาม เขาหันไปมองพี่ซึงโฮที่นั่งอยู่เงียบๆ แต่ก็ดูรู้ว่าเลียบๆมองอยู่เหมือนกัน

พ่อของเขายื่นแก้วโซจูไปตรงหน้าลูกหมา เจ้าของรีบคว้าเอาลูกชายตัวเองมากอดไว้แนบอกเมื่อไอ้ตัวเล็กทำทู่ดจมูกฟึดฟัดจนหน้าจะทิ่มลงไปในแก้ว

“ป๊าทำไร!”เขารีบร้องโวย ก้มหน้าลงไปเอาจมูกชนกับจมูกเจ้าลูกหมา กลิ่นเหล้าลอยมาอ่อนๆ 

“ดูมันชอบนี่” คนเป็นพ่อพูดอย่าชอบใจ แต่คนเป็นลูกชายขมวดคิ้ว

“ไม่ได้ดิป๊า เดี๋ยวลูกผมเมา!” พอพูดจบ เขาเห็นลีดเดอร์เขาเขากลั้นหัวเราะเบาๆแล้วส่ายหัวเอือมระอา เอา อะไรล่ะวะ หมามันก็เมาได้เหมือนคนนั่นล่ะ 

“โซจู” พ่อผมพูดออกมาสั้นๆ ผมทำหน้างง ไม่ใจ ทำไมอะ? ก็โซจูไง รู้แล้ว แล้วยังไงอะ?

คนเป็นพ่อยกยิ้มเมื่อเห็นสีหน้างงๆของลูกชาย ก่อนจะยกแก้วเป็กขึ้นดวดจนมันหดไป เสียงในลำคอบ่งบอกว่ารสมันอุ่นซ่านลึกล้ำขนาดไหน

“ฉันดื่มโซจูอยู่ เพราะฉะนั้น ให้มันชื่อโซจูก็แล้วกัน” พ่อของเขาพูดพร้อมกับรอยยิ้มกระหยิ่มภูมิใจเมื่อวางแก้วเหล้ากลับลงไปบนโต๊ะ

ผมนั่งมองหน้าคนเป็นป่ะป๊าตาค้าง ก่อนจะก้มหน้ากลับลงมามองลูกชายที่ทำตาโตเหรอหรา ผมมองหน้าเจ้าตัวเล็กขนสั้นสีขาว ดูมันจะอบอกชอบใจ เอียงเอียงคอสบกลับดวงตาสีดำกลมใส

โซจู… เหรอ?

โซจู โซจู โซจูยา…. ก็น่ารักดีนี่หน่า

มีร์คิดพลางยิ้มออกมา พอคนตั้งชื่อให้เห็นสีหน้าจึงแอบยิ้มหน้าบานตามไปอยู่เงียบๆ ก่อนที่ลูกชายจะทันได้หันมาเห็น บังกีซุนก็รีบเก๊กหน้ากลับไปทำขรึม

“ได้ชื่อแล้วก็เอามันไปเก็บได้แล้วไป ดึกดื่นแล้ว เอามันมาเล่นอยู่ได้ เดี๋ยวเฉาตายก่อน” ทำเป็นสั่งเสียงขึงขัง มีร์เงยหน้าขึ้นมายิ้มกว้าง

“ค้าบบบบบบบบ ป๊ะป๋า” เขาลอยหน้าตอบเสียงร่า ช้อนตัวลูกชายขึ้นมาไว้แนบอกแล้ววิ่งหน้าตั้งเข้าห้องก่อนที่คนเป็นป๊าป๋าจะทันได้เอ่ยปากด่าในความทะเล้นหน้าของเขา


มีร์เดินเข้ามาเปิดไฟให้ความสว่างกับห้องนอน เขาเพิ่งหาคอกเล็กๆพอกั้นได้มาไว้ในห้อง เอามาใช้แก้ขัดไปก่อน กันหาย ตัวเล็กแค่นี้ถ้าวิ่งมุดนู่นมุดนี่ไป เขาคงหาไม่เจอง่ายๆ ฉะนั้นก็เอาใส่ไว้ในนี้นี่ล่ะ

คิดพลางมีร์ก็วางลูกชายลงบนที่นอนปูผ้า เอาไว้ชำนาญกว่านี้ก่อนนะ ป๊ะป๋าสัญญาจะปล่อยหนูออกมาวิ่งรอบห้องได้อย่างอิสระเลย

สงสัยจะง่วงแล้ว ลูกชายของเขาเลยไม่ดื้อไม่ซนนัก มันวิ่งวนรอบกรงได้สักพักก็เหนื่อยอ่อนจนยอมนอนอยู่นิ่งๆ

เขานั่งยิ้มอย่างปลื้มใจที่มีลูกชายน่ารัก ก่อนสักพักต่อมาจะนึกขึ้นมาได้ นี่เขาถ่ายรูปตัวเองกับ ‘โซจู’ เก็บไว้ในเครื่องนี่นา ยังไม่ได้อัพลงทวิตเตอร์เปิดเผยสู่สายตาชาวโลกเลย

ว่าแล้วก็ชะโงกตัวไปหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกองผ้าห่มที่ทับกันอยู่ เปิดไล่ดูรูปภาพแล้วเลือกมา ได้สองรูปที่ลูกชายของเขาสุดแสนจะน่าเอ็นดู รูปหนึ่งเขาจุ้บโซจู ส่วนอีกรูปเขาทำตาโตแข่งกับโซจูดูตลกเป็นบ้า

เจ้าของรูปมองแล้วก็อดหัวเราะตัวเองไม่ได้ แต่ก็เลือกรูปนั้นใส่ลงไปในโปรแกรมที่ใช้เล่น แล้วพิมพ์ข้อความอธิบายเอาไว้

เรามีสมาชิกใหม่ในครอบครัวแล้วนะ!!! เขาชื่อโซจูล่ะ~คิคิ ตัวเขาเล็กเท่ากำมือผมเองนะㅠㅠ ผมถามป๊าว่าควรจะตั้งชื่อเขาว่าอะไร แล้วป๊าก็บอกว่า “ฉันดื่มโซจูอยู่ เพราะฉะนั้น ให้มันชื่อโซจูก็แล้วกัน” ผมก็เลยเรียกเขาว่า โซจู คิคิ

แนะนำจบข้อความเขาก็อัพทั้งหมดลงไป เมื่อครู่เดียวทั้งข้อความและรูปภาพก็ไปปรากฏอยู่ในเพจแอคเคาท์ 

มีร์ลุกขึ้นเงียบๆ เดินกลับไปที่ประตูห้อง กำลังจะเอื้อมมือขึ้นปิดไฟ ก็พอดีกับที่โทรศัพท์ในมือสั่นเป็นจังหวะพร้อมกับเสียงเตือนเมสเสจใหม่ที่ส่งเข้ามา

เขาหันกลับไปมองลูกชายในห้อง คิดขึ้นได้ว่ามันอาจจะยังไม่ชินความมืดก็ได้ เลยเปิดไฟทิ้งเอาไว้ ก่อนจะปิดประตูห้องแล้วเดินออกไป พลางก็ยกเอาเครื่องมือสื่อสารในมือขึ้นมากดดู

ข้อความทั้งในเมสเสจบอกซ์ของโทรศัพท์กับเมนชั่นในทวิตเตอร์เรียงกับเป็นตับ แถมอีกทัพเป็นข้อความทักทายถูกชายของเขาที่ส่งเข้ามากันอย่างว่องไว

มีร์เดินก้มหน้าก้มตาไล่เปิดข้อความผ่านๆแล้วย้อนกลับไปอ่านตั้งแต่ข้อความแรกที่ได้รับมา พลางก็หย่อนก้นลงนั่งตรงหน้าโซฟาที่เดิม

เขาอมยิ้ม ให้กับข้อความอวยพรมากมายถูกส่งเข้ามา จากทั้งรุ่นพี่ที่ทำงานด้วยกัน เพื่อนๆในวงการ เพื่อนเก่าที่รู้จัก ไหนจะยังมีข้อความจากแฟนๆที่รักเขาอีกนับไม่ถ้วน

ถึงตอนนี้ฟ้าจะยังไม่สว่าง แต่นาฬิกาก็เลยเวลาเที่ยงคืนมาแล้วหลายนาที เพราะฉะนั้นวันนี้ จึงเป็นวันที่ 10 มีนาคม

วันเกิดของบังชอลยง… ผมเอง

ผมนั่งเลื่อนข้อความในเมสเสจบ็อกซ์จนหมดไป ก่อนจะย้ายไปอ่านเมนชั่นในทวิตเตอร์บ้าง เลือกอ่านเฉพาะของคนที่ฟอลโล่วเอาไว้ เพราะให้อ่านหมดทุกอันที่เมนชั่นมาเห็นท่าว่าจะไม่ไหว เขาทำได้แค่เลื่อนอ่านผ่านๆไป ก็อิ่มอกอิ่มใจคำอวยพรละลานตาที่ได้รับมานับพัน

ก่อนสายตาของเขาจะไปสะดุดกับข้อความของใครคนนั้นที่มองหา

นึกว่าจะไม่ส่งมาซะแล้วน่ะซิ….
 
มีร์อมยิ้ม ทั้งที่เขากำลังนั่งอยู่เฉยๆในมุมเงียบๆตรงนี้ แต่หัวใจที่กำลังเต้นอยู่มันพองโตคล้ายกับจะลอยได้ เวลาที่คาดหวังอะไรมากๆแล้วมันเป็นอย่างที่แอบภาวนาไว้ มันเต็มตื้นรื้นความอบอุ่นที่สูบฉีดไปเต็มหัวใจ อย่างที่ยากจะบรรยายออกมาให้มากมายตรงกับที่ใจรู้สึก

อันที่จริง ที่เขาเป็นเอามากขนาดนี้น่ะนะ ก็เพราะช่วงหลายวันที่ผ่านมา ไอ้น่ารักซังฮยอนมันไม่ได้ติดต่อมาเลยซักครั้ง

พิมพ์คุยกันก็ได้แค่ไม่กี่คำสั้นๆ แล้วก็มีงานเข้ามาขัดตลอดเวลา แถมกว่าอีกฝ่ายจะได้กลับมาก็แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน

เขาทำได้แต่นอนเซ็งไปวันๆ จะโทษใครก็ได้ มันเรื่องงานเรื่องการทั้งนั้นนี่นะ ถึงเขาจะน้อยใจก็เถอะ คนอื่นๆมีคิวงานได้เจอกันทุกวัน นี่ยังไม่นับที่บินไปญี่ปุ่นแล้วก็เมืองไทย แน่นอน ซึ่งเขาไม่มีโอกาสได้บินไป เพราะอาการที่หลังมันบังคับให้นั่งเครื่องบินนานๆไม่ได้ เขาก็เลยได้แต่ทำใจรออยู่ที่นี่

เคยมีอยู่วันหนึ่ง ไอ้คนน่ารักมันอัพทวิตถึงแฟนคลับตั้งแต่เช้า เข้าใจว่าวันนั้นคงมีอีเวนท์อะไรซักอย่าง ไอ้เรารึก็นึกว่าว่าง ก็เลยทักเป็นข้อความในโปรแกรมสนทนาไป ก็ไม่เห็นตอบมันอะไร ตอนนั้นน่ะยอมรับว่าแอบหงุดหงิดใจ รอตั้งนานก็ไม่ยอมตอบ คุณต้องเข้าใจนะ ว่าตอนนั้นผมน่ะไม่ได้คุยกับไอ้บ้านี่มาตั้งหลายวัน พอเราอารมณ์ดีตั้งใจจะคุยกับมัน ก็ดันเงียบหายไปอีกซะเฉยๆ คนเรามันก็ต้องมีอารมณ์เสียกันบ้าง 

นั่นแหละ จนกระทั่งสุดท้ายผมตัดสินใจโทรไป มันก็ยังไม่ยอมรับสาย พอโทรหลายๆครั้งติดต่อกันไป มันก็ตัดสายใส่ผมซะอย่างนั้นน่ะ

โคตรน่าโมโห…

พอผ่านไปหลายๆชั่วโมง ผมลองโทรหาคนอื่นนะ แต่สุดท้ายก็โดนทำอย่างนั้นใส่เหมือนกัน คือตัดสาย ผมไม่รู้หรอกนะว่ากำลังอัดรายการหรือทำอะไรกันอยู่ แต่ทำแบบนี้มันสนุกนักหรือไง?

ฉันโทรไปตั้งหลายครั้ง แต่ก็ไม่เห็นจะสนใจ นี่ฉันไปรบกวนอะไร หรือถูกลืมไปแล้วกันแน่นะ…? –คึคึคึ-

ผมอัพทวิตเป็นข้อความสั้นๆ ระบายความรู้สึกตอนนั้น เอาเถอะ ผมก็ไม่ได้คาดหวังหรอกว่ามันจะต้องมีใครมาสนใจ ซึ่งก็จริง ไม่มีใครตอบข้อความหรือเมนชั่นอะไรมาหาผมทั้งนั้นล่ะ 

ผมจะนอนเป็นบ้าอยู่คนเดียวที่บ้านนี่ก็คงไม่มีใครสนใจ ใช่ซิ…

คิดย้อนไป พลางมีร์ก็อดไม่ได้ที่จะเบะปาก ไอ้รอยยิ้มกว้างๆเมื่อครู่นี้ไม่รู้ว่าหายไปตอนไหน คนถูกพักงานพยายามไล่ความคิดเหล่านั้นออกไป คิดน้อยใจไปก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้นมา

อย่างไอ้บ้านั่นน่ะนะจะมาสนใจ หึ ไม่มีทางซะล่ะ…

คิดแล้วเขาเลยรีบเปิดอ่านข้อความที่ปาร์คซังฮยอนเมนชั่นมาหา คิดเสียว่าเขาน่ะควรจะดีใจ เพราะอีกฝ่ายก็ยุ่งจริงๆในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขาไม่เห็นว่ามันจะมีเวลามาอัพอะไรใส่ทวิตเตอร์เลยสักอัน

นับแต่วันนั้น นี่เป็นข้อความแรกที่มันเข้ามาแตะในทวิตเตอร์

สุขสันต์วันเกิด!! ถ้าอย่างนั้น ฉันก็ให้โซจูนายไม่ได้น่ะซิ!? O-O 

เขาอ่านแล้วทำหางตาตก เออ สงสัยจะอารมณ์ดีแฮะถึงมาทำตลกใส่ ปกติไม่ค่อยจะได้เห็นมาพิมพ์อะไรแบบนี้ให้ แต่จะว่าไปแล้วเขาก็อดขำไม่ได้ ไม่ใช่เพราะมุขที่พิมพ์มาให้หรอกนะ แต่เป็นเพราะความไวของปาร์คซังฮยอนต่างหากล่ะ

อะโถ่ ที่แท้ก็แอบอ่านทวิตเขาเหมือนกันนี่หว่า

มีร์นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จนหน้าบานแบบไม่ทันรู้ตัว

ไอ้บ้าเอ๊ย…

ขอบคุณนะ!! ไม่ได้ นั่นลูกชายฉัน ㅠㅠ นั่นแหละ ตอนนี้อยู่กับพี่ซึงโฮอ่ะ เบื่อจะตายอยู่แล้ว ㅠㅠㅠ

เขาพิมพ์ข้อความส่งกลับไป ไม่ได้ตั้งใจจะอ้อนอะไรมันหรอกนะ แต่ถ้าจะช่วยสำนึกแล้วมาสนใจกันบ้างก็ดีอ่ะ เพราะเขาเบื่อจริงๆ ผู้สูงอายุทั้งสองยังคงนั่งร่ำเมรัยกันต่อไป พูดคุยกันตามประสาพ่อบ้าน(?)ที่ไม่ได้เจอกันนาน เขาไม่รู้จะเข้าไปขัดไปแทรกอะไร ปล่อยเขาคุยกันไปดีกว่า เนื้อย่างที่พี่ซึงโฮหอบมา เขาก็ฟาดไปซะเกือบครึ่งเตาจนคุ้มละ

โทรศัพท์ของเขาสั่น เมื่อมีเมนชั่นมาจากคนรู้จัก

และมันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ที่เป็นข้อความของซังฮยอน ซึ่งตอบข้อความเขาสุดแสนจะทันใจ

หยั่งกะตาฝาดไปอย่างนั้นน่ะ ปกติคนอย่างปาร์คซังฮยอนน่ะตอบเมนชั่นใครซ้ำสองเสียที่ไหน!

ถ้านายสั่งไก่กับพิซซ่ามา ฉันจะไปหาแล้วเล่นด้วย… ตอนนี้เพิ่งออกกำลังกายเสร็จน่ะ หิวจนจะตายอยู่แล้ว

เขานั่งอ่านข้อความซ้ำอยู่สองสามรอบ หมายความว่ายังไงวะ? เขาเข้าใจหมดทั้งประโยคนั่นแหละ แต่ขอขีดเส้นใต้ตรงคำว่า “เล่นด้วย” เล่นด้วยบ้าอะไรของมันวะ? หรือเพราะผมบ่นว่าเบื่อมันเลยบอกจะมาเล่นด้วย? เล่นบ้าเล่นบออะไรล่ะ! เขาไม่ได้บอกซะหน่อยว่าอยากให้มันมาเล่น

แล้วดูแม่งพิมพ์มาดิ มีร์กัดปากหน้าแดง แต่ละถ้อยคำที่มันเลือกมาใช้ เขาอ่านแล้วมันสั่นไปทั้งใจ ทำไมคำพูดง่ายๆมันฟังดูออดอ้อนอย่างบอกไม่ถูกได้ขนาดนี้

นี่ปาร์คซังฮยอนมันรู้ตัวไหม หรือมันตั้งใจตั้งแต่ตอนพิมพ์!?

คนขี้เขินนั่งเม้มปากกลั้นรอยยิ้ม ปลายนิ้วก็จิ้มพิมพ์ข้อความกลับไปหา 

ถ้าจะกินขนาดนั้นแล้วจะออกกำลังกายทำไมล่ะห๊ะ!!

ไม่รู้ตัวว่าพิมพ์อะไรไป แต่เขารู้สึกว่าตัวเองเขียนตอบไปได้โคตรจะไร้สาระ แต่ตอนนี้เขาคิดอะไรไม่ออกแล้วล่ะ หยั่งกับว่ามีลูกโป่งผูกไว้ที่หลัง มันอาจจะพาเขาลอยข้ามผนังไปชนเพดานได้ยังไงอย่างงั้น

โดยที่เจ้าตัวไม่ทันได้สังเกตเลยว่า ท่าทางของตัวเองน่ะมันชักจะมากเกินไปจนสะดุดสายตาคนที่เขานั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลเข้าเสียแล้วล่ะ

โทรศัพท์ในมือสั่นเป็นจังหวะอีกครั้ง มีร์ทำตาโตรีบเปิดขึ้นมา มีข้อความซ้อนอยู่หลายอัน แต่หนึ่งในนั้น ใครบางคนก็รีบตอบเขากลับมาแทบจะในทันที

มีร์ยิ้มจนแก้มแทบปริ

ก็ฉันต้องกินหลังออกกำลังกายนี่นา~ คิคิคิคิ อยากเจอลูกชายนายจัง

คนอ่านข้อความพยายามกลั้นยิ้มเอาไว้ แต่เห็นท่าจะไม่สำเร็จ ข้อความที่ได้รับมามันหวานเข็ดใจ นี่เขาคิดไปเองหรือเปล่านะ ว่าประโยคสั้นๆที่เขาอ่านอยู่นี่น่ะ มันช่างน่ารักเสียไม่มี

ถ้าอยากมาก็มาเลยสิวะ พูดอ่อยไปอ่อยมาอยู่ได้

เขาตั้งท่าจะพิมพ์ข้อความตอบกลับไป แต่ทันใดนั้น เสียงของคนเป็นพ่อที่นั่งอยู่ใกล้ๆก็ขัดขึ้นมา

“เฮ้ยๆ ให้มันน้อยๆหน่อยนะ งมเหลือเกินโทรศัพท์น่ะ ติดสาวหรือไงวะ หือ?”


มีร์ชะงักปลายนิ้วที่กำลังจะพิมพ์ข้อความ ก่อนจะรีบเงยหน้าขึ้นมา คนเป็นพ่อถือตะเกียบในมือค้างไว้ หันตัวมานั่งจ้องหน้า คนถูกกล่าวหาลุกลี้ลุกลนเหรอหราทำตาโต

“ติดสงติดสาวอะไรล่ะป๊า! เล่นมือถืออยู่เฉยๆอ่ะ” เขาหันไปมองหน้าลีดเดอร์หวังจะขอความช่วยเหลือ แต่กลับพบว่า ไอ้สีหน้าแบบนั้นน่ะนะ มีแต่จะรอได้ทีซ้ำเขาต่างหากล่ะ

“ทวิตเตอร์ไงทวิตเตอร์ เนี่ย!” เขารีบกดออกจากหน้าที่พิมพ์ไปหา @MBLAQCD แล้วชูขึ้นไปหาลีดเดอร์ที่นั่งทำสีหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อเขา พอๆกับคนเป็นพ่อที่จ้องเอาๆด้วยสายตาแปลกๆ

ทำไมวะ? เขาก็นั่งกดโทรศัพท์อยู่เฉยๆอะ? น่าแปลกนักหรือไง?

คนเป็นพ่อเหลือบมองดูโทรศัพท์ผ่านๆอย่างไม่ค่อยสนใจ ก่อนจะเหวี่ยงสายตาเฉียบคมกลับมาทางลูกชายอีกครั้ง

“แล้วเล่นไอ้ทะวิตต้งทะวิตเต้อนี่มันต้องหน้าแดงนั่งบิดไปบิดมาด้วยเหรอ หา? ยอมรับเถอะวะ คุยกะแฟนอยู่ล่ะซิ”

มีร์สะดุ้งกับคำพูดนั้นแล้วทำหน้าตื่นตกใจ เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเมื่อครู่นี้ตัวเองออกมาท่าออกทางไปมากน้อยแค่ไหน ไม่รู้ตัวเลยว่ามันทำให้พ่อกับรุ่นพี่ร่วมวงของเขาที่นั่งดวดเหล้ากันอยู่ใกล้ๆ สังเกตถึงอาการเหล่านั้นได้อย่างแจ่มชัด

“แฟนเฟินอะไร ไม่มี๊” มีร์รีบปฏิเสธเสียงดังฟังชัด แหงสิ ก็เขาไม่มีนี่หว่า จะให้ยอมรับได้ยังไงล่ะ พ่อนี่ก็ช่างหาเรื่องว่าเขาไปเรื่อย

คนเป็นพ่อมองหน้าลูกชายไม่วางตา เปรียบเทียบเสียงแข็งๆกับไอ้อาการก่อนหน้าแล้วก็ยังไม่วางใจ เลยหันหน้าไปทางพยานในเหตุอีกคนหนึ่ง

“ปากแข็งจริง ซึงโฮล่ะรู้บ้างไหม? ไอ้มีร์มันคบใครอยู่?” คนเป็นพ่อเอ่ยปากถาม ทำให้มีร์ต้องหันขวับไปตามชื่อนั้น รุ่นพี่ของเขานั่งทำหน้าทำตาเหมือนรู้ทัน พี่ซึงโฮสบตาเขาแว่บเดียวสั้นๆก่อนจะหันไปหาพ่อของเขา

“สาวๆมันเยอะครับป๊า” พี่ซึงโฮตอบออกมา จนมีร์เหลือกตาต้องรีบอ้าปากเถียง

“สาวเยอะบ้าอะไร! พี่อย่ามาอย่างงี้ดิ ไม่เห็นมีซักคนอ่ะ” คนอายุน้อยรีบปกป้องตัวเองเต็มที่ มากล่าวหากันลอยๆแบบนี้ได้ยังไง สาวบ้าสาวบ้ออะไรที่ไหน เขายังไม่เคยไปรู้จักมักจี่กับใครในแง่นั้นเลยซักกะคน

เขาจ้องหน้าพี่ซึงโฮอย่างร้อนลน ซึ่งคนแก่กว่าก็ยังจะทำมาเป็นเลิกคิ้วใส่เขา

“อ้าว แล้วเจียล่ะ เห็นเขาขยันทวิตหานายจังนี่ เมื่อกี๊ไม่ได้คุยกับเขาอยู่หรอกเหรอ?” เด็กหนุ่มตีหน้างงกับชื่อที่ได้ยิน นิ่งไปสักพัก ก่อนสมองจะไล่เรียงประมวลผลออกมา เจีย? มิสเออ่ะนะ? 

“บ้า เปล่าเลย ผมได้ตอบเขาบ่อยๆที่ไหนเล่าพี่ ไม่ได้เป็นไรกันเลย รู้จักกันเฉยๆ เพื่อนกันแท้ๆเลยอ่ะ” มีร์รีบโพล่งตอบตามที่คิด เพราะเขาบริสุทธิ์จิตไม่ได้มีอื่นใดแม้แต่นิดแต่น้อย ทางโน้นคุยมา เขาก็แค่คุยกลับไป แล้วก็ไม่ได้คุยบ่อยอะไรมากมายด้วย ถ้าเกิดจะสนิทกันขึ้นมาก็ช่วยไม่ได้อ่ะ เพื่อนก็เพื่อนสิวะ เขาไม่มีทางจะคิดได้มากกว่านั้นอยู่แล้ว

ยังซึงโฮเหลือบมองหน้าเขาแล้วเอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ อะไร! นี่เขาจริงจังนะ มากล่าวหากันอย่างงี้ไม่ได้ดิ

“จริงๆ!” เขาย้ำอีกที พี่ซึงโฮก็ตอบกลับมาเพียงไหวไหล่ เขาอ้าปากกำลังจะอธิบายซ้ำ ก็พอดีกับที่พ่อเขาพูดแทรกขึ้นมา

“แล้วชอนดุงล่ะ?”

แทบจะสำลักอากาศ มีร์หายใจขัดและสะดุ้งหน้าตาตื่น เขาหันขวับกลับไปหาพ่อ ซึ่งเลิกคิ้วอยู่เหมือนรอฟังคำตอบ

“อ… อะไรป๊า”

เขาตกใจจนพูดอะไรไม่ออก ไม่คิดว่าจะเป็นชื่อนี้ที่จะหลุดเข้ามาให้ป๊าเอ่ยถาม ก็นี่มันผู้ชายนะ อยู่ดีๆพ่อของเขาจะเกิดสงสัยขึ้นมาได้ยังไงล่ะ หรือว่าเขาทำอะไรตระโตกกระตากเกินไปให้พ่อจับได้ พ่อเขาไปรู้เรื่องอะไรมาหรือเปล่า!?

“ผมกับมัน ม… ไม่ได้เป็นอะไรกันซะหน่อย!”

มีร์โพล่งพูดเสียงดังแต่ฟังไม่ชัด ประโยคกุกกักเหมือนมีอะไรที่ขยักเอาไว้ในถ้อยเสียง คนอายุน้อยหลบสายตา ไม่กล้าจะมองหน้าคนเป็นพ่อ เพราะปกติไม่เคยจะพูดจาโกหกใคร หัวใจมันเต้นตุ้มๆต่อมๆไม่เป็นจังหวะ แต่นี่เขาก็ไม่ได้โกหกนะ แค่มันไม่เต็มปากไม่เต็มคำยังไงก็ไม่รู้อะ

แต่ถ้าจะมาบอกว่าเป็น แฟน อะ ไม่ มี ทาง!

“อะไรของเอ๊ง?” เสียงงงๆของคนเป็นพ่อแทรกเข้ามาสะดุดความคิด มีร์เอะใจนิดหนึ่งในน้ำเสียงปนความสงสัย เขาจึงเงยหน้ากลับขึ้นไป ซึ่งก็พบว่าพ่อของเขากำลังทำสีหน้าว่าไม่เห็นจะเข้าใจอะไรที่เขาเอ่ยออกไปเมื่อครู่

“อ้าว ก็เมื่อกี๊ ป๊า… ถาม อะ” เขาตอบเสียงอ่อย ไม่กล้าพูดอะไรออกมาไปมาก สถานการณ์ชักไม่ค่อยจะดี แบบนี้แปลว่าต้องมีอะไรเข้าจิดกันแล้วล่ะ เขารู้สึกหยั่งกับว่าเพิ่งจะทำอะไรพลาดไป

“ถาม? ถามอะไร? ป๊าจะถามซึงโฮว่าชอนดุงไปไหน ทำไมวันนี้ไม่เห็นมา” คนเป็นพ่อตอบออกมางงๆ แม้มว่าในสายตาจะเริ่มมีแววสังเกตพิรุธบางอย่างปรากขึ้น แต่มีร์เริ่มฟื้นสติระลึกได้ สรุปว่าเมื่อกี๊เขาตีโพยตีพายไปเองงั้นสิ?

โถไอ้มีร์…

“ก็เมื่อกี๊ป๊าซักเรื่องแฟนผมอยู่อะ จะไปรู้ได้ไงเล่า” มีร์พูดข้างๆคูๆทั้งที่รู้ตัวว่าหน้าเสีย เอาแล้วไหมล่ะ ไม่น่าเลยไง ไอ้ที่จะไม่ใช่ประเด็นเดี๋ยวก็ได้เป็นจนได้ หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ หวังแต่ว่าพ่อเขาจะไม่เอาเรื่องนี้มาซักไซร้ เพราะถ้าถามมากๆไปเขามั่นใจว่าต้องให้คำตอบไม่ถูกแน่

“เอ๊า ก็เอ็งบอกแล้วว่าไม่มีก็ไม่มีไง ป๊าจะซักเอ็งต่อทำไมให้มากความ” คนเป็นพ่อเขาตอบมาตามสไตล์ สีหน้าดูลอบสงสัยแต่เหมือนไม่มีกะใจจะคุยประเด็นที่ตกไปแล้วต่อ หัวใจของเขาฝ่อลงไป เลือดที่สูบแรงค่อยๆกลับมาไหลเป็นปกติ

“อื้อๆ ก็… แค่ตกใจอะ” เขาตอบปัดๆ หวังจะให้ประเด็นนี้มันจบไป พ่อของเขาส่ายหัวก่อนจะคว้าโซจูในแก้วมารินลงคอไวๆอีกหนึ่งอึก

“ก็เมื่อสัปดาห์ก่อนเห็นพี่แกบอกว่าชอนดุงเข้ามาที่นี่ ป๊าก็นึกว่าวันนี้เขาจะมากับซึงโฮซะอีก” คราวนี้คนเป็นพ่อหันไปพูดกันพี่ใหญ่ในวงของเขา พี่ซึงโฮจิบโซจูที่ขอบแก้วแค่เบาๆ เหมือนว่ากลัวตัวเองจะเมาพับไปง่ายๆ

“ชอนดุงมีคิวแยกอีกงานครับ เลยไม่ได้ว่างมา” พี่ซึงโฮตอบยิ้มๆ ก่อนจะหันมาส่งสายตากรุ้มกริ่มให้เขาเสียอีกแว่บหนึ่ง

อะไรวะ? สองทีแล้วนะ หันมาทำหน้าอย่างนี้ใส่หมายความว่ายังไงครับฮยอง

“อ้อ อย่างนี้เอง” บังกีซุนรับคำแล้วพยักหน้าสองสามที เขาเห็นพ่อของเขาเหลือบมองนาฬิกาซึ่งบอกเวลาตีหนึ่งกว่าแล้วก็หันมาพูดต่อ

“เดี๋ยวป๊าจะเข้าห้องแล้วนะ เราสองคนล่ะจะนอนกันเมื่อไหร่?” พ่อของเขาหันมาถาม ซึ่งค่อนข้างแน่ใจว่าถ้าใช้สรรพนามสุภาพลงมา คงจะอยากได้คำตอบจากพี่ซึงโฮมากกว่า ไม่ใช่เขา

“เดี๋ยวนอนเลยก็ได้ครับ” รุ่นพี่ของเขาตอบง่ายๆ แหม อยู่กับผู้หลักผู้ใหญ่แล้วนิสยดีว่ะ ทีอยู่กับพวกเขานะ กดขี่เอ๊ากดขี่เอา

“อืมๆ ดีแล้วล่ะ ชอลยง เดี๋ยวเอ็งเก็บเตาเก็บจานไปล้างด้วยนะ เสร็จแล้วหาที่นอนให้พี่เขา ดูลูกหมาเอ็งดีๆด้วยล่ะ อย่าให้มันไปกวน” คนเป็นพ่อชี้นิ้วสั่งเมื่อลุกยืนขึ้นมา โอโห พวกคุณดูเอาเถอะนะ สังคมเกาหลีนี่มันโคตรจะกดขี่เยาวชน(?)เลยอะ

“รู้แล้วป๊า” ถึงมันจะโคตรลำเอียง แต่เขาก็ต้องรับคำอย่างเสียไม่ได้ จริงๆก็ชินแล้วล่ะ พี่ซึงโฮมาบ้านเขาเมื่อไหร่ เขาได้ กวาดเก็บเช็ดถูจัดหาที่นอนให้จนกลายร่างเป็นเด็กรับใช้ไปทุกที

เขาได้ยินเสียงของพ่อเขาหาววอดทิ้งท้าย ก่อนจะเดินหายเข้าห้องไปง่ายๆด้วยคำพูดไม่กี่ประโยค เหลือสภาพห้องรกๆไว้ให้เขาจัดการ

เขาหันมามองหน้ารุ่นพี่ร่วมวงที่นั่งมึนอยู่ใกล้ๆ

ไม่มีสัญญาณตอบรับว่าจะให้ความช่วยเหลือใดๆ เขาจึงมุ่นคิ้วนิดๆก่อนจะลุกขึ้นยกเตาเนื้อย่างกับจานชามเข้าไปไว้ในครัวด้วยตัวเอง
 
ยิ่งดึก น้ำค้างตอนกลางคืนก็เหมือนจะทำให้อากาศยิ่งเย็นลง มีร์เอื้อมมือไปดึงปิดหน้าต่างกระจกบานเลื่อน

เขาเปิดน้ำในอ่าง เริ่มต้นล้างเตาเนื้อย่างที่ทำความสะอาดยากสุดๆ ใยขัดเปล่าๆถูไปก็ไม่ช่วยอะไร เขาเปลี่ยนไปหยิบแปรงขัดหม้อที่เหมาะกับการใช้งานมากกว่ามาแทนกัน

เขายืนขัดไปก็ใจลอย ระหว่างที่ค่อยๆขัดคราบเกรียมไหม้ที่เกาะอยู่กับขอบเตาเขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ เมื่อเมื่อครู่เขายังไม่ทันจะส่งเมนชั่นกลับไปหาไอ้คนที่บอกว่าอยากเจอหน้าลูกชายเขาเลยนี่หน่า มีร์สะดุดความคิดแล้วก็นึกอยากจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดข้อความไปหา 

แต่มันก็เลยเวลามานานแล้วนี่หว่า ป่านนี้ไอ้บ้านั่นมันก็คงไม่สนใจแล้วล่ะมั้ง

มีร์คิดพลางถอนหายใจ เขาขัดแปรงลงบนเตาต่อไปได้อีกสองสามครั้ง ก็ทนกับความอึดอัดที่ติดค้างอยู่ไม่ได้ เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจออกจากตัวอย่างเหนื่อยหน่าย ล้างมือแล้วยื่นไปเช็ดกับผ้า ก่อนที่จะล้วงเข้าไปหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง

พอดีกับที่เสียงดังโค้งเคร้งแว่วขึ้นมาที่หน้าประตูห้องครัว

“จะทวิตหาชอนดุงเหรอไง?” 

ประโยคสั้นๆที่ทำให้เขาสะดุ้งเฮือก มีร์ชะงักมือที่กำลังจะกดหน้าจอโทรศัพท์ไว้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองคนที่เดินเข้ามา คนอายุมากกว่าที่เป็นหัวหน้าวงของเขาก็เดินถือถาดแก้วที่เหลืออยู่ในห้องนั่งเล่นไปวางไว้บนเคาน์เตอร์ 

มีร์ทวนประโยคที่ได้ยินอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้ฟังอะไรผิดไป

“ไม่ส่งล่ะ?” เป็นคำพูดง่ายๆ ที่มาพร้อมกับหน้าตาย แต่เขารู้สึกถึงรังสีอะไรบางอย่างที่ไม่ปกติ

หยั่งกับรู้ว่าเขาคิดอะไรเลยช่วยพูดย้ำให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้ฟังผิดไปเป็นแน่

“ส่งอะไร… ส่งทำไม” เขาเม้มปากพูด เดาอารมณ์รุ่นพี่ร่วมวงไม่ค่อยจะถูกเสียเท่าไหร่ ก่อนจะเก็บมือถือใส่กระเป๋าแล้วหันหน้ากลับไปที่อ่างล้างจาน “ไม่ได้จะส่งอะไรซักหน่อยพี่”

เชายืนหันหลังให้ลีดเดอร์ยัง ที่สาวเท้าเข้ามาใกล้ รู้สึกใจมันเต้มตุ้มๆต่อมๆขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อครู่นี้เขาเห็นแววตาของพี่ซึงโฮที่แว่บมาสบเป็นระยะระหว่างที่คุยกับป๊า แต่ตอนนี้มันแปลกไปกว่า เพราะว่าในตอนนี้เหลือกันอยู่เพียงลำพัง

“”ชอนดุงมาเยี่ยมเหรอ?” น้ำเสียงจงใจตั้งคำถามให้เค้าตอบ เหมือนจะไม่ยอมจบประเด็นลงง่ายๆ มีร์เปิดน้ำแล้วหยิบใยขัดมาจุ้มน้ำยาล้างจานก่อนจะก้มหน้าก้มตาขัดเตาต่อไป

“ก็ มา” เขาตอบสั้นๆ ตอนนี้รู้หวาดหวั่นใจ ไม่รู้จู่ๆทำไมพี่ชายที่เขาสนิทถึงดูเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาขนาดนี้ได้ จนเขาไม่กล้าจะหันกลับไปคุยแบบสบสายตา

“คนเดียวเลยสิ?” พี่วึงโฮถามต่อ เขารู้สึกอัดอัดใจ เหมือนโดดนกดดันจนหายใจไม่ค่อยจะสบายนัก พยักหน้าให้ครั้งหนึ่งก่อนจะตอบ

“อื้อ” เขาผ่อนลมหายใจก่อนจะถามกลับบ้าง “ทำไมเหรอพี่?”

เป็นคำถามที่เขาหวัง ว่ามันจะทำให้บรรยาศตึงเครียดนี้เบาบางลง

“เปล่า ก็ปกติไม่ค่อยเห็นมันจะออกข้างนอกง่ายๆ โดยเฉพาะไปไหนมาไหนคนเดียว” ถ้าเขาไม่ได้หูเพี้ยนไป เหมือนเขาจะได้ยินเสียงของรอยยิ้มกลั้วอยู่ในน้ำเสียงนั้น

“มันคงว่างๆพอดีมั้ง” เขาตอบอย่างขอไปที ตอนนี้ชักหวั่นใจ ว่าเขาอาจจะโดนซักไซร้ในคำถามที่ไม่อยากตอบลึกลงไปอีก

“เห็นนะ ที่คุยกันเมื่อกี๊น่ะ” พี่ซึงโฮพูดขึ้นมา เขาเงยหน้าแล้วชะงักมือที่ขัดเตาเอาไว้ ได้ยินเสียงปลายเท้าของพี่ซึงโฮเดินเข้ามาใกล้ แล้วยืนพิงเคาน์เตอร์อ่างข้างๆอยู่ไม่ไกลกัน

“วันหลังเก็บอาการมั่ง เดี๋ยวคนอื่นเขาก็สงสัยกันหมด” ลีดเดอร์ของเขาพูดด้วยน้ำเสียงปกติเหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อจบประโยค เขาก็ทำตาโต แล้วหันไปมองหน้าพี่ซึงโฮ ที่เลิกคิ้วและมีรอยยิ้มจางๆ

“พี่…?” เขาพูดอะไรไม่ออก เหมือนไม่แน่ใจ ถ้าเอะอะปากโป้งอะไรไปอาจจะผิดประเด็นอีกก็ได้ แต่ตอนนี้เขาหายใจโล่งขึ้นกว่าเมื่อไม่กี่อึดใจก่อนนี้หลายเท่า

“แกคิดว่าพี่จะไม่รู้เลยเหรอไง? พี่ก็นั่งเปิดทวิตพี่ดูอยู่ ทำไมพี่จะไม่เห็นวะ แกเล่นคุยกันแล้วก็ทำหน้าเขินซะขนาดนั้นน่ะ” เขาฟัง แล้วก็จ้องเข้าไปในดวงตาคู้นั้น เพื่อให้ตัวเองแน่ใจอีกสักครั้งว่าไม่ได้เข้าใจผิดเพี้ยนไป เขาเห็นความใจดีแฝงเอาไว้ ทั้งในสายตาและรอยยิ้ม

“พี่รู้…. เรื่องผม กับ ชอนดุง?” เขาถามย้ำอีกครั้ง อยากฟังคำตอบเป็นถ้อยความให้มั่นใจ

“ก็ไม่เชิงว่ารู้มั้ง รู้แค่ไหนล่ะ? จริงๆก็พอรู้มาตั้งแต่ก่อนหน้าแล้วล่ะ แต่ไม่คิดว่าจะอะไรขนาดนี้” พี่ซึงโฮตอบยิ้มๆด้วยน้ำเสียงสบายๆ เขารู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้พี่ชายที่สนิทใจคนเดิมกลับคืนมา

“ก่อนหน้านี้?” เขาทำตาโตเท่าโซจู ไม่แน่ใจว่าพี่ซึงโฮหมายถึงเรื่องไหน “รู้ว่ายังไง? แล้วทำไมพี่รู้?” เขาเร่งถามกับพี่ชาย

“ก็ตอนแรก พอชอนดุงมันรู้ว่าพี่จะมา มันก็พูดขึ้นมาว่าฝากพี่มาเอาเสื้อมันคืนจากนายด้วยนะ” พี่ซึงโฮพูดแล้วเหมือนจะคอแห้ง เลยคว้าน้ำเปล่าๆในแก้วมาดื่มเสียอึกหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ

“เสร็จแล้วพอพี่ถามว่า แล้วแกอ่ะไปยืมมันไว้ตอนไหน มันก็อึกๆอักๆตอบไม่ถูก ถามไปถามมา มันก็บอกว่ามาเยี่ยมแกที่บ้าน แล้วก็ฝากเสื้อกับแกไว้” พี่ซึงโอพูดพลางลอบยิ้มอย่างรู้ทันปนหมั่นไส้ จนทำให้เขารู้สึกเขินอายกับเรื่องราวระหว่างเขากับไอ้น่ารักอย่างอธิบายไม่ถูก

“แล้ว? ยังไงอะ? แค่นี้พี่ก็รู้เลยเหรอ?” เขาถามขัด พี่ซึงโอก็ยักไหล่

“ไม่รู้ซิ แต่พวกแกสองคนทำท่าเขินๆอึกๆอักๆกันขนาดนี้ ให้คิดเป็นอย่างอื่นยังไงอ่ะ? แล้วปกติ ชอนดุงมันเคยออกไปไหนมาไหนเองที่ไหน ถ้ามันหอบตัวเองมาเยี่ยมแกได้ ฉันก็ว่ามันต้องมีอะไรแล้วแหละ” พี่ซึงโฮพูดพลางยิ้มภูมิใจในความฉลาดที่ตัวเองจับพิรุตแล้วตีความเองได้ แถมยังถูกต้องไปหมดเสียด้วย

“แล้วพี่….” มีร์คิดบางอย่างขึ้นมาในชั่ววินาทีนั้น มันทำให้เขาวูบโหวงลังเลใจอีกครั้งเมื่อคำถามนี้ถูกตั้งขึ้นมาในใจ “ไม่รู้สึกว่ามัน แปลกๆเหรอ? …พี่รับได้เหรอ?” เขาถาม ถามในฐานะสมาชิกคนหนึ่งที่อยู่ในการดูแลของหัวหน้าวง และถามตรงๆในฐานะน้องชายที่นับถือฮยองของเขาจากใจจริง

“แปลกดิ” คนอายุมากกว่าตอบออกมาอย่างไม่ต้องคิด มีร์รู้สึกเหมือนโดนสะกิดแผลเล็กๆในใจ เขาเงยหน้าไปมองพี่ชายที่สนิทเพียงไม่นานก็หลบตา คนอายุมากกว่ามองท่าทางนั้นแล้วส่ายหัวช้าๆ ก่อนจะยิ้มจาง

“แต่แกสองคนเป็นน้องพี่นะ”

เขานิ่งสบตาพี่ซึงโฮในวินาทีนั้น กับประโยคเรียบง่ายแสนสั้น แต่เขาสามารถเข้าใจมันโดยไม่จำเป็นต้องถามความหมาย ความรู้สึกและเรื่องราวมากมายเป็นคำตอบยืนยันให้เขาเข้าใจ และมั่นใจได้

เขาไม่จำเป็นต้องสงสัยในความรู้สึกของพี่ชายคนนี้

เขายิ้มเงียบๆกับความรู้สึกอบอุ่นในประโยคเมื่อครู่ของพี่ชาย จะว่าไป ไอ้คาวมรู้สึกแบบนี้ก็ไม่ค่อยจะได้ถ่ายทอดให้อีกฝ่ายได้รับรู้กันง่ายๆหรอกนะ เพราะฉะนั้นมันเลยยิ่งมีค่าและมีความหมายมากเมื่อได้รับมาในช่วงเวลาแบบนี้

“แล้ว ว่าแต่ พี่รู้อย่างนี้แล้วทำไมพี่พูดเรื่องเจียขึ้นมาล่ะ?” เขานึกขึ้นได้เลยถามประเด็นที่ยังค้างคาใจ เพราะเมื่อกี๊น่ะเขาไม่เข้าใจจริงๆนะ ว่าจู่ๆพี่ซึงโฮน่ะเหวี่ยงมาประเด็นนี้ได้ยังไง เขากับผู้หญิงคนนี้ โคตรจะไม่มีอะไร เขาบริสุทธิ์ใจ และไม่มีทางคิดเป็นอื่นไปได้แน่

“แล้วจะให้พี่บอกป๊าว่าแกคุยกับชอนดุงมันอยู่เหรอไง ป๊าแกอกแตกตายก่อนพอดีสิ มีอย่างที่ไหน นั่งคุยกับผู้ชายแล้วเขินจนบิดได้ขนาดนั้นอ่ะ” พี่ซึงโฮวางแก้วน้ำลงในอ่างล้างจาน ก่อนจะคว้าเอาฟองน้ำมาช่วยขัดจานชามและแก้วใส

“บ้าดิพี่” เขาคิดตามแล้วร้องออกมา อะไร นี่เขาแสดงท่าทางออกไปขนาดนั้นเลยจริงอ่ะ? เขาว่าเขาก็นั่งคุยอยู่เฉยๆนะ

“จริงๆ” พี่ซึงโฮหันมามองหน้าเขาทีหนึ่งแล้วพยักหน้ายืนยัน ก่อนจะหันกลับไป “ไม่งั้นป๊าจะหันไปมองแล้วสงสัยเหรอว่าแกคุยกับสาวที่ไหนหรือเปล่า” พี่ซึงโฮพูดติดรอยยิ้ม แล้วเขาก็อดจะเขินไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเขาก็โคตรอายที่แสดงอาการออกไปได้ขนาดนั้น

เขาขัดหม้อจนเสร็จ พอดีกับที่พี่ซึงโฮมาช่วยล้างถ้วยแก้มและจานชาม

อย่าคิดว่าพี่แกทำอย่างนี้เป็นปกตินะครับ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่พี่แกเป็นคนดีมามีส่วมร่วมในการช่วยล้างจานให้บ้านผม

“แล้วพี่ว่าป๊าจะรู้ปะ” เขาพูดขึ้นมาหลังจากทิ้งความเงียบได้พักหนึ่ง หัวใจของเขามันวูบขึ้นวูบลงไม่คงที่ สบายใจอยู่ดีๆได้ไม่นานก็ต้องกลับมากังวลใจ นี่แหละนะ คนที่มีความลับปิดบังคนอื่นเอาไว้ นี่เขาจะต้องรู้สึกแบบนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหนกัน

“จะรู้ได้ไง” พี่ซึงโฮส่ายหัวเล็กๆอย่างไม่สนใจนัก ก่อนจะสะบัดมือเมื่อล้างถ้วยใบสุดท้าย

“แล้วถ้าป๊ารู้ล่ะพี่” เขากลั้นใจถามออกไป ความกังวลที่มีมันปิดซ่อนเอาไว้ไม่ได้ ความไม่สบายใจมันเจือจางรวมอยู่ในกระแสเสียง

พี่ซึงโฮคว้าผ้ามาเช็ดมือ ก่อนจะมองหน้าเขา และตัวเขาเองก็เงยหน้าขึ้นสบตา ก่อนจะพบว่าหัวใจจะอบอุ่นพร้อมกันกับชุ่มชื้นขึ้นมาเมื่อได้ยินประโยคถัดไป

“แก ก็เป็นลูกชายของป๊าแก เหมือนกันกับที่แกเป็นน้องพี่ไง”

เป็นอีกครั้งที่เขาไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ แต่ทุกความหมายที่อยู่ในนั้นมันสามารถนิยามตัของมันเองได้ สายสัมพันธ์หนึ่งที่ไม่เคยมองเห็น แต่เขารู้และสัมผัสได้ว่ามันเป็นเรื่องจริง

เขาอยากจะเอ่ยปากขอบคุณคำพูดดีๆของคนที่เขาเต็มใจเรียกว่าพี่ชาย แต่มันก็กระดากเขินอาย และเขาก็รู้นิสัยของอีกฝ่ายว่าคำขอบคุณอะไรมันก็ล้วนแต่ไม่จำเป็น

เขานอนคุยเรื่องสัพเพเหระกับลีดเดอร์ยังคนดึกจนดื่น และเป็นอีกคืนที่เขาไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปตอนไหน…


*
 
 
 
แสงสีทองลอดผ่านขอบผ้าม่านริมหน้าต่างมารำไร ตกกระทบเป็นเส้นแสงอยู่เหนือศรีษะของร่างกายคนที่นอนอยู่บนเตียง แม้จะมีแสงอาทิตย์จางๆสาดส่อง แต่อากาศด้านนอกก็ค่อนข้างหนาวจัด เจ้าของห้องพยายามอัดร่างตัวเองเข้ากับผนังและมุดลงฝังตัวไว้ใต้นวมผ้าผืนอุ่น

เส้นผมสีน้ำตาลทองขยุกมุ่น เป็นส่วนเดียวที่โผล่พ้นขึ้นมา

มีร์ขวดคิ้วอยู่ใต้ผืนผ้าห่มเมื่อรู้สึกเหมือนกับว่ามีอะไรกดทับอยู่เหนือหน้าท้อง เขาพยายามจะพลิกร่างตัวเองเข้าหาผนังห้อง แต่ก็พบว่าขยับตัวไม่ได้ เขาอยากลืมตา แต่อาการครึ่งหลับครึ่งตื่นของความง่วงมันก็ถ่วงหนังตาหนักๆเอาไว้ เขาลืมตาไม่ขึ้น แล้วก็ขยับตัวไม่ได้

อะไร… ผีอำเหรอ?

อย่างแรกที่เขานึก ในความเลือนลางคล้ายความฝัน เขาพยายามไล่เลียงความคิดที่มันซับซ้อนยุ่งเหยืองพันกันในช่วงเวลาใกล้เช้าแบบนี้ แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก สับสนระหว่างความจริงกับความฝัน เขาพยายามนึก เขาเห็นภาพลูกหมาที่เขาเพิ่งได้มาเลี้ยงเมื่อวาน อาจจะเป็นมันหรือเปล่า มันอาจจะปีนขึ้นมานอนทับตัวเขา แล้วเขาก็ขยับตัวไม่ได้

บ้าสิ… ไม่ใช่ โซจูยา ใช่แล้ว มันชื่อโซจูยา ลูกหมาตัวเล็กนิดเดียว จะมาทำให้เขาอึดอัดขนาดนี้ได้ยังไง

เขาพยายามคิดต่อไป ประมวลผมอย่างเชื่องช้าเอื่อยเฉื่อยไม่ทันใจ ในความเลือนลางต่อมาเขาเห็นหน้าของพี่ชายร่วมวงของเขา เมื่อคืนพี่ซึงโฮมาเมาอยู่ที่บ้านนี่หว่า ใช่ แล้วก็คุยกับเขา ทั้งคืน จนเผลอหลับไป ใช่แล้วล่ะ งั้นที่หนักๆนี่คือพี่ซึงโฮมานอนทับเขาใช่ไหมวะ?

เขาขมวดคิ้วนิ่วหน้า เขาคิดว่าเขาหาคำตอบได้แล้วล่ะ ร่างบางกว่าพยายามจะพลิกตัวไปทางซ้าย แต่ผลปรากฏคือไม่สามารถขยับตัวได้แม้แต่น้อย

มีร์อึดอัด จนอยากจะตะโกน เคยไหมครับ เวลาใกล้ๆจะตื่น ต่อให้ตอนนั้นเราอยากตื่นแทบตาย แต่ความง่วงมันก็ฉุดเราไว้ จนการกระทำอะไรมันก็เชื่องช้ายืดยานไปเสียหมด เขาพยายามบังคับให้ตัวเองลืมตา เหมือนเขาจะเห็นความเลือนลางอยู่ตรงหน้า แต่สิ่งที่แปลกคือเขาพบว่า มันไม่ใช่เพดานสีขาวเปล่าๆอย่างที่มันน่าจะเป็น

เขาว่าเขาเห็นใบหน้าของใครบางคน

เจ้าของห้องสะดุ้งพรวดแทบจะลุกขึ้นมานั่ง แต่ร่างกายของเขามันหนักอึ้งเกินกว่าจะยันตัวขึ้นมาไหว มีร์นอนเหยียดขาพยายามดันตัวเองลุกขึ้นมาแต่ลุกไม่ได้ ที่น่าแปลกคือ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเขากลับไม่รู้สึกถึงแรงกดหรือความเจ็บใดๆที่ช่วงเอว

มีร์ปลุกสติตัวเองให้ตื่นเต็มที่ ตอนนี้ไม่ว่าจะผีหรือพี่ซึงโฮเขาก็จะต้องตื่นขึ้นมาก่อนให้ได้ เขาสะบัดหัวอยู่กับหมอนสามสี่ที ภาพที่พร่าเลือนก็ค่อยๆปรากฏชัดขึ้นมา ทีละน้อย ทีละนิด

เขาเริ่มสะกิดใจเมื่อเห็นรอยยิ้ม

มีร์งุนงงนอนจ้องนิ่งๆ ให้ระยะสายตาจับโฟกัสให้จงได้ จนเขาแน่ใจ

ไอ้รอยยิ้มเทวดา กับแววตาแบบนี้นี่มัน…

เจ้าของห้องดิ้นสุดตัวเมื่อรู้ว่าร่างที่อยู่ด้านบนคือใคร เขาไม่มีเวลาจะคิดไปถึงต้นสายปลายเหตุว่าทำไมไอ้ผีบ้าตัวนี้มันมาโผล่บนเตียงของเขาได้ แต่ตอนนี้ที่พึงกระทำคือดิ้นให้หลุดจากมันไปก่อน

“ชู่ววว… เดี๋ยวก็เจ็บหรอก”

เสียงกระซิบเอ่ยออกมาแผ่วเบาราวกับสายลมที่พัดเฉียดหน้า มีร์ได้ยินคำพูดนั้นแต่ก็ยังจะพยายามกระเสือกกระสนกระถดตัวหนี แต่ก็เป็นดังที่อีกคนว่า คนตัวเล็กกว่าดิ้นต่อไปได้ไม่กี่ครั้งก็ต้องกัดปากตัวเองแล้วนอนนิ่ง ความเจ็บที่ช่วงเอวแล่นริ้ววิ่งขึ้นมาถึงกลางหลัง เขาขมวดคิ้วนิ่วหน้าเมื่อไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากปล่อยแผ่นหลังให้ราบไปกับพื้นเตียง

คนที่อยู่เหนือร่างของเขาเลิกคิ้วใส่ เหมือนจะรู้ว่าเขารู้สึกอะไรอยู่ ในสีหน้านั้นดูมีความเป็นห่วงเป็นใย แต่ครู่หนึ่งก็เปลี่ยนไปเป็นดูชอบใจเมื่อเขาสงบลงได้เสียทีหนึ่ง

อันที่จริงแล้ว เขาเพิ่งรู้สึกได้ว่าร่างกายของอีกคนคร่อมเขาไว้เพียงหลวมๆไม่ได้กดทับลงมา แต่ก็แข็งแกร่งมากพอที่จะกักตัวเขาไม่ให้หันซ้ายหันขวาขยับหนี

เขาจ้องหน้าอีกคนอย่างตั้งคำถาม อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วใส่ ถึงแม้ว่าจริงๆในใจแล้วเขาจะคิดถึงมันจะตายก็เถอะนะ

ใช่แล้ว… จะเป็นใครอื่นเสียอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่ไอ้น่ารักซังฮยอน

“ดิ้นทำไม เดี๋ยวไปโดนพี่ซึงโฮตื่นนะ” มันกดตัวแล้วเอียงหน้าก้มลงมาพูดข้างๆหูเขา รู้สึกเหมือนตัวเองโดนริดรอนเอาอิสรภาพไปจนหมดสิ้น กลิ่นน้ำหอมที่เขาเริ่มจะคุ้นชินรวยระรินติดปลายจมูก

ด้วยท่าทางที่เป็นอยู่นี้ มีร์ไม่สามารถจะจ้องหน้าสบตาไอ้คนที่มันรุกรานเข้ามาถึงที่นอนของเขาได้ ความเขินอายมันกระจายอยู่ในทุกอณูที่ลมหายใจสัมผัสถึง

เหมือนแก้มแดงปลั่งจะทำให้คนมาเยือนยิ่งได้ใจ ชอนดุงระปลายจมูกลงใกล้ข้างแก้มนั้น

นี่มันเมาอะไรมาหรือเปล่าวะ? ปาร์คซังฮยอนเป็นคนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมเขาไม่เคยเห็นรู้เลยล่ะ?

มีร์เอียงหน้าหนี ไม่คิดเลยว่าชีวิตนี้ตัวเองจะกลายร่างเป็นสาวน้อยอยู่ใต้อ้อมแขนของคนที่ตัวเองแอบชอบมานาน มันต้องไม่ใช่แบบนี้ไม่ใช่เหรอไง มีร์วนถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมา คำตอบนั้นหาไม่ได้ แต่ปาร์คซังฮยอนน่ะได้กำไรไปแล้วหลายครั้ง

“มาได้ยังไง?” มีร์กระซิบถามเสียงเบา ด้วยกลัวว่าเสียงของเขาจะไปทำให้อีกคนบนเตียงสะดุ้งตื่น คนร่างเล็กกว่ายังพยายามจะขืนร่างแม้จะยังไม่มีทีท่าว่าจะเป็นผล

คนที่อยู่เหนือร่างด้านบน ยกยิ้ม

“มาดูหน้าลูกชาย” เสียงนั้นตอบใกล้ๆ การกระซิบกระซาบยิ่งทำให้เขาได้สัมผัสลมหายใจ ที่แนบใกล้กว่าที่เคยเป็น

มีร์ขมวดคิ้วมุ่นหน้าเมื่อได้มาซึ่งคำตอบนั้น ได้ข่าวว่าถามว่ามาได้ยังไง ไม่ได้ถามว่ามาทำไมเสียหน่อย

“พูดหยั่งกะเป็นลูกตัวเองงั้นอะ” มีร์จ้องหน้าอีกคนกลับ ซึ่งก็ได้รับรอยยิ้มกรุ้มกริ่มมาก่อนคำตอบ เขาลอบหวั่นในใจ ถ้าปาร์คซังฮยอนตีสีหน้าแบบนี้เมื่อไหร่ เขาควรจะรีบกลัวว่าคำพูดถัดมามันอาจจะทิ่มแทงจิตใจให้เขาต้องอายม้วน

“ก็ถ้าโซจูเป็นลูกนาย” ชอนดุงพูด แล้วหยุดไว้นิดหนึ่ง ปล่อยให้เสียงหัวใจของมีร์เต้นตึงตังรอฟังวลีที่ต่อท้าย ฝ่ามืออุ่นๆข้างหนึ่งของคนตัวสูงที่ยันกับพื้นเตียงเลื่อนขึ้นมา ก่อนจะสัมผัสแตะแผ่วเบาบนหัวไหล่ของคนฟัง

“แล้วมันจะไม่ใช่ลูกฉันได้ยังไงกัน” เขารู้สึกถึงปลายนิ้วหัวแม่มือที่วนไล้หัวไหล่เขาช้าๆ เป็นสัมผัสที่คล้ายจะเต็มไปด้วยความเอ็นดู แต่ประโยคที่เพิ่งได้ยินทำให้มีร์หน้าแดงลามไปถึงใบหู ความหมายที่ซ่อนอยู่มันชัดเจนจนเขาไม่อาจห้ามหัวใจ

ที่เหมือนจะละลายลงเสียให้ได้เพราะไอ้คนๆนี้

คนอะไร พูดออกมาได้ ไม่อายปากหรือไง ถ้าใครบอกว่าปาร์คซังฮยอนเป็นเทพบุตร เป็นเทวดา เขาจะเถียงขาดใจให้ดู

แต่ถึงกระนั้น แม้เจ้าตัวจะเขินอายมาก แต่มีร์กลับพบว่าริมฝีปากของเขามันกำลังทรยศเจ้าของ จนเจ้าตัวต้องพยายามยื้อรอยยิ้มนั่นโดยการเม้มให้สนิทเอาไว้ แต่ดวงตาก็ไม่อาจแอบซ่อนความนัยที่ระบายอยู่ในนั้น

และอาจเป็นเพราะความรู้สึกดังที่ว่า ที่มันทำให้เขาไม่อาจฝืนตัวเองได้อีกต่อไปเมื่อใบหน้างดงามนั้นเคลื่อนใกล้เข้ามา แทนที่จะถอยหนี เขากลับปล่อยให้ตัวเองหลับตา รอสัมผัสเชื่องช้าที่อีกฝ่ายมอบให้

ชั่วครู่เดียว ริมฝีปากสองคู่ก็แตะกัน ผะผิวสัมผัสคล้ายขนนกร่วงหล่นลงแผ่วเบา แต่สะกดใจของพวกเขาให้สั่นสะท้าน ริมฝีปากประกบเข้าเบียดบด ต่างฝ่ายต่างขยับร่างลงกดแนบเข้าหา ไออุ่นจากผืนผ้าห่มเหมือนจะไม่พอคณา สัมผัสของร่างกายมอบไออุ่นได้ลึกกว่า ถึงลมหายใจ

ไอเย็นลอยอยู่ด้านนอก หมอนม่านเกาะกระจกหน้าต่างเป็นฝ้า คล้ายจะแอบมองพวกเขา

ปลายจมูกโด่งซุกซนซอกซอนคล้ายจะออดอ้อนร่างเล็กกว่า คนข้างใต้เอียงหลบเร้นใบหน้าหากทว่ากลายเป็นเปิดโอกาสให้คนตัวสูงได้ฝังใบหน้าลงกับซอกคออุ่น ฝ่ามือสวยลากอยู่บนผิวผ้า ก่อนจะสอดเข้ามาด้านใต้ลากไล่สัมผัสผิวกายที่คิดถึง

แขนเล็กไร้แรงขัดขืนต่อต้าน สมองหยุดสั่งงาน เหลือเพียงหัวใจที่เต้นเร่า สั่งให้วงแขนของเขาโอบขึ้นเกาะแผ่นหลังกว้าง เกาะเกี่ยวรั้งเอาจูบหวาน ที่ไม่อาจต้านทานด้วยเหตุผลอื่นใด

จนคล้ายจะหลงลืมไปว่ามิได้อยู่เพียงลำพัง…

ร่างของพี่ใหญ่ร่วมวงที่นอนอยู่อีกฝั่งเตียงพลิกเอียงตัวหันมาหา มีร์สะดุ้งรีบผละออกจากอีกฝ่าย ในขณะที่คนด้านบนจำใจต้องถอนจูบออกอย่างเสียดาย ความหวานยังแทรกติดอยู่บนปลายลิ้น

ร่างเล็กกว่าคว้าผืนผ้าห่มมากอดแนบกาย ชอนดุงเห็นแล้วหยุดยิ้มไม่ได้กับท่าทางนั้น เจ้าของห้องเหลือบมองร่างของลีดเดอร์อย่างหวาดหวั่น 

แต่ยังไม่ทันที่จะได้สังเกตอะไร บานประตูห้องก็เปิดผางออกในมันใดนั้น มีร์สะดุ้งอกสั่นขวัญหายซ้ำสองในระยะเวลาติดกัน

“ตื่นๆๆๆจ้าหนุ่มๆ ลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟันออกมากินข้าวเช้าได้แล้ว!”

คุณนายบังยืนพูดเสียงใส โดยที่ไม่ได้สังเกตใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อของลูกชาย แม้แต่นิดเดียว


*
 
 
 
ตอนนี้คงสายมากแล้ว ถ้าไม่ใกล้เที่ยงก็อาจจะใกล้บ่าย เพราะแสงแดดลอดเมฆมาสาดถนนสว่างจ้า หากทว่าอากาศหนาวเย็นก็ยังไม่หายไป

มีร์นั่งผูกเชือกรองเท้าอยู่ที่ขั้นบันไดหน้าบ้าน มีรุ่นพี่ร่วมวงนั่งยัดรองเท้าอยู่ใกล้ๆกัน และมีปาร์คซังฮยอนยืนสูงเด่นเป็นตระหง่านอยู่อีกฝั่งในสภาพมีรองเท้าสวมใส่แล้วเรียบร้อย

วันนี้เขาอิ่มท้องเป็นพิเศษ เพราะได้กินอาหารเช้ามื้อใหญ่ ที่นานๆคุณนายบังจะจัดหามาให้เสียทีหนึ่ง

แม่ของเขานี่ก็เหลือเกินนะ เมื่อเช้ารีบกุลีกุจอเข้าครัวไปเตรียมอาหารแค่เพราะตื่นมาเห็นว่าไอ้หน้าใสใจไม่ซื่อนี่มาเยี่ยมบ้าน ผมเพิ่งจะรู้ก็ตอนล้างหน้าแปรงฟันตามออกไปที่โต๊ะกินข้าวทีหลัง ว่าไอ้น่ารักมันนานั่งจิ้มลิ้มคุยกับแม่ของเขาอยู่แล้วตั้งนานก่อนที่มันจะบุกรุกเข้าไปปลุกเขาจนตื่น

เหตุผลที่นั่งรถแท็กซี่มาแต่เช้าก็เพราะว่าจะมารับเขาไปบริษัทตอนสายๆ ที่แท้ก็นัดแนะเตรียมการเอาไว้กับยังซึงโฮ

นึกจะโผล่มาเมื่อไหร่ก็มา นี่มันบ้านส่วนตัวนะ ไม่ใช่ที่พักตากอากาศของใคร!

แถมยังจะมีการมาบอกอีกนะว่ามันทักทายและทำความรู้จักกับลูกชาย(ของผม!)เรียบร้อยแล้ว ตอนที่ผมยังหลับอยู่ ทั้งที่ผมยังไม่ทันได้อนุญาติ!

มีร์คิดแล้วหงุดหงิด ยิ่งนึกถึงท่าทางปั้นจิ้มปั้นเจ๋อทำตัวหล่อใสไร้เดียงสาของไอ้คนที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าตอนที่มันนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวล่ะก็นะ เขาล่ะไม่ไหวจะหมั่นไส้ ทั้งป๊าทั้งม๊าเขาพากันหลงมันไปหมด จนอยากจะได้มาเป็นลูกชาย

ชิ เอาซิ เอาไหมล่ะ เดี๋ยวเขาจะขอมาเป็นสะใภ้ให้สมใจอยาก

เขาทิ้งความคิดของตัวเองไว้เท่านั้นเมื่อยันตัวลุกยืนขึ้น คนตัวสูงดันแผ่นหลังของตัวเองออกมาจากผนังแล้วเดินตรงเข้ามาหา มีร์ซึ่งมัวแต่ก้มหน้า พอเงยคอขึ้นมาก็เกือบจะชนเข้ากับปลายคางของคนตัวสูงกว่า จนเขาต้องรีบชะงักปลายเท้า

แต่ปาร์คซังฮยอนกลับเอาแต่อมยิ้มชอบใจ

เมาน้ำค้างไปแล้วหรือไงวะ ไอ้บ้านี่

ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ทำอะไรต่อ เสียงคุณนายบังเปิดประตูออกจากบ้านเดินลงส้นเท้าตึกตักก็เข้ามาแทรก แม่ของเขาเดินเข้ามาแหวกกลางวงสนทนาก่อนจะหันซ้ายหันขวามองหน้าลูกชาย(ทั้งสาม)

“แล้ววันนี้นอนไหนล่ะลูก จะกลับบ้านหรือเปล่า?” แม่ของเขาหันมาถาม จนเขารู้สึกปลาบปลื้มใจ เพราะรู้สึกได้ว่าแม่ตั้งใจให้เขาเป็นคนตอบ

“กลับแหละแม่ ใช่ไหมพี่?” ทั้งที่แม่เขาถามทั้งที่ แต่พอตอบแล้วเขาก็ยังไม่แน่ใจ อันที่จริงเขายังไม่รู้เลยว่าวันนี้พี่ซึงโอจะพาเขาเข้าบริษัทไปด้วยทำไม วันเกิดเขาทั้งทีเขาก็อยากจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับที่บ้านบ้างนะ ก็ยังสงสัยว่ามันจะมามีงานเข้าอะไรวันนี้ เขาก็ไม่ค่อยมีคิวมาตั้งนานแล้ว

พี่ซึงโฮเลิกคิ้วเหมือนสงสัยว่าที่ถามหมายถึงตัวเองหรือเปล่า กว่าจะเข้าใจผมก็ต้องเลิกคิ้วใส่กลับไป ลีดเดอร์ยังถึงได้พยักหน้า

“กลับครับ เดี๋ยวตอนเย็นเอากลับมาส่งให้” คนเป็นพี่พูดพลางก้มหัวให้ผู้หลักผู้ใหญ่ แม่ของเขาก็อมยิ้มชอบใจกับท่าทางที่แสนสุภาพ

“ดีแล้วล่ะจ้ะ” แม่เขาพูดเสียงหวาน ก่อนจะหันมาหาเขา “วันนี้ตอนเย็นแม่จะได้เตรียมของอร่อยๆไว้ให้เรากิน” แม่เขาพูดอย่างอารมณ์ดี ซึ่งนานๆทีเขาจะเห็นว่าแม่ใจดีได้ในโหมดนี้จนตาวาว

โอ้โห วันนี้คุณนายบังจะเข้าครัวทำอาหารมื้อใหญ่ให้ทั้งมื้อเช้าและมื้อเย็นใช่ไหม? เขาอยากจะกรี๊ด

คนอายุน้อยที่สุดยิ้มกว้างมองคนเป็นแม่ แต่เขาก็รู้สึกว่าวันนี้แม่ตั้งใจจะทำวั้นเกิดของเขาให้มีความสุขจริงๆ เพราะฉะนั้นเขาจะตัดประเด็นที่หมั่นไส้เรื่องไอ้คุณชายและไอ้พี่ร่วมวงเขาออกไปก็แล้วกันนะ

“งั้นก็ไปกันได้แล้วจ้ะ เที่ยงกว่าแล้ว ประเดี๋ยวจะสายกัน” คนเป็นแม่เขายิ้มให้ เขาก็ยิ้มกลับไป ในขณะที่อีกสองคนโค้งให้เป็นมารยาทก่อนจะหันหลังมาขึ้นรถ

เขาเปิดประตูขึ้นนั่งเบาะเบาะด้านหลัง แล้วปาร์คซังฮยอนก็เปิดประดูอีกฝั่งขึ้นมานั่งอยู่ใกล้ๆ

“เอ่า นั่งแบบนี้พี่ซึงโฮก็เป็นโชเฟอร์เลยอะดิ” เขาพูดขึ้นมากวนๆเรียกเสียงหัวเราะในลำคอจากนั่งข้างๆ แล้วเหลือบมองหน้าลีดเดอร์ยัง พี่ซึงโฮส่องกระจกมองหลังแล้วทำตาขวางใส่

ไม่ต้องออกปากโต้ตอบกลับด้วยว่าจาใดๆ มีร์ก็รีบรูดซิปปากตัวเองไว้ไม่พูดต่อ

เขาหันไปเกาะกระจกรถ แม่ของเขายังยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ยืนรอส่งกระทั่งรถของเขาพวกถอยกลับแล้วหันเลี้ยวออกจากรั้วมา เขามองแนวรั้วบ้านของตัวเองจนลับสายตาถึงจะเอี้ยวตัวหันกลับมานั่งมองถนนตรงหน้ารถ

ชอนดุงลอบมองท่าทางเหล่านั้น สังเกตอาการที่หลังยามที่คนนั่งข้างๆเคลื่อนไหว

“ไม่เจ็บเอวแล้วเหรอ?” คนเป็นห่วงถามขึ้นด้วยประโยคตรงไปตรงมา ในน้ำเสียงนั้นแสนธรรมดาหากทว่าเอาใจใส่ 

“ก็ไม่ค่อยแล้ว” มีร์ตอบเสียงอ้อมแอ้ม ตั้งแต่ลุกขึ้นมาจากเตียงเมื่อตอนเช้า เขาก็ยังไม่ค่อยดุ้ยกับคนๆนี้สักกี่คำ อันที่จริงก็รู้สึกกลับมาทำตัวไม่ค่อยจะถูกทุกทีไป ความห่างในการจะเจอกันแต่ละที มันทำให้ปฏิกิริยาที่มีไม่ค่อยจะแนบเนียนอย่างที่ควรจะเป็นเสียทีนึง

ชอนดุงพยักหน้ายิ้ม ก่อนที่จู่ๆจะโก่งตัวงอแล้วไอค่อกแค่กออกมา มีร์หันหน้าเอียงตัวไปดูอาการ

อ่าว ห่วงคนอื่นยังไม่ทันไร ตัวเองก็ยังป่วยไม่หายเลยนี่หว่า

ชอนดุงยังกระแอมไออยู่อีกสองสามที ก่อนจะเอนหลังกลับไปพิงที่เบาะอีกครั้ง

“ยังไม่หายอีกเหรอ?” คราวนี้มีร์เป็นฝ่ายถามอาการอีกคนบ้าง คนเอ่ยปากถามทีหลังมีน้ำเสียงที่ห่วงใยกว่า เพราะดูท่าแล้วไอ้คนน่ารักมันคงจะเป็นหนักจริงๆ

ชอนดุงพยักหน้า ก่อนจะพลิกหันมาหาคนข้างๆ รอยยิ้มอ่อนๆกับแววตาเจ้าเล่ห์จางๆระบายบางๆอยู่บนใบหน้านั้น

“ทำไมล่ะ?” คนตัวสูงหันมาเลิกคิ้วใส่ ท่าทางไม่น่าไว้วางใจจนมีร์ต้องถอยหลังไปติดเบาะ “หรือว่ากลัวติดหวัด?” คนตัวสูงถามเขา เหมือนจะไม่มีอะไรแต่ทำเอาข้างแก้มรื้นสี ไม่ต้องคิดให้มากเขาก็รู้ว่าคำพูดนี้ มันต้องมีอะไรแอบแฝงในความหมาย

พลางก็ตีความนึกย้อนให้เชื่อมไปถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าได้ สัมผัสที่ริมฝีปากย้อนกลับเข้ามาในทันใด แล้วมีร์ก็เข้าใจในคำถามนั้นทันที

“ไอ้บ้า!” มีร์พูดด้วยเสียงที่ไม่ได้ดัง แต่สะท้อนหนักในความหมายของความเขินอายที่ปิดไม่มิด เขาหันหน้าหนีไปอีกฝั่ง ดึงฮู้ดที่อยู่ด้านหลังขึ้นมาเป็นกำบังให้ข้างแก้มแดงได้หลบซ่อน

แต่ปาร์คซังฮยอนก็ยังไม่วาย ใบหน้าจิ้มลิ้มเคลื่อนเข้าไปใกล้ วางปลายคางเล็กลงบนไหล่แคบ แอบซบอยู่เบาๆ จนมีร์นึกอยากจะกำหมัดขึ้นมาซัดเอาไอ้หน้าใสๆนั่นออกไป

แต่เสียงกระแอมไอของคนที่ขับรถเงียบๆอยู่หน้าพวงมาลัยก็ดังขึ้นขัดมาช่วยเขาไว้ได้ก่อน

ปาร์คซังฮยอนเอียงหน้าไปหาคนที่กำลังขับรถ ซึ่งมองผ่านกระจกหลังมาไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ส่งสายตาจ้องจับผิดมาให้พร้อมกับรอยยิ้มหมั่นไส้แกมเอ็นดู ทั้งที่ไอ้น่ารักมันก็รู้ตัวอยู่ แต่แทนที่มันจะยกหัวเล็กๆออกไป กลับเอียงซบเขาเอาไว้อยู่อย่างนั้น เสียงกระแอมไอของคนอายุเยอะเมื่อครู่นั่นไม่ได้ช่วยอะไร

สุดท้ายเขาเลยทำแต่ทำหน้างอ แล้วเอ่ยลอยๆออกไป

“พี่อย่าขับช้าดิ ผมไม่อยากนั่งนาน” มีร์เหลือบมองคนข้างๆ ถึงแม้จะพูดอย่างนั้น แต่เขาก็ยังปล่อยให้ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นวางซบอยู่บนไหล่

“ทำไม กลัวชอนดุงมันกัดเอาเหรอไง?” คำพูดติดแซวตอบกลับมา เขามองหน้าลีดเดอร์ผ่านกระจกสะท้อนหลัง เห็นสีแววตากรุ้มกริ่มและริมฝีปากที่กลั้นยิ้มแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ

“เปล่าซักหน่อย…” เขาได้แต่เถียงเสียงอ่อย ซึ่งไม่มีความหมายอะไร ประเมิณความจากสีหน้าของคนตรงเบาะหน้าและคนตัวสูงข้างๆเขาที่ทำเหมือนเมื่อครู่นี้ไม่ได้ยินอะไร

เอ๊อ ใช่ซิ ก็เห็นดีเห็นงามด้วยกันไปหมดแล้วหนิ เอาเล๊ย เข้าข้างกันเข้าไป 

มีร์เหลือบมองใบหน้าของคนที่อมยิ้มซบอยู่ตรงหัวไหล่ ใจหนึ่งนึกอยากจะยันออก แต่อีกใจหนึ่งมันก็บอกว่าทำไม่ได้

เขาเลยปล่อยให้หัวเล็กๆนั้นเอียงสัมผัสอุ่นๆมาซบลงใกล้ๆ เงียบนิ่งจนคล้ายจะได้ยินเสียงลมที่อีกฝ่ายหายใจ ไปตลอดเส้นทาง


*


คนผมสีน้ำตาลแซมทองนั่งมองตัวเองอยู่หน้ากระจก เป็นเพราะว่าช่วงนี้ไม่ค่อยได้มีคิวงานกับคนอื่นเขาเสียเท่าไหร่ เลยอดจะตื่นเต้นไม่ได้เมื่อมีเมคอัพและสไตลิสมายืนประคบประหงมจัดแจงให้อยู่เช่นตอนนี้ มีร์ส่องกระจกมองตัวเองซ้ายทีขวาที พลางก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายรูปตัวเองเก็บไว้เป็นที่ระลึก

เมคเจนนี่ปาดแป้งสีเป็นธรรมชาติลงบนผิวหน้า ปกปิดความหมองคล้ำให้เขาเพียงนิดหน่อยแถวใต้ตา เสร็จแล้วก็ผละออกไป เขามองตามเมคอัพประจำวงอย่างสงสัย ข้างๆเขาเหลือแต่พี่อีกคนที่ยืนไดร์ร้อนเป่าผมให้อย่างไม่พิถีพิถันนัก

สรุปวันนี้มีงานอะไร? จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้เลยนะเนี่ย

มีร์คิดพลางขมวดคิ้วฉงน เดาเอาว่าคนอื่นๆคงจะแต่งหน้าแต่งตัวกันเสร็จหมดแล้วล่ะมั้ง อาจจะเหลือเขาแค่คนเดียวที่ยังต้องนั่งรอ เขาหันกลับมามองหน้าตัวเองในกระจกต่อ มีแต่แป้งเปล่าๆไม่ได้แต่งเติมอะไรลงไป เดียวพี่คยองชิกคงมาแต่งต่อให้ ล่ะมั้ง?

เขาคิดมั่วเอา พอดีกับที่เสียงไดร์เป่าผมเงียบสนิท เขาเงยหน้ามองพี่สไตลิสที่ไม่จัดทรงผมให้เขาต่อ

“จะไปไหนล่ะพี่?” เขาถามเมื่อเห็นคยองชิกนูน่าเดินกลับมา และทำท่าเหมือนจะจัดของเก็บ

“หืม? ไปไหนล่ะ? เราน่ะสิไปได้แล้ว เสร็จแล้วก็ออกไปได้แล้วไป” พี่คยองชิกทำปัดมือปัดไม้ไล่ ในขณะที่เขาตีหน้างงด้วยความสงสัยแบบไม่ได้เสแสร้ง

“อ้าว? แล้วไม่ต้องเปลี่ยนชุดเหรอพี่?” เขาถามกลับ สีหน้าตื่นงง ก้มลงมองตัวเองที่อยู่ในเสื้อฮูทแขนยาวสีดำกับกางเกงยีนส์ที่ใส่มาจากบ้าน

“ไม่ต๊องงงง เปลี่ยนทำไมล่ะ แค่นี้ล่ะ คนอื่นเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนกัน” พี่คยองชิกพูดพลางทำไม่สนใจ ยืนไล่เก็บเครื่องสำอางค์ที่ตั้งไว้หน้ากระจก

“แล้ว หน้าผมอะพี่?” มีร์ตั้งคำถามต่อ นี่ตอนนี้หน้าเขายังไม่มีอะไรเลยนะ ใจคอจะทาแค่แป้งเปล่าๆให้เลยหรือไง? จะให้เขาไปออกหน้ากล้องหรือไปทำอะไรกันแน่?

“เสร็จแล้วจ้ะ วันนี้แต่งเท่านี้ก็พอ โอ๊ย เรานี่ ถามเซ้าซี้อยู่ได้ ออกไปได้แล้วไป คนอื่นเขาจะรอ” พี่เจนนี่พูดกับเขาทั้งที่แทบจะไม่หันกลับมามองหน้า เขาจึงจำต้องยันก้นตัวเองลุกขึ้นจากเก้าอี้มาอย่างงงๆ 

ดูเหมือนทุกคนจะยังคงวุ่นวายกับหน้าที่ของตัวอยู่ มีร์รู้สึกเหมือนตัวเองถูกทิ้งไว้กับความสงสัย ไม่มีสักคนที่ทำท่าว่าจะสนใจ หันมาบอกว่าเขาจะต้องไปที่ไหนยังไงและทำอะไรกันแน่

มีร์ชักจะมีโมโหเล็กๆ แต่ก็ไม่อยากรบกวนคนอื่นให้วุ่นวาย ถึงยังไงเขาก็ไม่ได้มีคิวงานบ่อยๆเหมือนใครๆนี่หน่า ไหนๆแค่ได้ออกมาบ้างก็ดีเท่าไหร่แล้ว

คิดปลอบใจตัวเองไปพลางก็เดินสะเปะสะปะไปเรื่อย ที่มันก็มีอยู่แค่นี้ เดี๋ยวก็หาเจอเองนั่นแหละว่ามีถ่ายทำอะไรที่ตรงไหน คงไม่จัดเซ็ทติ้งห่างจากตรงที่เขานั่งแต่งหน้าอยู่เสียเท่าไหร่ คิดแล้วเขาก็เดินตามหากล้องไปตามประสา ผ่านทางเดินออกมา แล้วออกไปยังเลาจ์ที่อยู่ห้องถัดๆมาไม่ไกลกัน

กล้องตัวสองตัวตั้งอยู่ในห้องนั้น พร้อมกับทีมงานที่ยืนประจำอยู่สักสองสามคน มีร์เดินอย่างสับสนเข้าไป สมาชิกที่เหลือนั่งรอเขาอยู่ล้วในสภาพธรรมด๊าธรรมดา ไม่มีใครได้เปลี่ยนเสื้อผ้า อะไรกันหว่า? จะมาถ่ายทำตอนนั่งกินข้าวกันเฉยๆเนี่ยอะนะ? เอาไปออกรายการเครื่องเล่นงาหรือไง?

มีร์คิดพลางเดินเข้าไปที่โต๊ะอาหาร พี่ๆของเขารีบลุกพรวดขึ้นมาจากเก้าอี้โดยพร้อมเพรียงกัน รวมทั้งไอ้ตัวสูงหน้าหวานที่อยู่ตรงหัวโต๊ะ

เขากำลังจะเอ่ยปากถามพี่ๆ ว่าตกลงวันนี้มีถ่ายงานอะไร แต่เขาก็ต้องเงียบเสียงไป เมื่อเห็นเค้กก้อนใหญ่ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ

เขาหยุดยืนอยู่ข้างๆ เงยหน้าไล่มองพี่ๆร่วมวงแต่ละคน ทุกคนดูเก้ๆกังๆเหมือนจะวางไม้วางมือและทำสีหน้าไม่ถูก อีชางซอนกับพี่บยองฮีทำหน้าเหมือนกับว่ามันไม่ได้มีอะไรผิดแปลกไป ในขณะที่พี่ซึงโฮที่ยืนอยู่ใกล้เขาที่สุดก็พยายามจะหุบยิ้มตัวเองแต่ก็มีท่าทางเขินอาย

ในขณะที่ไอ้คนตัวสูงหัวสีลูกเบอร์รี่ ยืนมองหน้าเขาอย่างไม่สะทกสะท้านอะไร จนเขาเองที่เป็นฝ่ายเลี่ยงสายตา

กลับมามองเค้กครีมช็อคโกแลตหน้าผลไม้แบบที่เขาชอบ

คนอายุมากกว่ามองหน้ากันสบตา ก่อนที่อีชางซอนจะเป็นต้นเสียงพูดขึ้นมา

“โอเค หนึ่งสองสาม! เซงิลชุคาฮัมนีดา เซงิลชุคาฮัมนีดา”

ทั้งสี่คนปรบมือเป็นจังหวะ แล้วร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์เวอร์ชั่นธรรมดาที่เสียงใหญ่จนน่าขำ แต่ความรู้สึกประหลาดใจทำให้เขาต้องยกมือข้างหนึ่งขึ้นป้องปิดปากเอาไว้ แอบซ่อนรอยยิ้มเขินที่ไม่รู้จะถ่ายทอดมันออกมาให่เหมาะสมยังไงในเวลาแบบนี้

ในเวลาที่เขาแสนจะปลาบปลื้มและดีใจ แต่ยากเกินกว่าที่จะแสดงออกไปว่ารู้สึกดีและอบอุ่นแค่ไหนกับสิ่งที่ได้รับ

“ซารังงานึลบังชอลยง เซงิลชุคาฮันนีดา”

อีชางซอนดูจะอเลิร์ทกว่าใครเพื่อน ในขณะที่ลีดเดอร์ยังที่อยู่ใกล้กล้องที่สุดก็เอาแต่ก้มหน้ายิ้มชอบใจ ก่อนจะเข้ามาโอบหลังแล้วก้มบอกให้เขาอธิษฐาน

เจ้าของงานวันเกิดยังนั่งยิ้มค้างอย่างตั้งตัวไม่ถูก ไม่นึกว่าจะได้เค้กจากพี่ๆร่วมวง

“ขอพรสิ ขอพรเร็ว”

พี่ๆของเขารีบพากันสั่ง เขาจึงนั่งก้มหน้าลง ในใจเอ่ยคำอธิษฐาน ด้วยความรู้สึกที่ได้รับ ยามเมื่อเขาหลับตา มีเพียงประโยคเดียวที่ดังสะท้อนขึ้นมาในหัวใจ

….ขอให้พวกเราอยู่ด้วยกันแบบนี้ ตลอดไป….

เขาเงยหน้าขึ้นมาเตรียมเป่าเค้ก เก็บอากาศใส่แก้มป่องจนพองลม

“เดี๋ยวๆ เอาให้ดับรวดเดียวเลยนะ!” 

“เอออ ใช่ๆ เป่าทีเดียวๆ”

เสียงอีชางซอนรีบพูดขัดขึ้นมา แล้วคนอื่นๆก็รีบพูดตามกันวุ่นวาย เขาได้ยินเสียงไอ้คนที่ตัวเองยังไม่ยอมหันไปมองหน้า พูดประโยคนั้นซ้ำขึ้นมาเป็นเสียงสุดท้าย 

บังชอลยง ผู้เป็นเจ้าของวันเกิด เป่าเปลวไฟที่สว่างไสวบนปลายเทียนจนดับลงทั้งหมดพร้อมๆกัน

จนถึงในตอนนี้นั้น เขายังรู้สึกได้ ว่าปาร์คซังฮยอนยังคอยมองเขาอยู่ใกล้ๆ จนเขาไม่กล้าหันไปทางขวา

“มีร์ ตัดเค้กด้วยดิ”

เขาแทบไม่รู้ตัวว่ากำลังเอาแต่นั่งก้มหน้ามองโต๊ะ จนพี่ซึงโฮต้องบอกให้เขาลุกขึ้นมาตัดเค้ก เด็กหนุ่มเจ้าของวันเกิดคว้าฮู้ดสีดำที่อยู่ด้านหลังขึ้นมาสวมปิดหน้า แล้วหยิบมีดลุกขึ้นมาตัดแบ่งลงบนหน้าเค้ก

แล้วเขาก็นั่งลงอย่างปั้นหน้าไม่ค่อยจะถูกลงบนเก้าอี้ รอยยิ้มที่ยากจะอธิบายยังคงระบายอยู่เต็มใบหน้าเปี่ยมสุข

แล้วปาร์ตี้เล็กๆกับเค้กผลไม้ ก็ได้เริ่มต้นขึ้น

ช้อนส้อมในมือแต่ละคนตัดแบ่งกันชิ้นละเล็กละน้อย ไม่ใช่เฉพาะพวกเขาทั้งห้า แต่ยังมีทีมงานที่มาร่วมด้วย คยองชิกนูน่า รวมไปถึงดงจุนโอปป้าและพี่ฮยองซบก็ร่วมเข้ามา บรรยากาศรอบตัวเขาจึงยิ่งรู้สึกอบอุ่นจนคล้ายว่าจะทำให้น้ำตาไหล

เค้กก้อนใหญ่เล็กลงไปถนัดตา เขาเอาแต่หันไปมองคนโน้นทีคนนั้นที พลิกหน้ากลับมาทางเค้กอีกที ก็เหลือหน้าเป็นสตรอเบอร์รี่อยู่แค่ไม่กี่ชิ้น

ฝ่ามือเรียวสวยคว่ามีดที่อยู่ข้างเขาขึ้นไปปาดยกเอาเค้กชิ้นสุดท้ายขึ้นมา ก่อนจะวางลงบนจานเล็กๆที่อยู่ตรงหน้าเขา

มีร์เงยหน้าขึ้นไปมองใบหน้านิ่งๆของคนที่ตัดเค้กเอามาให้

“ไม่กินซักที” ไอ้คนน่ารักพูดกับเขา หน้าตาดูไร้เคิฟเบาๆ แต่เขาก็รู้สึกได้ถึงความห่วงใย บรรยากาศของความสุขรอบกายยังทำให้เขาไม่สามารถเก็บรอยยิ้มของตัวเองกลับลงไปได้ เขาเลยเผลอยิ้มกว้างให้ปาร์คซังฮยอนไป อย่างไม่ทันได้รู้ตัว

หัวใจเต้นแรงนิดๆ เมื่อเห็นอีกคนสะกิดยิ้มเล็กๆที่มุมปาก

ปลายส้อมตัดเค้กขึ้นมา เขาได้กลิ่นหอมจากก้อนเค้ก มากกว่ากลิ่นชอคโกแลต หรือกลิ่นครีม เขายังสัมผัสอีกกลิ่นหนึ่งที่หอมกว่า กลิ่นความสุขอวลอุ่น ปะปนมา ในเค้กนั้น

เจ้าของวันเกิดส่งเค้กชิ้นแรกเข้าปากไป รสหวานแตะซ่านอยู่ปลายลิ้นแบบที่ไม่เคยสัมผัสจากที่ไหน สิ่งที่เขารับรู้ได้ คือรสชาติของความรักและความเอาใจใส่ ของทุกๆคนที่รายล้อมอยู่รอบกายของเขาในเวลานี้

เขาเป็นแค่เด็กผู้ชายคนหนึ่งธรรมดาๆ ที่ไม่เคยคาดหวังว่าช่วงเวลาวันเกิดที่ดีจะต้องเป็นแบบไหน 

แต่ในเวลานี้ ความอบอุ่น และ ความสุข ผลัดกันเต้นอยู่ในจังหวะของหัวใจ ที่ทำให้เขาไม่อาจจะเก็บกลั้นความยินดีที่มีต่อทุกคนเอาไว้ และเขามั่นใจ ว่าเขาจะจดจำรสชาติของมันได้ ไปอีกนาน

*
 
 
 
น้ำเย็นๆไหลจากก๊อกลงกระทบอ่างแล้วกระเซ็นโดนตัวเขาเมื่อยื่นเอามือที่เปรอะครีมเปื้อนเค้กออกไปล้าง ฝ่ามือถูสบู่เหลวให้สะอาดอยู่สามสี่ครั้ง ก็ปิดก็อกน้ำแล้วเดินไปดึงกระดาษมาเช็ดมือให้แห้ง

ปาร์ตี้เค้กจบลงแล้ว 

สรุปว่าวันนี้เขาก็ไม่ได้มีตารางงานอะไร ที่แท้ทุกคนก็แค่ตั้งใจจะให้เขาได้มาฉลองวันเกิดกับเค้กผลไม้ร่วมกับทีมงาน ในวินาทีที่เขารับรู้ความจริงข้อนั้น ถ้อยคำมากมายที่เขาอยากเอ่ยออกไปกับทุกคน เป็นร้อยเป็นพัน แต่ไม่มีคำไหนสำคัญเท่ากับคำที่ปากเขาพูดออกไป

คำว่า ขอบคุณ จากใจของเขา

เห็นบอกว่า นอกจากนี้ ก็ยังมีของแฟนคลับจากแฟนคลับที่ส่งมาที่บริษัทอีกมาก เพราะฉะนั้นเขาก็จะต้องทำหน้าที่มารับมันกลับไป แค่คิดจินตนาการ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเดินยิ้มไปกับความสุขและความอบอุ่นทั้งหมดที่เขาได้รับทั้งหมดนี้

เห็นไหมล่ะ เหมือนที่เขาเคยบอกไง บังชอลยงน่ะ เป็นคนที่มีความสุขที่สุด!

เขากำลังจะเดินเลี้ยวผ่านหัวมุมตรงทางเดิน แต่ไม่รู้ว่าจงใจหรือบังเอิญ ก่อนที่เขาจะเกินก้าวถัดไป ร่างสูงของใครที่คุ้นตาก็ปรากฏขึ้นมาอยู่ตรงหน้าเขา

มีร์มองจากปลายรองเท้าคู่นั้น ก่อนจะเงยขึ้นไปสบสายตาประจันหน้า

ไม่รอให้ตั้งคำถาม ปาร์คซังฮยอนจับข้อมือเขาเบาๆแล้วพาหลบไปให้พ้นทางเดิน

เขาเหลือบตาขึ้นมองหน้าไอ้คนที่ถือวิสาสะอยู่ดีๆก็ลากเขามาพลางขมวดคิ้ว

“อะไร?” มีร์ถาม น้ำเสียงติดจะไม่พอใจ แต่ที่จริงก็ไม่ได้โกรธอะไรนักหนา กลบเกลื่อนความเขินมากกว่า จู่ๆก็มาจับมือถือแขนในบริษัทนี่มันไม่ใช่เรื่องนะ(โว้ย)

คนตัวสูงยืนอยู่ตรงหน้า สายตานิ่งๆนั่นจ้องมาหาเขา มีร์รู้สึกราวกับถูกสะกด มันเป็นสายตาที่ธรรมดามากๆของปาร์คซังยอน แต่เพราะตอนนี้มันมีเพียงเขาในเงาสะท้อน มีร์จึงรู้สึกอ่อนกำลังเกินกว่าจะละสายตาออกไป

และคล้ายเป็นเขาเองต่างหากที่ถูกดูดดึงให้ตกลงไปในห้วงสมุทรที่ไม่เคยหาก้นบึ้งได้พบ

“สุขสันต์วันเกิด” 

ถ้อยคำธรรมดาที่เหมือนมีมนต์คาถาอย่างประหลาด คล้ายว่าเขาจะลืมหายใจ เมื่อได้ยินออกมาจากปากของใครคนนี้

แค่ไม่คิดว่า… จะมีโอกาสได้ฟัง 

“อื้ม”

เขาพยักหน้าอมยิ้ม ความอิ่มเอิบใจมันปริ่มขึ้นมาคับอก ตอนนี้เขาไม่คิดแค่ว่ามีลูกโป่งติดอยู่ที่หลังหรอกนะ แต่เขารู้สึกคล้ายกับว่า ตอนนี้เท้าของเขามันเริ่มชักจะไม่ติดพื้นเท่าไหร่

“ของขวัญล่ะ?”

เขาแกล้งถามออกไปอย่างนั้น อยากจะกวนประสาท ว่าปาร์คซังฮยอนจะทำหน้ายังไง ถ้าถูกเขาทวงเข้าให้ แต่เขาไม่หวังอยู่แล้วล่ะ ก็ไม่เคยออกปากขอ แล้วก็ไม่ได้เคยสัญญาว่าให้ ปกติก็ไม่จำเป็นหรอกนี่ ใช่ไหม?

หากแต่เขากลับพบรอยยิ้ม

“หลับตาสิ” 

คนตัวสูงพูดพร้อมกับรอยยิ้มน่ารัก เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างถามความแน่ใจ รอยยิ้มบนใบหน้าเล็กที่ยังไม่จางหาย เป็นคำตอบยืนยันให้เขาหลับตาลง

เปลือกตาปิดลงมืด เขามองไม่เห็นอะไร รอสัมผัสที่คาดเดาไม่ได้ จากคนตรงหน้า

เขาไม่แน่ใจนักว่าอะไรที่จะได้รับ แต่หวังว่ามันคงจะไม่คิดจับเขาทำอะไรบ้าๆตรงนี้

มีร์เงียบสนิท ข้างในได้ยินแต่เสียงหัวใจของตัวเองเต้นตึกตักซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง เขาไม่กล้าลืมตา แม้กระทั่งตอนที่ไออุ่นจากคนตัวสูงกว่าขยับเข้ามาใกล้ ได้กลิ่หอมอุ่นๆละมุนละไม ราวกับกลายเป็นว่าเขาเคลิ้มเพลินไปจนลืมคิดว่าอะไรที่ตัวเองกำลังรอ

ใบหน้าของร่างสูงกว่าก้มลงมาใกล้ จนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นที่รินรดอยู่บนหน้าผาก ก่อนที่เขาจะทันได้ตกใจหรือจินตนาการอะไรมากไปกว่านั้น ฝ่ามือเล็กๆก็ยกขึ้นรวบเส้นผมของเขาขึ้นไปรวมกัน

มีร์ขมวดคิ้วนิดหนึ่งกับสัมผัสนั้น

ก่อนที่เขาจะเริ่มเข้าใจว่าปาร์คซังฮยอนมันกำลังทำอะไร

มีร์อมยิ้ม อดกลั้นให้ริมฝีปากมันหุบอยู่ไม่ได้ ปลายนิ้วอุ่นๆของคนตัวสูงพยายามจะผูกผมเขาให้เป็นจุกด้วยอะไรก็ตามที่เขาไม่แน่ใจ แม้จะดูไม่ค่อยชำนาญนัก เหมือนยังไม่รู้จักวิธี แต่เขาก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายพยายามเบามืออย่างเต็มที่และตั้งใจ

ใช้เวลาไม่นานนัก ฝ่ามือนั้นก็ละออกไป

“จางซองซากวา”

เสียงนั้นพูดเบาๆ แต่เขาได้ยินนำเสียงของความพึงพอใจ เขาลืมตาขึ้นมาเห็นรอยยิ้มของปาร์คซังฮยอนอยู่ใกล้ๆ พิจมองใบหน้าของเขากับทรงผมที่มัดเอาขึ้นไปเป็นจุกแอปเปิ้ล

เขารีบเดินไปหากระจกที่ใกล้ที่สุด มีเพียงกระจกใสที่สะท้อนเงาจางๆ แต่เขาก็เห็นเค้าร่างของเงาตัวเองลางๆสะท้อนกลับมา เส้นผมที่น้ำตาลทองถูกรวบขึ้นไปเป็นกระจุก ยางรัดผมเส้นเล็กห้อยลูกแอปเปิ้ลแดงดูน่ารัก แต่กลับทำให้เขากลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ได้

“ตลกชะมัด”

มีร์พูด หันกลับมามองหน้าอีกคนทั้งรอยยิ้ม แม้จะพูดแบบนั้น แต่เขากลับไม่ยอมแกะมันออก 

“แอปเปิ้ลแดง”

คนตัวสูงพูดยิ้มๆ เขาทำหน้างงกับคำพูดนั้นเมื่อเห็นสีหน้ากรุ้มกริ่มของอีกฝ่าย ปาร์คซังฮยอนเลยยื่นมือออกมาจิ้มที่ข้างแก้มใสๆ ที่ตอนนี้ฉีดสีแดงก่ำลามไปทั้งใบหน้า

กลายเป็นจางซองซากวาของจริง

“ไอ้บ้า”

ทั้งที่เป็นคำต่อว่า แต่คนพูดกลับไม่สามารถจะหลบซ่อนรอยยิ้มของความเขินอาย แววตาที่หลบเลี่ยงจากคนตรงหน้าสะท้อนผ่านทุกความนัยที่ไม่ต้องเอ่ยปากก็สามารถเข้าใจถึงกัน

อะไรกันนะ ที่เรียกว่า ของขวัญ?

เขาไม่สามารถตอบได้

บางที อาจจะคือทั้งหมด ที่กรองออกมาเป็นรอยยิ้มบนใบหน้า และจังหวะของความสุขที่เต้นอยู่ในหัวใจ

ความอบอุ่น และ ความรัก จากใคร ต่อใคร

และที่สำคัญที่สุด…

“ขอบคุณนะ”

คนที่เพิ่งจะตามหลังไล่อายุมาทันกันพูดออกไป เรียกรอยยิ้มอบอุ่นปรากฏบนใบหน้า

ของ ปาร์ค ซังฮยอน

Cheonchul's story : Next to you

posted on 06 Apr 2011 15:52 by cheonchul  in Fiction
Next to you
Cheondoong x Mir

Title :: Next to you
Author :: S.Momei
Couple :: Cheondoong x Mir
Rate :: PG
Background song ::Next to you - Jordin Sparks
** คลิกฟังเพลงประกอบฟิคกันด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ **




วันนี้เป็นวันที่ท้องฟ้าสดใส เหมือนกับที่ใครบางคนอัพทวิตเตอร์ทักทายพร้อมกับผมเป็นประกายสีเหมือนผลเบอร์รี่ กว่าผมจะลุกจากที่นอนก็ปาเข้าไปตั้งเกือบบ่าย ถือว่าอารมณ์ดีกับสภาพอากาศวันนี้ใช้ได้ 

แต่! มันจะดีกว่านี้มากถ้าผมไม่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในบ้านแบบนี้!

หลังจากการโปรโมทสัปดาห์แรกของซิงเกิ้ล ‘Again’ ผ่านไป เขายังคงต้องเข้าๆออกๆโรงพยาบาลไม่ได้หยุด ทุกครั้งเขาก็ยังคงโดนเข็มปักกลับมาเป็นของแถมครั้งละสองสามเข็มเป็นประจำ นับว่าเป็นฝันร้ายที่สุดในช่วงชีวิต จนกระทั่งเมื่อสองวันที่ผ่านมา คุณหมอเพิ่งวินิจฉัยอาการของเขาว่า จำเป็นต้องได้รับการพักผ่อนอย่างจริงจัง ฉะนั้นจึงสั่งห้ามผมร่วมการแสดงทั้งหมด

ผมจะทำอะไรได้นอกจากช็อค! ไอ้ตอนแรกก็หวังว่าจะได้กลับไปเต้น แต่ตอนนี้แค่ยืมแร็พเฉยๆยังหมดหวัง

ที่พึงกระทำคือพยายามรักษากล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังตามคำสั่งของหมอ!


คนป่วยนอนพังพาบอยู่บนโซฟา ปล่อยลำตัวราบอยู่ใต้ผืนผ้าที่คลุมท่อนขาให้อบอุ่น แสงไฟจากจอแลปทอปสว่างอยู่ตรงหน้า วันๆเขาก็ไม่มีอะไรทำมากไปกว่าการปฏิตามคำสั่งของหมออย่างเคร่งครัด นั่นก็คือ กินๆนอนๆ พักผ่อน และเลี้ยงหลาน อันหลังน่ะเขาเต็มใจมากๆเลยแหละ แต่พอเวลากล่อมฮาจินจนหลับแล้วล่ะก็นะ มันเงียบเหงาเสียยิ่งกว่าอะไร

พี่เขยเขาอยู่ที่ทำงาน ส่วนพี่สาวเขาน่ะเหรอ ก็อยู่บ้านนั่นแหละ แถมยังชอบแย่งเอาฮาจินไปเลี้ยงเองด้วย เพราะแบบนั้นมันก็เลยยิ่งทำให้เขาง่วงเหงาหาวนอนเพราะความว่างงานหนักเข้าไปใหญ่

เดี๋ยวนี้พ่อแม่ของเขาก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วยแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะออกมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาก็ตอนร่วมโต๊ะกินข้าวตอนเย็น ระหว่างช่วงเวลาอื่นๆนั้น ทุกคนก็มีภารกิจเป็นของตัวเอง

ก็มีแต่เขานี่แหละที่ตอนนี้ชีวิต เต็ม ไปด้วย ความว่าง
คิดแล้วก็อยากจะคว้าหมอนขึ้นมากัดให้มันเสียจริตกันไปข้างนึง!


มีร์เปิดหน้าต่างแฟนเพจของทั้งตัวเองและเอ็มแบล็คทิ้งไว้หลายเว็บ แต่ที่น่าแปลกใจคือแฟนเพจของใครอีกคน

ไม่รู้ตัวว่าคลิกเปิดเข้ามาตั้งแต่ตอนไหน รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เปิดกระทู้รูปของเขาทิ้งไว้เป็นสิบๆแท็บ

มีร์ลากปลายนิ้วเพื่อเลื่อนดูภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า รูปถ่ายในหลากหลายอารมณ์และอิริยาบถของปาร์คซังฮยอนทำให้เขาไม่สามารถหยุดสายตาของตัวเองให้คอยแต่จะไล่หารูปต่อไปอย่างไม่รู้จักจบสิ้น


คลั่งไคล้…


อาจเป็นคำที่เขาจะอธิบายกับตัวเองในตอนนี้


เขาไล่มองทุกองค์ประกอบบนโครงหน้าเล็กๆนั้น ริมฝีปากสีอ่อน จมูกโด่งเป็นสัน ก่อนจะจดจ้องดวงตานิ่งๆคู่นั้น ดวงตาคล้ายมหาสมุทรที่ยากจะหาก้นบึ้งพบ ดวงตาที่มักจะทอดมองออกไป และไม่เคยทำให้คนมองแน่ใจอะไรได้ แม้กระทั่งในยามที่มองผ่านภาพถ่ายเช่นตอนนี้


เขาน่ะชอบแอบสังเกตคนนะ ชอบมอง แล้วก็คิดเอาว่า คนนี้น่าจะคิดอย่างนั้น คนนั้นน่าจะคิดอย่างนี้

แต่กับปาร์คซังฮยอนนี่ ยอมรับ ว่าเกือบทุกที เขาควานหาไม่เจออะไร


นี่ล่ะมั้ง ที่ทำให้เขา… ตกหลุมรัก


ในชั่ววินาทีของความคิดนั้นสะดุดลง เขาเองก็ยังตกใจ ที่ความรู้สึกมันขยับจาก ชอบ กลายเป็น หลงรัก ไปเสียตั้งแต่ไม่รู้เมื่อไหร่ สงสัยจะเพ้อเจ้อยามว่างมากไป เลยปล่อยหัวใจของตัวเองมาไกลได้ถึงขนาดนี้

เขาอมยิ้ม มองรอยยิ้มของคนในภาพแล้วก็หุบยิ้มของตัวเองไม่ได้เสียที จนรู้สึกว่าตัวเองนี่ ใกล้บ้า

แต่เอาจริงๆ ผมก็ไม่คิดจะโกหกตัวเองหรอกนะ แล้วผมก็เป็นคนตรงๆของผมแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะ ถ้ารักใครชอบใคร หรือสนใจอะไร ผมก็แสดงออกมาตรงๆ เพียงแต่ว่าคนอื่นๆน่ะไม่ค่อยจะสังเกตเห็นกันก็เท่านั้นเอง

ผมยังเคยกดแอ๊ดรูปที่พี่ชอนดุงอัพในทวิตเตอร์ไว้ในเฟเวอริท แต่เชื่อไหมล่ะ ร้อยทั้งร้อยเถอะ เจ้าตัวน่ะคงไม่เคยเปิดไปเจอแน่นอน

ไงล่ะ? แม้แต่พวกคุณก็ยังไม่เคยสังเกต ใช่ไหม?


บอกแล้ว…

แต่เอาจริงๆตอนนั้นผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะอ๊งจะแอ๊ดอะไรหรอกนะครับ จริงๆจะว่าบังเอิญมันก็เกือบใช่ คือรูปของพี่ชอนดุงรูปนั้นน่ะ มันน่ารักมาก จนผมต้องเปิดค้างไว้ ต่อให้เปิดหน้าต่างเล่นเว็บอื่น ก็ยังทำใจปิดรูปที่เห็นไม่ได้ซักที จนผมเลื่อนเคอเซอร์ไปเจอรูปหัวใจที่อยู่ด้านบน มีภาษาอังกฤษที่เขียนว่าอะไรผมก็จำไม่ได้ ไอ้อุ่มข้างๆน่ะมันกดไลค์ แต่ผมก็ไม่ยอมกด

เห็นแล้วมันคันไม้คันมือจนอดไม่ไหว ก็เลยตัดสินใจ กดเลิฟ ไปเสียทีนึง

ก็เพิ่งมารู้ทีหลังนั่นล่ะ ว่ารูปพี่ชอนดุงมันเด้งเข้าไปอยู่ในเฟเวอริทลิสของตัวเองเสียแล้ว เลยกลายเป็นรูปแรกและรูปเดียวในตอนนั้น ตอนหลังผมก็แอ๊ดแต่รูปของผมเองกับแฟนคลับในงานแฟนไซน์เพิ่มเข้าไปแค่นั้น 

ผมก็ทำจนถึงขนาดนั้นแล้วน่ะนะ ก็ไม่เห็นจะมีใครสังเกตอะไร ไม่รู้จะคิดว่าเป็นโชคร้ายหรือโชคดี


“ย่า!!!!”

เสียงไอ้ตัวเล็กขาเก่าเจ้าประจำดังขึ้น มีร์ผงกหัวพาตัวเองออกมาจากภวังค์ความคิด เอี้ยวตัวหันไปมองก็เห็นหลานชายตัวเล็กเดินลากหมอนมายืนอยู่หน้าทีวี ตัวสั้นๆย่อลงแล้วทำเอียงคอ ก่อนจะยกมือขึ้นจิ้มเปิดทีวี แล้วเดินมาหาเขา

“ย๊า…...” ฮาจินเดินเข้ามากระตุกชายผ้าห่มชื้มือชี้ไม้ เขาหัวเราะเบาๆยิ้มมองหลานรัก หันไปดูนาฬิกาถึงได้เห็นว่าช่วงเวลาที่ฮาจินรอคอยน่ะมาถึงแล้ว

“รู้ดีจริงนะ” เขาพูดกับเจ้าตัวเล็ก ก่อนจะยันตัวขึ้นนั่งแล้วจูงหลานรักขึ้นมาอยู่บนโซฟาด้วยกัน มือก็ควานหารีโมทมาเปลี่ยนช่องไว้ให้

มันกลายเป็นกิจวัตรร่วมของเขากับฮาจินไปแล้ว กับการมานั่งหน้าจอรอดูรายการเพลงทุปสัปดาห์ ตั้งแต่ช่วงที่เขาเริ่มขึ้นเวทีไม่ได้ ก็เป็นอันว่าต้องนั่งให้กำลังใจอยู่ที่บ้าน

คิดแล้วมันน่าเจ็บใจตัวเองนะ ถ้าแค่เขาจะไม่ต้องมีอาการเจ็บหลังบ้าๆนี่ ก็จะสามารถร่วมแสดงได้เป็นปกติ

เขาก็หวังแค่ว่ามันจะหายในเร็วๆวันนี้ ตอนนี้อย่างดีก็คือนั่งเชียร์อยู่กับฮาจินไปวันๆ


เมื่อรายการเพลงเริ่มต้นขึ้น ฮาจินก็ลุกขึ้นยืนปรบไม้ปรบมือ นี่แหละหลานเขา อเลิร์ทตลอด เป็นเครื่องหมายการค้าการันตีว่าเด็กคนนี้มีสายเลือดร่วมกับบังชอลยงอยู่ แล้วจะบอกว่าไอ้ที่เห็นในคลิปที่ถ่ายว่าดีอกดีใจเวลาดูเอ็มแบล็คน่ะ จริงๆแล้วมันก็ไม่ใข่เสียทีเดียวหรอกนะ เพราะจะวงอะไรร้องขึ้นมา ฮาจินก็กรี๊ดให้หมด

เขานั่งพิงโซฟามองหลานออกท่าออกทางดี๊ด๊าอยู่พักใหญ่ หลานเขานี่มีแววความเป็นศิลปินเต็มร้อยนะ เพราะว่าขยับแข้งขยับขาตามได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เห็นแล้วเขาล่ะอยากดูดอีเนอร์จีหลานมาแล้วกระโจนเข้าทีวีไปเสียตอนนี้เลย

อุตสาหกรรมวงการเพลงนี่มันจะรุ่งเรืองไปไหน? เขาเพิ่งคิดเมื่อได้มานั่งดูศิลปินมากหน้าหลายตาในรายการ ก่อนในที่สุดคิวที่ยาวนานก็รันมาถึงเพลงของพวกเขา

ทำนองเพลงคุ้นหูเริ่มต้นขึ้น เขายันตัวลุกขึ้นมานั่งดูอย่างตั้งใจ ส่วนฮาจินน่ะ จำหน้าของสมาชิกร่วมวงของเขาได้ พอเห็นว่าใช่ก็ออกอาการกรี๊ดกร๊าดมากมายกว่าปกติ มาดึงแขนเขาทีชี้ไปทางจอที เขายิ้มรับท่าทางแบบนั้นอย่างเอ็นดู

“รู้แล้วน่า รู้แล้วๆ” เขาพูดกลั้วหัวเราะ 

อีจุนฮยองยังคงเปิดเสื้อโชว์ซิกแพ็คเหมือนทุกครั้ง แต่หลังๆมานี่ดูไม่ค่อยอยากจะเปิดสูงสักเท่าไหร่ เขาคิดแล้วแอบขำ ดูเหมือนช่วงนี้ความเฟิร์มของไอ้ก้อนกล้ามเนื้อมันจะไม่ค่อยเสถียร เขารู้สึกรำคาญคอเสื้อแทนอีจุนฮยอง ถ้าจะต้องดึงไปดึงมาเหมือนไม่อยากจะใส่ขนาดนั้นล่ะก็นะ

มีร์นั่งมองท่าเต้น ยิ่งเห็นยิ่งเสียดายที่ตัวเองไม่มีโอกาสได้ขึ้นแสดงในเพลงนี้ เชื่อซี๊ ถ้าเขาเต้นนะ ยังไงซะก็ต้องดูดีโคตรๆ!

คิดพลางเขาก็จินตนาการตามไป ท่อนนี้จะยัดตัวเองลงตรงไหน ท่อนต่อไปเขาจะย้ายบล็อกไปอยู่ตำแหน่งไหนดี ยิ่งคิดก็ยิ่งแสลงใจ ที่การแสดงต้องมีแค่สี่คน

เหงาแย่… ไอ้คนหัวสีเรดแบร์รี่มันจะรู้สึกแบบนี้บ้างไหม?

พอถึงท่อนฮุค เขาก็กอดอกทำท่ายึกๆยักๆคอตามไป อยากจะเต้นท่านี้มากเลยสิให้ตาย เขาล่ะช๊อบชอบ

จบท่อนกลาง เขานั่งมองพี่บยองเมนวอยซ์ออกมาร้องอยู่ตรงหน้า โดยมีไอ้คนน่ารักเต้นอยู่ข้างหลัง ดูซิ ขนาดมันไม่ได้อ้าปากร้องซักคำ ยังดึงความสนใจไปได้เต็มๆ

เขายังคงจับตาจดจ้อง ต้องขอโทษจีโอฮยองจากใจ ที่ต้องบอกว่าไอ้คนข้างหลังมันโคตรจะเด่นกว่า

เขามองตาม เมื่อคนตัวสูงซอยเท้าสกิบเอาตัวเองไปอยู่ข้างหลัง เขาอมยิ้มเมื่อถึงท่อนของไอ้คนตัวสูงนั่น


แต่ในชั่วเสี้ยววินาที ทันใดนั้น! เขาเห็นร่างกายใต้ร่มเสื้อของมันออกมาทักทายเต็มสายตา!


ปาร์คซังฮยอนมันเลิกเสื้อขึ้นมาเกือบถึงคอ… เพื๊อ!!?


“ย๊า!! …ย่า ย่า!!!!” ฮาจินปรบมือขึ้นเหนือหัวร้องกรี๊ดเสียงดังอย่างชอบใจประสานไปกับเสียงในจอ หยั่งกับเด็กตัวแค่นี้จะเข้าใจว่าในทีวีเขากรี๊ดเพราะอะไรกัน

ผมนั่งช็อค

ให้ตาย! นี่เขาอยู่ในวงมาปีกว่า ยังไม่เคยจะมีช็อตแบบนี้บนเวที นี่พอเขาพักงานแค่ไม่นานก็มีของดีให้ดูเลยเหรอ!!?

มีร์คิด ในหัวสับสนว่าการได้เห็นแบบนี้ในจอทีวีเต็มๆตานี่มันควรจะรู้สึกชอบใจหรือหัวเสียกันแน่ วะ??

ลำดับต่อไปในหัวก็พลันกระหวัดไปถึงข้อความที่เพิ่งได้อ่านมาเมื่อคืนกับตอนเช้า มันผุดพรึ่บขึ้นมา ว่าแล้วไงล่ะ ปกติปาร์คซังฮยอนมีอารมณ์จะมานั่งอัพทวิตเตอร์ไร้สาระบ้าบอทักทายกับส่งชาวบ้านชาวเมืองเข้านอนเสียที่ไหน เมื่อคืนก็อัพ ตอนเช้าก็อัพอีกที กำชับเสียดิบดีว่าอย่าลืมดูเพิร์ฟวันนี้ด้วยนะครับ

แหม ที่แท้ก็จะโชว์เนี่ยนะ!?

อะไรวะ ไม่เห็นจะบอกเขาล่วงหน้าเลยสักคำ! 

ช่วยไม่ได้ที่จู่ๆเขาจะรู้สึกหงุดหงิด คิดแล้วอยากจะเหวี่ยงรีโมทในมือทิ้งแต่ก็กลัวว่าจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับหลาน หนำซ้ำยังอาจจะโดนพี่สาวเจ้าของบ้านขุดกบาลเอาได้ เขาจึงหันไปหาทางระบายอารมณ์ใส่กับอย่างอื่น

สับมือวางรีโมทเอาไว้ข้างกายแล้วคว้าเอาโทรศัพท์มือถือคู่ใจขึ้นมาเปิดโปรแกรมทวิตเตอร์อย่างคล่องแคล่ว พอเข้าหน้าจอที่จะพิมพ์ข้อความขึ้นมา พลันไอ้คำบ่นคำว่าที่อยากจะระบายก็กลืนหายเข้าซีลีบรัมไปเสียหมด

มันหมดคำจะโวยวาย พอนึกถึงไอ้หน้าท้องขาวๆกับลอนกล้ามจางๆแล้วก็นะ

หวงก็หวงอะ เขาอยากจะร้องไห้!


โอ้วไม่ ㅠㅠ ดุงดุงดุงของเรา ㅠㅠㅠ นายโชว์สะดือให้คนทั้งประเทศเห็นหมดแล้ว ㅠㅠ เยี่ยม ㅠㅠ เยี่ยม ㅠㅠ

เขาเม้มปาก จะพิมพ์ด่าก็ไม่ได้ ตอนนี้ที่นึกออกก็คืออยากจะวิ่งเข้าไปกรี๊ดใส่หน้าปาร์คซังฮยอนดังๆ เผื่อมันจะมีสติบ้างว่าทำอะไรลงไป โคตรจะไม่เกรงหัวใจและสายตาคนดูอะ!

เขากดอัพเดทข้อความไปเท่านั้น แล้ววางมือถือเอาไว้ข้างๆ ยังไม่อยากจะอ่านฟีดแบ็คข้อความตอนนี้ เชื่อสิ ว่าต้องมีสาวๆเข้ามากรี๊ดแสดงความเห็นด้วยกันเป็นร้อยเป็นพัน หึ ใช่ซี๊ ไม่เอาหรอก เขาไม่อยากอ่านตอนนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะเห็นด้วยกับความเร้าใจในการเปิดพุงของปาร์คซังฮยอนอย่างเต็มที่ แต่เขาก็ไม่ได้ยินดีที่คนอื่นๆก็จะมากรี๊ดเหมือนๆกัน


เพิ่งจะรู้สึกว่าตัวเองโกหกสายตาประชาชนก็วันนี้แหละ

ปากเรียกดุงดุงดุงของเรา แต่ผมก็หวงเป็นนะ… แม่ง รู้ว่าหวงแล้วยังจะยิ่งทำตัวให้หวงอ่ะ ไอ้บ้านี่


มีร์คิดพลาง เพลงก็จบพอดี เสียงปรบมือและเสียงร้องคิกคักชอบใจของฮาจินดึงความสนใจเขากลับไป แล้วเขาจะทำอะไรได้ล่ะ นอกจากถอนหายใจ

ร่างของเด็กหนุ่มยันตัวขึ้นมานั่ง มองร่างเล็กๆของหลานชายที่ออกท่าออกทางอย่างไม่ยินดียินร้ายไปกับรายการเพลงในทีวี


เซ็ง เครียด ถ่ายคลิปหลานดีกว่า ไอ้ขี้อ่อย ไอ้บ้า ไม่สนแล้วว้อย!


*
 
 
 
ถนนด้านนอกเงียบเหงา ความมืดทอดตัวลงเบาๆเหนือต้นไม้สูงนอกหน้าต่าง หยาดน้ำจากปรอยฝนที่ตกลงมาเมื่อตอนหัวค่ำยังค้างอยู่บนขอบกระจกและยอดไม้ เสาไฟที่อยู่ถัดไปส่องแสงสีส้มมาถึงเพียงจางๆ ให้ความสว่างกับผู้คนเดินเท้าที่ยังพอจะมีสัญจรไปมาอยู่บ้างแม้ใกล้จะล่วงเข้าเวลาเที่ยงคืน

มีร์เปิดประตูกลับเข้าห้องมาพร้อมกับขวดนมเปรี้ยวแก้หิวยามดึก เด็กหนุ่มยกขึ้นดื่มรวดเดียวแล้วโยนขวดเปล่าลงถึงขยะใกล้ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปปิดไฟในห้อง แสงสว่างจากด้านนอกส่องเข้ามารำไรรวมกับแสงจากหน้าจอแล็ปท็อปที่เขาเปิดค้างไว้ มีร์เข้าห้องน้ำไปล้างมือล้างไม้เช็ดหน้าเช็ดตา วันนี้เขาอยู่ในชุด(พร้อมจะ)นอนเรียบร้อยเพราะไม่สามารถปล่อยตัวเองให้เปลือยท่อนบนรับความชื้นในอากาศได้

เอากับมันซี๊ เมื่อตอนเช้าอากาศก็ยังดียันบ่าย แต่ไหงมืดมาฝนดันตกซะได้ โลกมันชักจะเพี้ยนไปใหญ่ละ

เด็กหนุ่มคิดพลางก็นั่งลงบนเตียง มองตัวเองในกระจกที่อยู่ตรงหน้า แล้วภาพของคนที่เคยเข้ามาเปลี่ยนเสื้อในห้องของเขาก็ปรากฏซ้อนขึ้นลางๆอยู่ด้านหลังในเงาสะท้อน ที่หน้าตู้เสื้อผ้าใกล้ๆกัน เสื้อแขนยาวของเจ้าตัวนั่นเพิ่งถูกซักมาแขวนเอาไว้

บางทีก็ไม่ได้อยากนึกถึงเลยนะ แต่เดี๋ยวก็ผลุบเดี๋ยวก็โผล่เข้าความคิดมาได้โคตรบ่อย

มีร์เบะปากสะบัดคอหนีความคิดนั้น แต่เมื่อเหลือบตามองกลับไปที่หน้าตู้ ก็ยังคงเห็นเสื้อของไอ้คนในความคิดแขวนอยู่ที่เดิม เขานึกรำคาญลูกตา นี่ถ้าลองมันมีสีหน้า มันคงจะกำลังยิ้มเยาะเขา ที่เอาแต่คิดถึงเจ้าของมัน ร่างของเด็กหนุ่มจึงลุกขึ้นไปคว้าเสื้อสเวตเตอร์แขนยาวตัวนั้นกระแทกเข้าตู้แล้วปิดบานประตูดังฉับ

เสร็จแล้วก็ปีนกลับขึ้นมานั่งอยู่บนเตียง

กระนั้นก็ยังไม่วาย ที่รอยยิ้มบนใบหน้ากรุ้มกริ่มจะลอยขึ้นมาในหัว มีร์หงุดหงิดจนอยากจะเป็นบ้า เขาอยากจะลุกขึ้นเอาตัวเองไปโขกกับฝาบ้าน ความเป็นจริงก็คือไม่มีใครทั้งนั้นที่เอาหน้าของปาร์คซังฮยอนมายัดใส่หัวเขา มีแต่ตัวของตัวเองนั่นแหละที่เอาแต่ฟุ้งซ่าน

บ้าเอ๊ย!

คิดแล้วก็ได้แต่ฟาดหัวฟาดหางกับตัวเอง เขาหันซ้าย ตั้งใจว่าจะนอนฟังเพลงระงับอารมณ์แก้เครียด พลันก็นึกขึ้นได้ว่าไอพอดที่ใช้ฟังช่วงนี้ก็เป็นของที่ไอ้ตัวการมันให้ยืนมา พอหันขวา เปลี่ยนใจจะไปหยิบการ์ตูนอ่านล่ะก็นะ ความสำนึกว่ามันเคยหอบกองเล่มโปรดไปให้ถึงโรงพยาบาลก็ยังมี

ให้ตายสิ เขาอยากจะร้องโอ๊ยโอ๊ยโอ๊ยออกมาสักร้อยที ถ้าเป็นอย่างนี้ยังไงเขาก็หนีไม่พ้น


ติ๊ดติ๊ด…

เสียงแจ้งเตือนสั้นๆดังขึ้นมาในความเงียบ เรียกเขาให้ออกมาจากความหงุดหงิดที่แสนสับสน มีร์หันกลับไปมองแสงสว่างจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ส่องอยู่บนหัวเตียง


อะไรอีกล่ะ…

เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์มาถือ สัญลักษณ์ที่หน้าจอรายงานว่ามีข้อความใหม่เด้งขึ้นมาในโปรแกรมสนทนาที่เขาออนไลน์ค้างไว้ มีร์เลิกคิ้ว ดูตัวเลขดิจิตอลที่บอกเวลาว่าล่วงมาแล้วกว่าค่อนคืน ถ้าดึกขนาดนี้ล่ะก็นะ เดาไม่ยากหรอกว่าใคร มันต้องเก้าหนึ่งไลน์ตัวไหนซักตัวนั่นแหละ

ปลายนิ้วเลื่อนหาโปรแกรมที่รันข้อความขึ้นมา แล้วหาคอนแท็คที่อเลิร์ท เข้าไปเปิดดูในกรุ้ปพวกเก้าหนึ่งไลน์ แต่ปรากฏว่าไม่มีใครออนไลน์ขึ้นมาทักเขาสักคน

อ่าว? ผีหลอกเหรอ?

เขาขมวดคิ้วงง ก่อนจะเลื่อนขึ้นไปด้านบน สัญลักษณ์ปรากฏว่ามีข้อความใหม่ก็ยังแสดงหรา เขาสลับเปลี่ยนไปหน้าแชท ถึงได้เห็นแล้วต้องตกใจ


ชื่อที่เขาเมมไว้ว่า DoongDoong ต่างหากล่ะ ที่ทัก


มีร์ถลึงตาอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น เขาคิดว่าตัวเองคงคิดเพ้อเจ้อแล้วเบลอไป แต่ไอ้ที่แสดงอยู่ก็ไม่สามารถจะเข้าใจเป็นอื่น

เด็กหนุ่มทำใจอยู่พักหนึ่ง ความตื่นเต้นตรึงทุกอย่างเอาไว้ เขายังไม่กล้ากดเข้าไปดูข้อความที่อยู่ในนั้น ขอร้องล่ะ อย่าหาว่าเขาเวอร์เลยนะ ก็คิดดูสิ จะไม่ให้เขาตกใจได้ยังไง ไอ้คอนแท็คนี้น่ะไม่เคยออนไลน์มาใช้โปรแกรมเลยนะ ตั้งแต่มันเด้งเข้าลิสเขาขึ้นมา ยังไม่เคยจะคุยกันเลยซักกะครั้งเดียว

มันเป็นการสื่อสารแบบใหม่ ที่เขายังไม่เคยใช้กับฝ่ายตรงข้าม…


มีร์เม้มปาก ก่อนจะเลื่อนปลายนิ้วกดเข้าไปในหน้าสนทนา ก่อนจะพบกับความน่าตกใจยิ่งกว่าเมื่อครู่นี้

ไม่มีข้อความอะไรอยู่ในนั้น


หากแต่ ปรากฏใบหน้าคุ้นตา ในภาพนิ่ง ทิ้งไว้ รอให้เขากดขยายเข้าไปดู


มีร์กด view ดูรูปใหญ่ เขาเห็นกระต่ายตัวใหญ่ทำหน้าไม่สบายอยู่ในชุดนอน ปาร์คซังฮยอนนั่งพิงโซฟา ไม่รู้หรอกว่าจริงๆแล้วเจ้าของภาพตั้งใจจะทำหน้าอะไร แต่ไอ้การที่ใส่ชุดนอนกับหมวกหัวกระต่ายเนี่ยนะ มันน่ารักไหวจะเคลียร์

เห็นแล้วอดยิ้มตามไม่ได้ ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจว่าจู่ๆจะนึกอยากส่งรูปตัวเองมาให้ทำไมก็เถอะ


BangMir:
ว่างเหรอไง

มีร์กดปลายนิ้วพิมพ์ข้อความสั้นๆ แต่ตอนนี้รอยยิ้มที่มุมปากมันก็ยังไม่ยอมหลุดออกไป เขามองแถบข้างบนที่ขึ้นแสดงให้รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังพิมพ์ตอบ

เออแฮะ สงสัยว่าจะว่างจริงๆนะ ถึงได้มีเวลามานั่งรอเขาตอบเนี่ย


DoongDoong:
ไม่สบาย

อีกฝ่ายตอบกลับด้วยถ้อยความที่สั้นกว่า ไอ้ยิ้มที่ยิ้มอยู่เมื่อกี๊น่ะหายไปละ โอ๊ย ไอ้บ้า ตอบไม่ตรงคำถาม สนใจข้อความที่พิมพ์ไปมั่งเปล่าวะ? 


BangMir:
แล้วไม่นอนอ่ะ?

เขาพิมพ์ถาม แต่ในใจน่ะคิดตรงข้าม ถ้าทักแล้วหนีนี่มีเหวี่ยงแน่ ก็รู้นะว่าอีกฝ่ายคงทำงานมาเหนื่อยๆ แถมสภาพเปื่อยๆก็คงอยากพักผ่อน แต่แหม ถ้าคิดจะนอนแต่แรกก็ไม่ควรจะทักมานี่


DoongDoong:
อยากให้นอนเหรอ?

นั่นไง ไม่ตอบ แถมมันยังจะย้อนกลับมา ดูมันดิ รู้ดีเหลือเกินนะ มีร์เบะปาก สบถก่นว่าในใจ พลางก็ยันเอาตัวเองนอนคว่ำลงไปกับเตียง


BangMir:
แล้วถ้าไม่ให้จะไม่นอนหรือไง?

เขากวนประสาทบ้าง เสร็จแล้วก็รู้สึกอยากยกมือตัวเองขึ้นมาตี แม่ง พิมพ์แบบนั้นไปทำไม เกิดมันไปนอนจริงๆจะทำยังไงวะ เขาย่นคิ้ว รออ่านคำตอบ


DoongDoong:
อืม


ผิดคาดแฮะ…

คำตอบที่ได้รับกลับมา แม้จะเป็นแค่พยางค์เดียวสั้นๆ แต่มันกลับกินความหมายมากมายในความรู้สึก มีร์นอนเงียบ เก็บมือเก็บไม้ แต่คว้าเอาผ้าห่มมาห่อตัวไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ตัว ในอกสะท้านสั่น ไม่รู้ว่าเป็นความหนาวเย็นที่บาดตัวหรือเพราะความรู้สึกที่เล่นงานหัวใจ

แม่ง คำเดียวก็เขินได้นะ บ้าเอ๊ย


BangMir:
แล้วถ้าบอกให้มาหาจะมาปะ?

เขาไม่รู้ตัวว่ากล้าพิมพ์ออกไปได้ยังไง กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่กดส่งข้อความไปแล้ว มีร์นิ่งเงียบ จนเกือบจะลืมหายใจ ในเวลาแบบนี้แหละที่เขาจะได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง

นี่ถ้ามันตอบอะไรให้เขาเขินอีกแค่ทีเดียวล่ะก็นะ…


DoongDoong:
ก็ถ้ามีของกินรอไว้ก็จะคิดดูอีกที



“…………………………………..”


อืม ขอบ คุณ นะ 

ที่ไม่สร้างอารมณ์ให้เขาเขินไปมากกว่านี้

มันตอบมาซะผมพิมพ์อะไรต่อไม่ออกเลยอ่ะ รู้สึกเสียหน้าและความคาดหวังอยู่เบาๆ ดูเอาเถอะครับ ในเวลาแบบนี้มันยังจะมีหน้ามาเห็นแก่กินนะ เหอะ ไอ้บ้านี่แม่ง หมดกัน คนกำลังจะอินอยู่ละ ดันตอบมาซะเสียฟีลหมด 


DoongDoong:
แล้วทำอะไรอยู่?

อีกฝ่ายพิมพ์กลับมาในเวลาที่ห่างกันไม่นานนัก เหมือนจะรู้ว่าเขาชะงักกับคำตอบจนไปต่อไม่ถูก มีร์นอนเอาหน้าเกยผืนผ้าห่ม 


BangMir:
ก็ว่าจะนอนแล้วแหละ

เขาพิมพ์ตอบกลับด้วยถ้อยความง่ายๆ คราวนี้ถ้ามันจะไปนอนจริงผมก็คงให้ไปแล้วล่ะ ถึงจะไม่ค่อยอยากก็เถอะนะ แต่มันอยากจะมากวนอารมณ์ดีนัก คิดว่าง้อเหรอไง?

ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็จะง้ออยู่หรอกนะ แต่เดี๋ยวนี้อะ ยาก!


DoongDoong:
วันนี้ได้ดูเพิร์ฟหรือเปล่า?

โอ๊ย ดู ยังจะถามอีก สรุปว่าที่ทักมานี่คือจะมาอวดเบบี้แพ็คเหรอวะ? ชักจะมากไปแล้วนะครับปาร์คซังฮยอน!


BangMir:
ทำไมอะ? มีไรให้ดู?

เขาทำเซ่อตั้งคำถามกลับไป แอ้บเฉไฉเหมือนว่าไม่รู้เรื่อง หึ ไอ้คนมั่นใจ ทำตัวน่าหมั่นไส้เหลือเกินนะ


DoongDoong:
ไม่รู้สิ เห็นมีคนอัพทวิตไว้ ก็เลยลองถาม

คำตอบซื่อๆใสๆไม่ได้ปรุงแต่งอะไรทั้งนั้น แต่เขาอยากจะกรี๊ดใส่หน้ามันหลายๆที นี่แม่งเจาะจงจะจี้ใจกันชัดๆ

มีร์แทบจะจิกผ้าห่มขึ้นมากัด 


BangMir:
ไอ้บ้าㅠㅠ

พอกันที เขาหมดอารมณ์จะแอ้บต่อละ ก็แม่งทำตัวน่าให้หวงจริงๆนี่หว่า แล้วเขาจะไม่หวงยังไงไหว 


DoongDoong:
ฮ่าฮ่าฮ่า

คิดจะตอบกลับมาแค่เนี้ยะ?


BangMir:
ก็แล้วใครใช้ให้ไปเปิดเสื้อโชว์กลางเวทีล่ะวะ


DoongDoong:
ไม่มีอะ เปิดเอง

เหอะ ดูดิ แม่ง เขาชักจะเริ่มหมดอารมณ์คุยจริงๆละ มันกวนให้ความหมั่นไส้เพิ่มขึ้นทุกๆครึ่งนาทีเลยอ่ะ โอเค เขาก็รู้อยู่หรอกว่าปาร์คซังฮยอนน่ะเป็นตัวของตัวเองเต็มปรอทแค่ไหน ในบรรดาพวกเขาห้าคน ทั้งหมดล้วนตรงไปตรงมาอย่างน่าตกใจ แต่ไอ้เจ้านี่ก็ติดอยู่อันดับหนึ่งในสอง 


DoongDoong:
ไม่ดีเหรอไง ไม่เปิดตอนนี้นายจะได้ดูเหรอ? ถ้าเปิดตอนอยู่พร้อมกันบนเวทีนายก็หันมาดูไม่ได้สิ

เหอะ เหอะ พูดได้ดี ฟังดูเป็นประโยคยาวๆที่ตั้งใจจะให้เหตุผล แต่ขอโทษนะ มันหมดโควต้าไปละ แม่ง ถึงเวลาแบบนี้ก็พูดได้ดิ ทำมาเป็นอ้างว่ะ


BangMir:
อย่ามาตอแหล -__-

มือมันไปไวกว่าความคิด เขารีบตอบกลับอย่างเหลืออด แต่ไม่ค่อยตั้งใจ พลั้งมือเผลอพิมพ์แรงเกินกว่าภาษาปกติที่เคยใช้ รู้ตัวอีกทีก็กด send ส่งข้อความไปถึงอีกฝ่ายแล้ว 

เด็กหนุ่มนอนมองเครื่องหมายถูกสีเขียว พอมีอีกอันซ้อนขึ้นมา เขาก็หน้าซีด

หวังว่ามันจะไม่โกรธกลับหรอกนะ…


DoongDoong:
พูดไม่เพราะ…



“……………………………………………”



เขาเงียบสนิท ในหัวว่างเปล่าไม่รู้จะเอาอะไรตอบกลับไป ที่จริงแล้วคำพูดนั้นไม่มีสักนิดที่ติดจะว่ากล่าว ซ้ำยังเข้าข่ายสุภาพละมุนละไม แต่เขากลับสลดใจเสียเอง

จู่ๆคำพูดของคีบอมก็เด้งกลับเข้ามาในหัว 


“ใช่ซิ มีแฟนแล้วก็ต้องพูดเพราะๆ หัดทำตัวน่ารักๆซะบ้าง” 


คิดขึ้นมาแล้วหน้าเน่อก็ฉีดสี มีร์เขินอยู่คนเดียวแบบที่อีกฝ่ายคงไม่เข้าใจ จนเด็กหนุ่มต้องรีบหาข้ออ้างมาปัดป่ายไล่ความเขิน

ไม่เห็นจำเป็นเลยนี่หว่า ก็เขายังไม่ได้เป็นแฟนกับใครเสียหน่อยนี่! 


BangMir:
พูดไม่เพราะบ้าอะไร ยังไม่ได้พูดซักคำอ่ะ ตะกี๊พิมพ์ : P

เขาคงเป็นบ้าจริงๆแล้วล่ะ พอได้ตอกกลับอะไรให้ตัวเองสะใจ เขาก็หุบยิ้มไม่ได้ ตอนนี้ริมฝีปากมันเลยฉีกค้างไว้ ดูซิไอ้คุณชายซังฮยอนมันจะไปต่อยังไง มันไม่กล้าเล่นมุขโง่ๆกลับมาใส่ผมหรอก เชื่อสิ

มีร์นอนยิ้ม เมื่อผ่านไปเกือบนาทีอีกฝ่ายก็ยังไม่ตอบอะไรกลับมา จนเขาเกือบจะเผลอลืมตัวนอนกลิ้งด้วยความอารมณ์ดี แต่ความปวดที่เอวก็สะดุดเขาเอาไว้ เด็กหนุ่มค่อยๆยันเอาตัวเองขึ้นแล้วพลิกร่างนอนหงาย ผ้าห่มม้วนตัวกลายเป็นก้อนยาวๆ เขาถือโทรศัพท์ไว้บนอก

จนผ่านไปอีกกว่านาที เขาก็ได้แต่นอนมองเครื่องหมายถูกสีเขียวซ้อนกัน

รอยยิ้มบนใบหน้าจึงค่อยๆเลื่อนหลุดออกไป กลายเป็นปมคิ้วขมวดเข้าแทนที่พร้อมความกังวล


หรือว่ามันจะโกรธ…

มีร์คิดอย่างไม่สบายใจ พลางปลายนิ้วก็เลื่อนย้อนกลับขึ้นไปอ่านความที่คุยกันเมื่อครู่ ตั้งแต่ทักมา เขาก็มัวแต่หงุดหงิดใส่อีกฝ่าย จนไม่ทันได้เอะใจสังเกตดู ว่าวันนี้จู่ๆปาร์คซังฮยอนก็เงียบขรึมไป

เย็นชา กว่าที่เคย…

คิดได้เท่านั้น ความรู้สึกวูบโหวงมันแผ่ซ่านไปทั่วอก มวลความวิตกมันแทรกซึมในอากาศแล้วปกคลุมไปทั่วทุกมุมห้อง มีร์รู้สึกเหมือนเครื่องมือสื่อสารที่เขาถือไว้กำลังกดทับเสียจนเขาเริ่มจะหายใจไม่ออก ความกังวลซัดเข้ามาเป็นระลอกตามจังหวะหายใจ ห้องเงียบๆสลัวแสงไฟที่เขาได้ยินแต่เสียงเต้นตุบของหัวใจตัวเอง
 
 
ติ๊ดติ๊ดติ๊ด ติ๊ดติ๊ด ติ๊ดติ๊ด… ติ๊ดติ๊ดติ๊ดติ๊ด ติ๊ดติ๊ด ติ๊ดติ๊ด…

โทรศัพท์ส่งเสียงร้องและสั่นแรงอยู่บนแผ่นอกจนเจ้าของตกใจสะดุ้ง หน้าจอโปรแกรมสนทนาที่เปิดค้างไว้ถูกหน้าจอสายเรียกเข้าแทรกขึ้นมา หากทว่ารายชื่อที่ติดต่อมาคือคนเดียวกัน

มีร์ใจสั่น ไม่รู้เพราะอากาศมันเย็นเกินไป หรือเพราะแค่ไอ้ที่กำลังรู้สึกล้วนๆ


ติ๊ดติ๊ดติ๊ด ติ๊ดติ๊ด ติ๊ดติ๊ด… ติ๊ดติ๊ดติ๊ด ติ๊ด

เสียงเรียกดังวนอยู่อีกรอบกว่าๆ ก่อนที่เขาจะเลื่อนปลายนิ้วไปกดรับสาย มีร์เลือกเปิดลำโพงให้คลื่นเสียงกระจาย แล้ววางโทรศัพท์ไว้ชิดปลายคาง


เขาเงียบ เช่นกันกับอีกฝ่าย ยังคงได้ยินแต่เสียงหัวใจ ที่เต้นแรงเกินไปจนเขากลัวว่ามันอาจจะดังไปถึงปลายสายให้อีกฝ่ายได้ยิน


เสียงน้ำที่ค้างอยู่บนหลังคา ร่วงลงหยดเป็นจังหวะข้างหน้าต่าง…


นี่ถ้าเป็นปกติ แบบตอนแรกเมื่อครู่นี้ เขาคงจะพูดทักอีกฝ่ายก่อนได้ง่ายๆ แต่ตอนนี้เขาพบว่าการทำใจให้เปล่งเสียงออกไปทักอีกฝ่ายมันช่างยากเย็น

เป็นเวลาอีกเกือบนาทีที่ไม่มีใครพูดอะไร สิ่งเดียวที่รู้คือมีอีกคนหนึ่งอยู่ที่ปลายสาย ในความเงียบ


“ทำไมเงียบล่ะ?”

ในที่สุดเขาก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากถาม เพราะดูท่า ไม่มีวี่แววเลยว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยปากพูดอะไรออกมาก่อน

เขานิ่งรอฟัง เว้นช่วงไปสักพัก คนโทรมาถึงจะเอ่ยเสียง

“ไม่สบาย”

คำตอบเดิมแบบเดียวกับที่เขาได้รับเมื่อตอนพิมพ์ส่งเป็นข้อความสนทนา มีร์เบะปากขมวดคิ้ว เอาอีกละ จะกวนประสาทกันไปถึงไหน

ไม่สบายแล้วจะไม่คุยเหรอไงล่ะ? โว้ย ถ้าจะไม่คุยแล้วจะโทรมาทำบ้าอะไร?

“รู้แล้ววววว” มีร์พูดเสียงยาว “แล้วจะไม่คุยหรือไงเล่า?”

เขาถามกลับอย่างเหนื่อยใจ ตอนแรกก็กังวลแทบตาย แต่เสียงของอีกฝ่ายก็ไม่ได้แข็งขึงแสดงความโกรธอะไร ออกจะเป็นเสียงนิ่งๆตามสไตล์ของเจ้าตัวเหมือนทุกที

“อืม”

เสียงฮึมฮำในลำคอตอบมาแบบสั้นๆ ง่ายๆ แต่เป็นอีกครั้งที่มีร์พบว่ามันเข้าใจโคตรยาก

“ไม่คุยแล้วจะโทรมาทำไมวะ!?”

มีร์แว้ดเสียงใส่ ไอ้นี่แม่งบ้า ตั้งใจจะโทรมากวนประสาทกันชัดๆนี่หว่า คนอุตส่าห์คิดมาก เห้อะ เขาก็ลืมไปว่านี่มัน ปาร์ค ซัง ฮยอน!

“พูดไม่เพราะอีกแล้ว” 

คราวนี้อีกฝ่ายพูดเสียงนิ่ง จนสะดุดอารมณ์ของคนขี้โวยวายให้จำเป็นต้องเงียบคิด

“คราวนี้ไม่ได้พิมพ์ด้วย”

มีร์อ้าปากค้าง นอนมองผนังและเพดานห้อง สรุปที่โทรมาคือต้องการแค่นี้ใช่ไหม? จะเอาประเด็นพูดไม่เพราะให้ได้? แค่นี้อะนะ?

ประสาทป่ะ?

“เออ แล้วไง?”

เขาเลยกวนประสาทกลับไปบ้าง อย่าคิดว่าเขาจะยอมเหมือนเมื่อก่อนนะไอ้หน้าใสใจทราม เดี๋ยวนี้เขาตามทันแล้ว!

“ก็ไม่แล้วยังไง… แค่ก”

เสียงพูดของอีกคนเหมือนมีลมแทรกในลำคอ พอจบประโยค เขาได้ยินเสียงอย่างอื่นมาจากปลายสาย เจ้าของเสียงเหมือนจะดึงโทรศัพท์ออกห่างแล้วไอค่อกแค่กอยู่ไกลๆ จากที่กำลังนอนทำหน้าเหนื่อยหน่าย มีร์ก็เริ่มขมวดคิ้วใจเสีย

“เป็นไรอ่ะ?” มีร์ถาม เมื่ออีกฝ่ายไอติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป “ยังไม่หายหวัดอีกเหรอ?”

ถ้าเขาจำไม่ผิด เมื่อสัปดาห์ก่อนอีกฝ่ายเหมือนจะเริ่มเป็นหวัดมาได้สักพัก แต่ตอนแรกเขาก็ไม่คิดว่าจะเป็นหนักหนาอะไรมากมาย เพราะที่จริงแค่โดนแดดนิดโดนฝนหน่อยพ่อคุณชายก็ไม่สบายอยู่บ่อยๆ

แต่ฟังจากเสียงไอที่ได้ยิน เขาว่ามันคงไม่ใช่นิดๆหน่อยๆแล้ว

“อื้อ”

อีกคนส่งเสียงในลำคอกลับมาเหมือนจะไม่อยากพูดอะไรเยอะ เขาเริ่มค่อยๆเข้าใจ คนเราเวลาตื่นมากับเวลาใกล้ๆจะนอนนะ อาการหวัดมันจะกำเริบกว่าปกติ

สรุปว่า ก็ไม่สบายๆจริงสินะเนี่ย…

“ไปนอนก่อนไหม?”

เขาถามเสียงอ่อย รู้สึกผิดที่ตัวเองทำกระโชกโฮกฮากใส่ไป ถึงจะยังไม่ค่อยเข้าใจจุดประสงค์ของคนป่วยที่มาทักมาโทรหาเขาก็เถอะนะ

อันที่จริง เขาจะยังอยากคุยกับอีกฝ่าย แต่ถ้าจะไม่สบายล่ะก็ พาตัวเองไปพักผ่อนได้แล้วล่ะซังฮยอน

“เดี๋ยวไป”

ตอบมาสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงของคนไม่สบาย มีร์นิ่วหน้าถอนหายใจ แล้วจู่ๆจะมาดื้ออะไรเอาตอนนี้วะ

“ดึกแล้ว จะไม่คุยก็นอนไปสิวะ จะมาถือสายรออะไร”

เพราะเป็นคนปากไว เลยรีบตอบกลับไปแบบไม่ทันได้คิดให้ถ้วนถี่ พอพูดจบก็เพิ่งจะมารู้สึกตัวเองอีกที ว่าเหมือนตัวเองจะพูดไม่ดีเข้าอีกแล้ว

“เอ่อ ขอโท…”

“ฉันไม่คุย” อีกฝ่ายพูดสวนขึ้นมา ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยคำขอโทษให้จบ มันเป็นแค่คำพูดสั้นๆ แต่ทำให้มีร์ต้องสะดุดเสียงตัวเองกลืนเข้าคอไป

ความเงียบเข้าคั่นกลางเพราะคำที่ชอนดุงพูดออกมา แล้วเว้นเพียงชั่วจังหวะแห่งความแคลงใจ 

“แต่ฉันแค่อยากได้ยินเสียงนายคุย”

ปลายสายพูด แล้วมีร์ก็ต้องนิ่งค้างไปกับประโยคตรงไปตรงมา เขาพยายามทบทวนให้แน่ใจว่า ตัวเองไม่ได้ตีความอะไรผิดไป กระทั่งถ้อยความนั้นค่อยๆแทรกซับจับเข้าที่หัวใจ ความเขินอายจึงค่อยๆแล่นรื้นไปรวมกันอยู่บนใบหน้า

มีร์รู้สึกร้อนจนเม็ดเหงื่อแทบจะผุดขึ้นมาบนหน้าผาก

“ก็… คุยอยู่นี่ไง”

เขาตอบแกนๆอย่างไปไหนต่อไม่ถูก สุดท้ายตัวเองก็กลับมาเป็นฝั่งที่โดนอีกฝ่ายไล่รุก แม้จะด้วยเพียงวาจา

“อื้ม”

ปลายสายตอบมาสั้นๆ แต่เป็นน้ำเสียงที่ทำให้เขาใจสั่น ในน้ำเสียงนั้น เขาเหมือนจะสัมผัสได้ถึงความชอบใจ จนนึกภาพรอยยิ้มที่มุมปากของอีกฝ่ายได้ลางๆ

“มีรือยา…”

เสียงแหบป่วยเอ่ยออกมาเบาๆ แต่ทำให้หัวใจของเขาสั่นสะท้าน แค่ชื่อของเขาที่เพิ่มเสียงยาวเป็นคำเรียกขาน แต่มาเรียกเอาในเวลาแบบนี้มันก็คล้ายว่าจะอ่อนหวานกว่าที่เคยได้ฟัง

“อ… อะไร?”

มีร์ถามกลับไป อีกฝ่ายเงียบไปพักหนึ่ง แต่เขาเหมือนจะได้ยินเสียงของรอยยิ้มแฝงมาซึ่งความเงียบนั้น

“ฉันไม่สบาย”

คนป่วยย้ำอีกครั้ง ตอนนี้ดูเหมือนจะเริ่มได้ใจ ที่ได้เห็นอีกฝ่ายเขินอายไปกับสถานการณ์ที่ตัวเองสร้างขึ้นมา

เออ… เห็นว่าไม่สบายหรอกนะถึงได้ยอมให้

“อื้อ” มีร์ขานรับ ก่อนจะรู้ตัวว่าควรจะพูดอะไร “ดูแลตัวเองด้วย พักผ่อนบ้าง อย่าลืมกินยา หายไวๆนะ”

พูดจบก็เม้มปาก ยังไม่เคยพูดอะไรแบบนี้ใส่กันจริงๆจังเลยสักครั้ง ยิ่งพูดผ่านกับโทรศัพท์ล่ะก็นะ ที่ผ่านมาน่ะไม่เคยมีหวัง นี่เป็นการคุยผ่านเครื่องมือสื่อสารที่เรียกว่าโทรศัพท์ ครั้งแรกเลยด้วยซ้ำไป

มีร์นอนแหงนมองเพดานห้อง ในความว่างเปล่า เขามองเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย ยังคงแต้มอยู่บนใบหน้าเล็กๆ

“นายก็ไม่สบาย”

ชอนดุงพูดตอบกลับมา ในน้ำเสียงเจือความเป็นห่วงเป็นใย จนทำให้หัวใจของคนฟังพองโต

“อื้ออออ ฉันก็จะรีบหายไวๆเหมือนกัน”

มีร์พูดจบแล้วอมยิ้ม เขาแน่ใจว่าในเวลานี้ รอยยิ้มไม่ได้จุดอยู่แค่ที่ริมฝีปากของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่ความอิ่มเอมในหัวใจ กำลังเกี่ยวเอามุมปากของพวกเขาทั้งสองคนให้เผยยิ้มไปพร้อมๆกัน

“อื้ม” ชอนดุงขานรับข้อความนั้น ก่อนจะเอ่ยข้อความต่อมาอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจ “ฉันต้องไปนอนแล้วนะ”

เมื่ออีกฝ่ายพูดออกมา มีร์ก็ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองพยักหน้ารับคำนั้นอย่างไม่ตั้งใจ “อื้อ นอนสิ”

“อื้ม”

เสียงในลำคอตอบรับกลับให้กันไปมา ในความเงียบเหมือนต่างจะรอให้อีกฝ่ายวางสายไปก่อน แต่ก็ยังไม่มีใครใจแข็งพอจะกดสัญลักษณ์สีแดงเพื่อตัดสายไป

ในชั่วเวลาไม่กี่อึดใจ…


“เดี๋ยวก่อน”

มีร์เอ่ยออกมา ก่อนที่จะไม่ใครได้ทันตัดสินใจจะกดวางสาย

ชอนดุงไม่พูดอะไรกลับมา หากทว่าเงียบเพื่อรอฟังถ้อยคำที่อีกฝ่ายจะกล่าว

มีร์เงียบไปอีกสักครึ่งอึดใจ ก่อนจะรู้ว่าเขาไม่ควรให้ความลังเลมากักขังข้อความนี้ไว้ให้อึดอัดอีกต่อไปอีก


“คิดถึงนะ”

ถ้อยคำสั้นๆ กับถ้อยความที่ชัดเจนเพียงหนึ่งความหมาย หากแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย ที่เขาถ่ายทอดให้อีกฝ่ายอยู่ในน้ำเสียง

ความเงียบ อบอวลไปด้วยความรู้สึกที่ทะลักทลายอยู่ในอากาศ…


“คิดถึงเหมือนกัน”

ในวินาทีนั้น มีร์แน่ใจ ว่าอากาศรอบกายไม่ได้มีผลอะไรกับเขาทั้งนั้น ถ้าเมื่อครู่นี้เขาจะหนาวสั่น มันคงเป็นเพราะความตื่นเต้นในใจ และหากตอนนี้เขาจะรู้สึกอบอุ่นไปถึงหัวใจ ก็เพราะอุ่นไอที่เขาได้รับจากปลายสายนี้เอง

เขาปล่อยตัวเองให้ล่องลอยอยู่ในความเงียบ ที่ไม่มีน้ำเสียงใดเอื้อนเอ่ยต่อมา และเขาแน่ใจว่า อีกฝ่ายก็คงกำลังจะอยู่ในห้วงของอารมณ์ที่ไม่ต่างกัน


เขาได้ยินเสียงลมที่พัดผ่านอยู่ด้านนอก และหยดน้ำเล็กๆคงจะยังคงหยดลงเบาๆที่ริมกระจกหน้าต่าง 


เขาไม่รู้หรอกว่า ตกลงใครเป็นฝ่ายวางสายไปก่อน ไม่รับรู้ว่าใครนอนหลับไปก่อนกัน

แต่ในคืนนี้ ก่อนที่เขาจะหลับไป เขาได้รู้อย่างหนึ่งว่า

ค่ำคืนหนาวเหน็บ ที่เขาซุกตัวอุ่นๆอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา มันมีบางอย่างที่อบอุ่นยิ่งกว่า


ซ่อนอยู่ในหัวใจ…


ไม่ใช่ความฟุ้งซ่าน ไม่ใช่จินตนาการ และเป็นความรู้สึกที่จากนี้เขาจะไม่พยายามผลักไส

เหมือนเสียงกระซิบ ที่ไม่จำเป็น ต้องปิดบัง อีกต่อไป…


เป็นความคิดถึง ซึ่งเชื่อมโยงเขาทั้งสองเอาไว้ ให้ใกล้กัน กว่าที่เคย

Cheonchul's story : Backstage

posted on 19 Mar 2011 19:11 by cheonchul  in Fiction
Backstage
Cheondoong x Mir

Title :: Backstage
Author :: S.Momei
Couple :: Cheondoong x Mir
Rate :: PG





เสียงจ้อกแจ้กฟังดูวุ่นวายจอแจอยู่ที่แบ็คสเตจด้านหลังเวทีรายการเพลง ผู้คนมากหน้าหลายตาจากหลากสาขาหน้าที่เดินสวนกันไปมาตามทางเดินแคบๆ ช่างแต่งหน้าช่างทำผมสาละวนกันอยู่กับหน้าตาผมเผ้าของเหล่าศิลปิน คอสตูมสไตลิสก็ขนเสื้อผ้าเข้าห้องนู้นออกห้องนี้กันให้วุ่น

ยังไม่นับเจ้าพวกบอยแบนด์ทั้งหลายที่เดินตัดไปตัดมาให้บรรยากาศด้านหลังเวทีนี้ยิ่งดูชุลมุนไปกันใหญ่นั่นอีก

ร่างสูงโปร่งของสมาชิกหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้ากระจก เครื่องสำอางค์หลากชนิดและสีสันวางเรียงกันเป็นกองทัพอยู่เบื้องหน้า บางทีเขาก็สงสัยนะ ว่าแค่แต่งหน้านี่มันจะต้องใช้อะไรกันขนาดนี้เลยหรือไง ที่เอามาวางเรียงๆกันอยู่นี่มันดูข่มขวัญกันชัดๆ


“หลับตาสิจ๊ะ เดี๋ยวก็เข้าตา” เสียงอรชรอ่อนหวานพูด เด็กหนุ่มปิดเปลือกตา ปล่อยให้ปลายดินสอนุ่มๆลากลงบนขอบตาเรียวรี ด้วยความชำนิชำนาญ เพียงแค่ประเดี๋ยวหนึ่งการลากเส้นก็เสร็จสิ้น

เขาลืมตา มองภาพของตัวเองที่สะท้อนอยู่หน้ากระจก เส้นสีดำนุ่มลากชิดติดกรอบตาของเขา เป็นความพยายามที่จะทำให้ดวงตาเรียวๆมันดูเบิกว้างขึ้นสักนิดหน่อย ใบหน้าสีขาวซีดถูกแต้มแต้มให้มีชีวิตชีวาด้วยสีสันอ่อนๆเป็นธรรมชาติ ความหมองคล้ำใต้ตาที่มาจากการอดหลับอดนอนก็ถูกกลบไว้อย่างมิดชิด ใบหน้าดูสดใสเรียบเนียนสนิทไร้ที่ติ

ปอยผมสีเข้มถูกหวีซี่ถี่ปัดลงมาอย่างบรรจงปรกหน้าผาก

เขาเอียงหน้านิดหนึ่งมองตัวเองในกระจก รู้สึกใบหน้าดูเปล่งประกายกว่าก่อนหน้านี้ คงเป็นเพราะสีผมใหม่ที่ยังไม่ค่อยชินตานัก แต่เขาก็พอใจกับมันมากกว่าทุกครั้งที่เคยเป็น เส้นผมที่เริ่มยาวเป็นสีน้ำตาลดำเข้มออกสีแดงเบอร์รี่ขับสีผิวขาวให้ดูมีเลือดฝาด


“หล่อล่ะซิ” น้ำเสียงสุดแสนจะภาคภูมิใจของคนที่ประดิษฐ์ประดอยให้ ทำให้เจ้าของใบหน้านั้นกดมุมปากยักยิ้มอย่างไม่รู้ตัว

เมคอัพอาร์ติสคนเก่งของเขา พิถีพอถันจัดแต่งทรงผมเสริมให้ สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ในกระจกตรงหน้า ยอมรับว่าก็ตื่นเต้นนะ เพราะว่าวันนี้น่ะเป็นคัมแบ็คสเตจ ที่พวกเขาจะขึ้นแสดงเพลงใหม่เป็นครั้งแรกของการโปรโมทรีแพ็คเกจอัลบั้ม

แต่ในระหว่างที่เขากำลังตั้งใจพินิจพิเคราะห์ดูรายละเอียดบนใบหน้าของตัวเองอยู่นั้น ก็ปรากฏเงาสะท้อนของร่างที่อยู่ถัดออกไปติดผนังด้านหลังห้อง ที่ซ้อนเข้ามาอยู่ในบานกระจก

คนผมทองในเสื้อลายตารางสีแดงแขนยาวโผล่เข้ามายืนยักคิ้วหลิ่วตาทำหน้ากวนประสาทใส่เขา ทำเอาชอนดุงต้องลอบคลี่ยิ้มกว้างๆกว่าเก่าออกไปอีก
เขาจ้องหน้า สบสายตาคู่นั้นกลับผ่านกระจกเงา ไอ้เจ้าคนทะเล้นหน้าก็ยิ่งออกท่าออกทางหนักกว่าเก่าไปตามประสา

เขายกมือขึ้นมา ทำท่าเหมือนจะแอบปิดตา แต่ก็ลอบมองผ่านช่องว่างระหว่างนิ้ว

มักเน่แร็พเปอร์ชี้มือมาทางเขา แล้วทำท่าทำทางจิ้มๆหลังตัวเอง เป็นการสื่อสารถึงไอ้เสื้อซีทรูด้านหลังที่ผมใส่อยู่ เสร็จแล้วก็ทำหน้าบูดปากเบะ จิ้มนิ้วลงมาจากตา ทำเหมือนจะร้องไห้

เขาหลุดหัวเราะออกมา ปกติก็บ้าจี้อยู่ละ ยิ่งมาตอนนี้ เอะอะอะไรเขาก็ขำได้นั้นล่ะ ถ้าเห็นคนๆนี้ทำ


“อะแฮ่ม…..” เสียงกระแอมไอดังขึ้นที่เหนือหัวของเขา เมื่อเส้นผมถูกจัดเข้าทรงเรียบร้อย

เขาเงยหน้านิดหนึ่งมอง คยองชิกนูน่า(?)ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เหมือนจะพูดอะไรแล้วก็ไม่พูดเสียเฉยๆ เขาตีหน้าสงสัย ขีดเครื่องหมายคำถามเอาไว้ในสีหน้า นูน่าเมคอัพของเขาก็ส่ายหัว


“เปล๊า” ตอบเสียงสูง แถมยังทำหน้ากรุ้มกริ่มมีเลศนัย 

เขาเลิกคิ้วทำหน้างงแล้วจ้องกลับไปในกระจก ไอ้คนตัวดียังยืนอยู่ตรงนั้น เลิกทำหน้าบูดแล้ว และก็กำลังส่งยิ้มให้เขา พอมามองแบบนี้ ก็เพิ่งเข้าใจว่าทำไมมีร์ถึงมีเสน่ห์ต่อคนอื่นๆ

มีรือน่ะนะ สาวๆวงเกิร์ลกรุ้ปในวงการจีบกันเยอะไม่ใช่เล่น เขาเพิ่งจะมาเข้าใจก็ตอนนี้ ว่าไอ้บุคลิกที่เดี๋ยวไฮเปอร์อยู่ไม่สุข เดี๋ยวก็ตีหน้านิ่งแบบนี้น่ะ ที่จริงแล้ว ก็ดึงดูดความสนใจได้ดีจริงๆนั่นแหละ

แล้วก็ไม่ใช่แค่เรื่องสาวๆหรอก นอกจากนี้ มีร์น่ะก็ยังมีเพื่อนเป็นไอดอลในวงการหลายคน มีเพื่อนสนิท แล้วก็รู้จักใครต่อใคร หลายๆครั้งเขาก็ยังอิจฉา เพราะว่าไม่ค่อยจะรู้จักใคร อย่างมากก็ได้แค่อาศัยว่าคนอื่นรู้จักพี่สาวของเขา อะไรทำนองนั้น


ที่จริงแล้ว เขาอาจจะเทียบมีร์ไม่ได้เลยก็ได้นะ เรื่องเสน่ห์ในวงการ

เขาคิดอยู่ได้เพียงแค่ไม่กี่ชั่วอึดใจ มีร์ที่ยืนพิงผนังอมยิ้มมองเขาอยู่ก็โดนคนคุ้นหน้าคุ้นตาเข้ามาคว้าคอกอดหมับ มีร์ตกใจทำตาเหลือกมองเจ้าของวงแขนใหญ่ที่รัดคอเขา พอเห็นหน้าว่าเป็นจินอุน มีร์ก็ร้องโวยวาย ร่างสูงกว่าของจินอุนล็อคคอจนมีร์ต้องย่อตัวลงไปแทนการก้มหัวโค้งหลัง


“เบาๆเด๊ เจ็บหลังนะเว้ย!” เสียงที่แว่วมา ทำให้เขาอมยิ้ม 

จินอุนยอมปล่อยมีร์ แต่ก็ยังกอดคอเอาไว้ ก่อนจะกึ่งดึงกึ่งลากมีร์ออกไป เขาเห็นแววตาของมีร์มองเขาอย่างตัดพ้อในวินาทีสุดท้าย เขาลอบขำ จนกระทั่งร่างของมีร์หายไปพร้อมกับเพื่อนสนิท


“หน้าซื่อตาใส แต่ก็ร้ายไม่ใช่เล่นนะจ๊ะเรา” เมคอัพของเขาก้มตัวลงมาพูดใกล้ๆ ก่อนจะจิกตาใส่ยิ้มๆ แถมขยิบตาให้อีกทีหนึ่งก่อนจะตบไหล่เขาสองสามที แล้วชีก็เบี่ยงตัวเดินออกไป ทิ้งเขาไว้บนเก้าอี้หน้ากระจก


เขานิ่งงงมองตัวเองในเงาสะท้อน


พี่คยองชิกตั้งใจจะพูดถึงเรื่องอะไร?


เขาทบทวน ทุกอย่างมันก็ดูจะหมายความไปได้เรื่องเดียวเท่านั้น ท่าทางของมีร์กับเขาที่แอบสื่อสารกัน แต่มักน็ไม่ได้กินความถึงอะไรทั้งนั้น งั้นพี่คยองชิกจะแซวเรื่องอะไรล่ะ?

หรือว่าท่าทางของเขากับมีร์มันผิดปกติ? แต่เขาก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่มากเกินไปกว่าที่เคยเป็น ก็แค่เล่นกันธรรมดาๆนี่หน่า? พี่คยองชิกจะไวเรดาร์ขนาดนั้นเชียว?

เขาแปลกใจ แต่ก็ทำได้แค่วนตั้งคำถามไปมาอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งคอสตูมเดินเข้ามา แล้วก็เริ่มจัดการกับเสื้อผ้าให้เขาแต่งตัว


*



“โอ๊ยยยยยยยย เบาๆดิเฮ่ย คนเจ็บนะเว่ย จะเอาให้ผ่าอีกรอบเลยใช่มะ!?”

คนเจ็บหลังร้องโวยเมื่อโดนลากออกมาถึงห้องพักนั่งเล่นที่มีเหล่าบรรดาไอดอลหลายกลุ่มหลายวงนั่งรวมกันอยู่ บรรดาเพื่อนร่วมเดอะแกงค์ของเขานั่งกันอยู่พร้อมหน้า ทั้งๆที่ไม่ใช่ช่วงโปรโมทของทุกวง

“สำออยละ” จินอุนว่าเข้าให้เมื่อหย่อนตัวลงนั่งบนโซฟาว่างๆ เขาแยกเขี้ยวกลับ

“นี่คือคำพูดที่เอาไว้ใช้พูดกับคนป่วยเหรอวะเนี่ย?” มีร์บ่นอุบ เมื่อหาที่นั่งลงแถวนั้นบ้าง 

“มาถึงก็ตีกัน อย่าเพิ่งกัดกันดิ คนอุตส่าห์ตั้งใจมาเยี่ยม” หนุ่มผมทองที่นั่งอยู่บนโซฟาด้านในเอ่ยขึ้น เขาไล่สายตามองเพื่อน เห็นว่าสภาพยังดีพอจะเดินไปเดินมา และยังต่อปากต่อคำได้อีก แบบนี้ยังไม่ตายง่ายๆแน่นอน

“โอ้โห ขอบคุณมากกกกกกก เป็นพระคุณมากเลยนะ” มีร์พูดตอบคนที่นั่งหล่ออยู่เฉยๆตรงมุมห้อง

“อ้าว ประชดเหรอวะ? คนเค้าตั้งใจจะมาเยี่ยมกันจริงๆนะเนี่ย” ดงอุนพูด หน้าตาจริงจัง ซึ่งก็ทำให้มีร์ฟังแล้วยิ้ม

“เออน่า รู้แล้ว หยอกเล่นเฉยๆหรอก” มีร์ว่า แล้วคนฟังก็มีสีหน้ายินดีด้วยเช่นกัน “ขอบคุณนะเว้ย”

ดงอุนพยักหน้ารับ จินอุนก็ยิ้มอยู่ห่างๆ ถึงจะด่ากัน เถียงกัน แต่ว่าพวกเขานี่แหละแกงค์ไอดอลที่สนิทกันหยั่งกับอยู่ร่วมวง

มีร์พลิกหน้ากลับมา แล้วก็มองคนตัวบางที่นั่งไม่พูดไม่จาอยู่บนโซฟาอีกตัว ดงอุนมองตา แล้วก็ขยับเข้าไปเอาศอกกระทุ้งเพื่อนตัวเล็กของเขา

“เฮ้ย กดอยู่ได้อะบีบี จะไม่คุยกับมีร์มันเลยเหรอไง?” ดงอุนสะกิดจนอีกคนสะดุ้ง แรปเปอร์ตัวบางเงยหน้าทำตาโต

“อ้าว มีรือยา” เรียกชื่อเสียงอ่อนเป็นการขอโทษ พอเห็นเพื่อนอยู่ตรงหน้า สติสตังก็ถูกดูดกลับมาจากแบล็คเบอร์รี่

“เดี๋ยวนี้บีบีสำคัญกว่าเพื่อนแล้วซิ?” มีร์เลิ่กคิ้วข้างนึงถาม แล้วก็ทำให้คนถูกถามทำหน้างอได้ เจ้าตัวยังไม่ทันตอบอะไร ดงอุนก็พูดสวนขึ้นมาเสียก่อน

“แหงสิ สำคัญกว่ามาตั้งนานละ ก็ในบีบีมันมีแฟนนี่หว่า เราน่ะมันแค่เพื่อนนนน” คนหน้าหล่อพูดขำๆ แล้วก็โดนกำปั้นเล็กๆฟาดเข้ากลางหลังไปอั้กใหญ่ๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างชอบใจที่ได้แหย่ให้คนตัวเล็กเขิน

“แซวกันจังอะ ผิดประเด็นละ มาเยี่ยมมีร์ไม่ใช่เหรอ?” คีบอมขมวดคิ้ว ก้มหน้าไปจิ้มๆเครื่องมือสื่อสารอีกไม่กี่ครั้ง ก่อนจะยัดมันเข้ากระเป๋า เงยหน้าขึ้นมาได้ก็ยิ้มเอาใจคนป่วย

“เป็นยังไงบ้างงง? ดีขึ้นยัง?” คำถามเบสิค แต่มีร์ก็รู้ว่ามาจากความห่วงใย เขาจึงคลี่ยิ้มกลับไปให้

“ดีแล้วแหละ แต่หมอก็ยังนัดเข้าไปเรื่อยๆ” เขาตอบไปตามความจริง ซึ่งก็ทำให้คนขี้ห่วงอย่างคีบอมมีสีหน้ากังวลขึ้นมา มีร์จึงเติมประโยคเอาฮาต่อท้าย “แต่เมื่อกี๊อะเกือบตาย จินอุนมันลากหยั่งกะจะลักพาตัวไปฆ่าอย่างนั้นแหละ” มีร์ทำตาเขียวปั้ดเหวี่ยงกลับไปให้คนที่นั่งยิ้มฟังเพื่อนคุยกันอยู่เงียบๆ

จินอุนทำหน้าตกใจที่จู่ๆก็ถูกเหวี่ยงข้อหา


“อ้าว ทำไมไปทำมีรือแบบนั้นล่ะ?” คีบอมถาม คิ้วขมวดเข้าหากันนิดๆเป็นโหมดที่เข้าใจได้ว่าเตรียมจะหาเรื่องเต็มที่

“เฮ้ย ไม่ใช่แบบนั้นนะ” จินอุนหน้าตาตื่นรีบปัดป้องข้อหาทันที “เออ พูดขึ้นมาก็ดีเลย นี่ล่ะ ไอ้มีร์น่ะมันมีประเด็น” นอกจากจะปัดป้องตัวเองแล้วยังซักคดีใหม่ไปให้เพื่อน จินอุนหันกลับไปมองคนป่วยพร้อมสายตาสังหาร ใครจะโดนเชือดก่อนกันล่ะทีนี้

“หะ? อะไร? ประเด็นอะไร ไม่มี!” มีร์รีบปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่ได้ฟังข้อกล่าวหา จินอุนยิ้มร้ายเตรียมตัวจะซักฟอกเต็มที่

“มันเล่นหูเล่นตากะคนในวง!”

“ไอ้บ้า! เล่นหูเล่นตาอะไร ไม่ใช่แล้ว!” ฉันพลันที่ถูกกล่าวหา เขาก็รีบเปิดปากโต้กลับไปในทันที มีร์ทำหน้าเหวี่ยง แต่สายตาเลิ่กลั่ก ก็ที่จินอุนว่ามาน่ะมันมีมูลน่ะสิ

“อย่าๆๆ เห็นละโคตรหมั่นไส้เหอะ มีอะไรก็ยอมรับมาดีๆ อย่ามาเฉไฉ โทษจะเพิ่มเป็นเท่าตัวนะไอ้คุณบัง” จินอุนได้ทีก็รีบเข้าข่ม แน่นอนว่าถึงตอนนี้ คีบอมและดงอุนก็หันกลับมาจ้องหน้ามีรือตาขวาง คนโดนตั้งข้อสงสัยจึงได้แต่ทำหน้าเหรอหรา


“ใคร อะ ?” คีบอมหันมาถาม หน้าตาคาดหวังและต้องการคำตอบ ผมนั่งนิ่ง

ขอโทษนะครับ คิมคีบอมเนี่ย ไอ้เวลาปกติมันก็ดูไม่มีพิษไม่มีภัยหรอกนะ (ถึงจะเวิ่นเว้อจนบางคนไม่อยากเข้าใกล้ก็เถอะ) แต่ว่าเวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาเนี่ย เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทที่สามารถทำให้เส้นขนของคุณมันลุกชูชันขึ้นมาอย่างหวาดผวาได้เลยทีเดียว


“เปล่าซักหน่อย จินอุนมันก็พูดไปเรื่อย…” มีร์พูด แต่พอเห็นสายตาของเพื่อนทั้งสามแล้วก็พบว่าคำพูดอ้างไม่ช่วยอะไร เสียงของเขาเองก็อ่อนลงไป เพราะรู้แน่ว่าปฏิเสธไปยังไงก็ต้องถูกซักให้คายออกมาจนได้อยู่ดี

“เพื่อนกัน มีไรก็บอกเหอะ ทีคีย์มันยังกล้าเลย” ดงอุนพูดขึ้นมาบ้าง ในเวลาจริงจังแบบนี้มันก็ยังไม่วายจะเสียดสี คีย์หันไปตวัดสายตาจิกหนึ่งที ไอ้หน้าหล่อก็นิ่งไป

เขาสบสายตาเพื่อนทีละคน ทุกคนดูตั้งหน้าตั้งตารอฟังคำตอบ

โอเค ว่าไอ้เรื่องที่เขาเผชิญอยู่เนี่ย มันไม่ใช่เรื่องใหม่นักหรอก ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ ว่าเรื่องพวกนี้มันก็พอจะมีอยู่บ้าง แต่จู่ๆจะให้เขามาประกาศปาวๆ เอามาปรึกษากับเพื่อนทั้งแกงค์แบบนี้ มันก็ไม่ไหวนะ ยิ่งไอ้สองอุนเนี่ย เขายิ่งไม่ค่อยแน่ใจ ว่าจะพูดกับพวกมันได้มากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นเขาเลยย้านสายตากลับมาสบจ้องกลับคิมคีย์

ทั้งกลุ่มเนี่ย คนที่เขามั่นใจว่ามีประสบการณ์พอให้ปรึกษาได้ ก็เห็นจะมีแต่คนนี้แหละ


“ขอคุยกับคีย์แค่สองคนได้ปะ?” เขาพูดออกมา สบตาคีย์ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองเพื่อน


สองอุนร้องขึ้นมาทันที


“ทำไมวะ!?” จินอุนถาม

“ไม่ไว้ใจฉันสองคนเหรอ?” ดงอุนถามต่อ


เขาถอนหายใจส่ายหน้า

“เปล่า… เอาไว้ถึงเวลาค่อยบอกแกสองคนทีหลังนะ” เขาพูด น้ำเสียงไม่ได้กดดัน แต่เป็นขอร้อง คราวนี้เขาเองก็ทำหน้าตาจริงจังด้วยเช่นกัน หวังว่าเพื่อนของเขาทั้งสองจะเข้าใจบ้าง

“ให้เวลามีร์มันหน่อยดิ” คราวนี้เป็นคีบอมที่พูดขึ้นมาบ้าง ซึ่งก็ทำให้มักเน่ผมทองกับมักเน่หน้าแก่กว่าวัยสบตากัน แล้วพวกมันก็พยักเพยิดหน้า


“เออๆ เข้าใจแล้ว” จินอุนพูดออกมาในที่สุด “คุยกันดีๆแล้วกันนะ” ในน้ำเสียงนั้น ความจริงใจบอกได้ว่าคือความห่วงใย เขาจึงคลี่ยิ้มบางกลับไปให้เพื่อน

“เสร็จแล้วก็โทรหาด้วย จบรายการจะได้ไปหาอะไรกินกัน” ดงอุนพูดก่อนจะลุกขึ้นมา สองอุนมองหน้ากันแล้วก็ลากคอกันออกไป


เหลือเขาไว้กับคิมคีบอมที่นั่งไขว่ห้างอยู่ที่โซฟาใกล้ๆ คนตัวบางยกขาลงมานั่งท่าสบายๆ เหมือนอยากจะช่วยให้เขาผ่อนคลายมากขึ้น
 
 
ท่ามกลางไอดอลมากมายอีกหลายวงรอบๆตัวที่เดินสวนไปสวนมา บ้างก็นั่งอยู่ที่โซฟาชุดถัดไป เขากับคีย์นั่งมองหน้ากันโดยไม่มีคำพูดใดๆอยู่พักหนึ่ง

จนกระทั่งคีย์ยื่นหน้าเข้ามาใกล้


“ตกลงเรื่องมันไปยังไงมายังไง ไหนเล่าซิ” ถามเสร็จก็ฉีกยิ้มหวาน ทำเอาเขาปรับอารมณ์ตามเกือบไม่ทัน อะไรวะ? เมื่อกี๊ยังเห็นว่าดราม่าอยู่เลยนี่?

“อ่า…” เขาอยากเล่านะ แต่ดูเหมือนว่าไม่รู้จะต้องเริ่มต้นตรงไหน มันก็จับต้นชนปลายไม่ถูกว่าไอ้เรื่องทั้งหมดมันสืบสายมายังไงกัน

“ไม่ต้องมาอ่าอ่าอ่าเลย เล่าไม่ได้เดี๋ยวฉันถามเอง!” คีย์พูดเสียงสดใส ราวกับนี่เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นดีใจเสียเต็มประดา มีร์ปั้นหน้ากับปฏิกิริยาของเพื่อนรักแทบไม่ถูก 

“ตกลงว่าใคร?” คีย์ถาม เอียงคออย่างน่ารักน่าชัง แต่ทำเอาเขาปวดกระดูกสันหลังขึ้นมาจี๊ด


“ก็…..” เขาอ้ำอึ้ง พอจะเอ่ยชื่อออกมา ก็รู้สึกว่ามันกระดากปาก ติดขัดจนไม่รู้จะขยับลิ้นพูดให้เป็นภาษายังไง


“ก็ ก็ ก็ ก็?” คีย์ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ จนตอนนี้แทบจะขึ้นมาเกยอยู่บนโซฟาเดียวกัน


“………..ชอนดุงฮยอง” เขาเอ่ยชื่ออกมาเสียงอ่อย ทันทีที่พูดจบ ดวงตาเรียวรีของคีบอมก็เบิกกว้าง


“บิงโก!!!!!!!!!!!!!” คีย์ร้องออกมาเสียงดัง จนเขาต้องรีบคว้าเอาเพื่อนตัวเล็กมาตะครุบปากแทบไม่ทัน คนทั้งห้องหันมามองเพื่อนเขากันเป็นตาเดียว เขาได้แต่ทำหน้าเหรอหราตาโปนมองคนอื่นๆแล้วก้มหัวได้น้อยๆ มือขาวๆของเพื่อนรักปัดป่ายมาดึงมือของเขาออกไปแล้วโผล่หน้าขึ้นมา

“จริงป้ะเนี่ย? พี่ชอนดุงเหรอ?” คีย์ทำหน้าตายินดีสุดๆ หยั่งกับว่าถูกฉลากลุ่นผลรางวัลอะไร เขามองเพื่อนตัวเองแล้วก็ตะขิดตะขวงใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากพยักหน้ายอมรับ


“เออ……”


“เยสสสสสสส” คีย์พูดเสียงเบา แต่ก็ยังคงความดีใจเอาไว้ไม่มีตกมีหล่น จนเขาต้องถาม

“แกจะดี๊ด๊าอะไรวะ? ฉันยังไม่ทันได้เล่าอะไรเลยนะเว่ย” มีร์ขมวดคิ้วพูดกับท่าทางของเพื่อนสาว(?)ที่เอาแต่เฉลิมฉลองกับตัวเองอย่างไม่ยอมให้เขาเข้าใจ

“โอ๊ย ขนาดนี้ละ ฉันดูท่าทางแกก็รู้ อาการนี้อะ ไม่พลาด” คีย์ตอบยิ้มๆ หันมามองเขาด้วยสีหน้ามีชัย เขาเกคิ้วข้างหนึ่งมองอย่างไม่ไว้วางใจในความคิด

“รู้ว่า?” เขาถาม ลองเชิงดู ถึงจะรู้ก็เถอะว่าไอ้ที่คีย์คาดมันก็คงไม่ผิดไปจริงๆ

“แกกิ๊วก๊าวกันอยู่ใช่ไหมล่า?” คีย์อมยิ้มถาม เหล่ตามองเขาด้วยหน้าตาเจ้าเล่ห์กรุ้มกริ่ม ดูแล้วเห็นท่าว่าจะมีความสุขสนุนสนานบนความลำบากและลังเลใจของเพื่อนอย่างยิ่ง

“กิ๊วก๊าวบ้าไร” มีร์ฟังแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้ คำพูดน่ารักๆแบบนั้นที่เอามาใช้เรียกความสัมพันธ์ของเขากับอีกคน แก้มเขาขึ้นสีโดยไม่ทันได้รู้ตัว

“น่ะ หน้าแดงด้วย ไม่ผิดแน่ คึคึ” คีย์หัวเราะในลำคอชอบใจ “ฉันโคตรเชียร์เลยนะเว้ย” คีย์พูดต่อ มีร์หันกลับมามองหน้าแววตาสงสัย

“ทำไมอะ?”

“ฉันสนับสนุนแรพเปอร์คัพเพิ่ลทุกคู่ คอยดู๊ ยังไงก็เรียล” คีย์พูดเองเออเองการันตีเองเสร็จสรรพ เขาล่ะอยากจะกุมขมับกับท่าทางแบบนี้ นานๆทีจะเห็นคีย์เป็นแบบนี้หนักๆนะ สงสัยว่าเขาจะไปจี้จุดผิดเรื่องจริงๆ

“ว่าแต่ ไปถึงไหนกันแล้วอะ?” คีย์ถาม ยักคิ้วหลิ่วตา สีหน้าลุ้นคำตอบ บอกตามตรง เห็นอาการขนาดนี้ ไอ้ที่รู้สึกกระดากจะเล่า มันยิ่งไม่อยากจะปริปากเข้าไปใหญ่

คนตัวบางเอาไหล่มากระทุ้งเขา รอให้ตอบคำถาม

แต่เขาก็ได้แต่อมพะนำ

จะให้พูดว่าอะไรล่ะ? ถึงไหน? ถึงบ้านเขา? ถึงโรงพยาบาล? ถึงโซฟา? ถึงเตียง?

“แกตอบฉันมาตรงๆเลยนะ ฉันถามตรงๆเลย จะได้ให้คำปรึกษาได้อย่างถูกต้อง” คีย์พูด คราวนี้สีหน้ากลับมาจริงจังอีกครั้ง เขาก็เองก็รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องตามไป


“ได้แอ้มกันไปหรือยัง?” 


คีย์ถาม ดวงตารีแหลมคมปานว่าจะทิ่มแทงเขาให้ตายลงไปตรงนั้น แล้วเขาก็รู้สึกว่ามันกำลังจะทำให้เขาตายจริงๆ


“ตอบ”

คีย์ออกคำสั่ง รุกคืบเข้ามาจนหลังเขาติดพนักโซฟา เขารู้สึกไม่มีทางหนีทีไล่ที่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว เขาจึงทำได้แค่หลับตาพยักหน้าแกนๆ


“อืม…”

แรงมหาศาลถาโถมเข้ามาบนตัวผม จนน้ำตาแทบไหล ความเจ็บที่หลังมันรวดร้าวปานขาดใจจนเหมือนแผลผ่าตัดจะฉีกออกมายังไงอย่างงั้น


“เฮ้ย!!!!! เจ๊บบบบบบบบบบบบบบบบ”

เขาร้องเสียงหลงกับคีย์ที่โถมตัวเข้ามากอดเขาแน่น เสียงร้องลั่นห้องที่ทำเอคนอื่นๆตกอกตกใจทำให้คีบอมรีบยันตัวออกจากร่างของเขา ก่อนจะรีบยกมือยกไม้ขึ้นมาลูบเนื้อลูบตัวขอโทษ

“เฮ้ยๆ ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจ เจ็บมากป่าว” ไอ้อาการดีใจเกินเหตุเมื่อครู่หายไปเกือบจะปลิดทิ้ง เมื่อรู้ตัวว่าทำเพื่อที่เพิ่งผ่าตัดกลับมาซะร้องครวญ คีย์ถอยไปห่างเขาในระยะเมตรกว่าๆ หน้าตารู้สึกผิด

“ไม่เป็นไรเยอะ มั้ง เออ ไม่กอดเข้ามาก็โอเคอะ” มีร์ว่า แล้วยันตัวขึ้นนั่งดีๆ

“อื้อ ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจนี่หน่า” คีบอมพูด เขาเห็นท่าไม่ดี เพราะตัวเองก็ไม่ได้มีอะไรหนักหนา จึงยิ้มให้เพื่อนปลอบใจ แม้จะรู้สึกหน่วงๆชาๆอยู่นิดๆก็เถอะ

“หายแล้วจริงๆหน่า เมื่อกี๊ยังดีใจอยู่เลยไม่ใช่หรือไง? มาดิ คุยกันต่อ” มีร์พูด เขาก็เป็นอย่างนี้เสมอล่ะ ห่วงคนอื่นมากกว่า เห็นหน้าจ๋อยๆของเพื่อนรักแล้วใจไม่ดี พอคีย์เห็นเขายิ้ม คนตัวบางก็กลับมาทำตาเป็นประกาย

“ตกลงว่าจริงเหรอ? แกกับพี่ชอนดุง…?” คีย์ถาม เหลือบตามองเขา รอยยิ้มทะเล้นแบบนั้น ทำให้เขาอาย แต่ก็พยักหน้ายอมรับงไปตามความจริง

“อืมมม… ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ” เขาตอบ คีย์เลยขยับกลับเข้ามาใกล้อีกนิด พร้อมกับยิงคำถามต่อ

“แล้ววววว… ใครเป็นฝ่ายไหนล่ะ?” คีย์ถามตาใส แต่ทำให้เขาสะอึก พอเจอกับคำถามนี้ เขาก็คลำทางไปต่อไม่ถูก คำพูดมันกุกๆกักๆ เขาเข้าใจนะ ไอ้คำถามนี้ ขนาดคำว่า อุเคะ เขายังรู้จัก เพราะฉะนั้นไอ้โพสิชั่นที่ว่ามานี่ เขาไม่ต้องการคำขยายความใดๆ 

แต่มันยากจะยอมรับไหวจริงๆ!

“ไม่ยอมตอบแบบนี้นี่….” คีย์หลุบตาประเมิณสถานการณ์ คาดเดาคำตอบ

“เออ ก็คิดได้แล้วนี่ คิดว่าอะไรก็อันนั้นแหละ” มีร์ตอบ อดจะกดมุมปากลงไม่ได้ หึ มันน่านัก ทั้งที่จริงๆเขาไม่น่าจะต้องกลายสภาพมาเป็นฝ่ายนี้แท้ๆ

“แก… รับเหรอ!” คีย์ถาม พยายามทำเสียงเบาแต่ก็ยังห้ามความตกใจเอาไว้ไม่ได้ มีร์รีบหันซ้ายหันขวา กลัวว่าจะมีใครได้ยินเข้า

“ก็มันเจ็บหลังอยู่นี่หว่า!” มีร์ตอบทันควัน มันเป็นอย่างนั้นจริงๆนะ สาบานได้ว่าถ้าร่างกายเขาพร้อมดีล่ะก็ ไม่มีทางซะล่ะที่อีกคนจะได้มาทำกับเขาเอาแบบนี้

“ทำตอนเจ็บหลังด้วย!?” คีย์ยกมือขึ้นปิดปาก ทำหน้าตกใจ แต่ก็ทึ่งในความกล้าของเพื่อนตัวเองไปด้วยในคราวเดียว

มีร์เห็นท่าทางแบบนั้นของเพื่อนแล้วก็หน้าแดง… เขารู้สึกเหมือนตัวเองไปทำอาชญากรรมอะไรไว้ แล้วมันก็น่าอายมากๆด้วย

“เออ จะย้ำทำไมล่ะวะ” มีร์พูดเสียงอ่อย ไม่กล้าสบตาเพื่อน

“พูดไม่เพราะ!” คีย์แย้งขึ้นมาเสียงแข็ง เขาเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความงุนงง

“ต้องพูดเพราะด้วยเหรอ?”

“ใช่ซิ มีแฟนแล้วก็ต้องพูดเพราะๆ หัดทำตัวน่ารักๆซะบ้าง” คีย์กระหยิ่มยิ้มย่อง ตอบอย่างภาคภูมิใจ


อุ… บาถว์… ละ

มีร์สะกดสามพยางค์อยู่ในหัวช้าๆ มันเรื่องอะไรเขาจะต้องมาทำตัวน่ารักเอาตอนนี้ล่ะ แค่คิดก็สยองแล้ว!


“แฟนเฟินบ้าไรล่ะ ยังไม่ได้เป็นอะไรกับมันทั้งนั้นแหละ” เขาตอบออกไป ยกมือยกไม้ขึ้นปัดไล่ความเขินที่เกาะอยู่เต็มหน้า แต่ยังไม่ทันที่ความเขินเก่าจะกระเด็นออกไป คิมคีบอมก็โยนความเขินล็อตใหม่มาใส่เขา

“โห แล้วแกจะเสียตัวให้คนที่ไม่ใช่แฟนเนี่ยนะ?”


ผมอยากกรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด

ความเขินบนใบหน้ามันดีดขึ้นมาจนเกินพิกัด รู้สึกว่าเลือดมันฉีดซ่านเสียจนใบหน้าร้อนผ่าว ไอ้คำพูดแบบนั้นน่ะ ถ้าเป็นเรื่องคนอื่นเขาก็จะไม่รู้สึกอะไรหรอกนะ แต่นี่น่ะ มันเรื่องของเขา!!

พูดออกมาได้ยังไงวะ เขาน่ะยังไม่เคยคิดไปถึงคำพวกนั้นเลยนะ ไอ้ที่เกิดขึ้นไปน่ะ เขาพยายามจะไม่สรรหาคำมานิยามมันแล้วเชียว

“แกคิดดูดีๆนะ ยังไงแกก็เสียไปแล้วอ่ะ แกจะเสียอย่างมีคุณค่าหรือจะเสียเปล่าไปเฉยๆ อย่าโง่!” มีการต่อประโยคตบท้ายยืนยันในเจนตนาความคิด แถมยังสั่งสอนผมเสียด้วยเสร็จสรรพ ผมล่ะนับถือในความเชี่ยวชาญของเพื่อนคนนี้จริงๆ


แก่แดดเหลือเกินนะคิมคีย์ พูดมาแต่ละคำนี่ขยี้หัวใจกันเหลือเกิน

“ฉันไม่เสียอย่างเดียวหรอก บอกแล้ว ยังไงก็จะเรียกคืนทั้งต้นทั้งดอก ฉันแถมดอกเยอะแน่ล่ะ” เขาพูด พยายามอย่างที่สุดที่จะวางมาดรักษาฟอร์มที่เหลืออยู่น้อยนิดของตัวเองไว้ยิ่งชีพ

ขอเถอะ อย่าทำลายความมั่นใจกันไปมากกว่านี้อีกเลย… เขาล่ะกลัวสภาพที่เป็นอยู่ของตัวเองจะแย่แล้ว

คีย์บอมยักไหล่ หน้าตาสบายๆ แต่เห็นแล้วชวนหมั่นไส้อย่างที่สุด

“เรื่องของแก มีปัญญาทำเค้าได้ก็ทำซิ” มันพูดลอยหน้าลอยตา ผมเลยชักสีหน้าใส่กลับ

“ตกลงแกอยู่ข้างใครเนี่ย?” ผมถาม ชักจะไม่แน่ใจจริงๆ แล้วไอ้ท่าทางดีใจตอนที่รู้ว่าผม กิ๊วก๊าว? กับพี่ชอนดุงน่ะนะ ผมเริ่มชักจะสงสัยว่าที่มันเชียร์น่ะ เพราะผมหรือว่าเพราะคู่กรณีกันแน่?

คิมคีย์ปรายตามองแล้วลอบยิ้ม


“พี่ชอนดุงออกจะน่ารัก” เป็นคำตอบอ้อมๆสั้นๆ ที่ถึงแม้กระนั้นผมก็ไม่จำเป็นต้องถามอะไรต่อ

เออ… ผมก็เคยคิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่นั่นมันก่อนที่ไอ้หน้าใสใจทรามมันจะกระทำการอุกอาจกับผมน่ะนะครับ

“เออ เห่อเข้าไป เพื่อนเครียดอยู่นะเว่ยถึงได้มาปรึกษา” ผมทำหน้ามุ่ย ชักจะโกรธคนที่นั่งข้างๆขึ้นมา ตอนแรกผมหวังจะมาปรึกษา ไหงไปๆมาๆ หยั่งกับกลายเป็นว่าผมมานั่งเผาตัวเองให้มันฟังไปแล้วก็ไม่รู้

“เหยยยยย มีรือยา อย่าคิดมากเลยน่า” คีบอมยอมถอดร่างดี๊ด๊าแล้วขยับเข้ามานั่งคุยกับผมดีๆ สีหน้าที่ปรากฏบอกผมว่า อีกคนกำลังตั้งใจจะจริงจัง

“ไม่ใช่ว่าแกเป็นคนแรกที่มีเรื่องแบบนี้ซักหน่อย มันไม่ใช่ปัญหาเลยด้วยซ้ำนะ ที่เกิดขึ้นน่ะ” คีบอมพูด แล้วสบตาเขา เขามองเข้าไปในดวงตาของเพื่อน ค้นหาว่ามันมีความอบอุ่นใจอะไรจะทำให้เขาคลายความกังวลลงได้บ้าง

“มันเป็นเรื่องระหว่างคนสองคน” คีย์พูด เชานิ่งคิดไปกับคำนั้น


เรื่องของคนสองคน…. 


ก็ใช่น่ะสิ เรื่องของคนสองคน ที่บอกใครไม่ได้


“เพราะอย่างนั้นมันก็เลยเป็นความลับ งั้นสินะ” มีร์พูดออกมา เขายอมรับว่าเขาพยายามทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ แค่มันก็คงไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถยอมรับได้ในวันสองวัน มีแค่ไม่กี่คนหรอกที่จะบอกให้โลกรู้ได้อย่างหน้าตาย ว่าตัวเองก้าวกระโดดไปเป็นอะไรต่อมิอะไรกับเพื่อนผู้ชายร่วมวงเดียวกัน

แม้แต่ไอ้คีย์ที่ว่าก๋ากั่นก็เถอะ อย่างน้อยก็ยังมีคนอีกมากที่ไม่รู้ล่ะนะ ถึงคนรอบตัวจะกล่าวขานในความหาญกล้าแสดงออกของมันมากๆก็ตามที

“ใครๆก็มีความลับกันทั้งนั้น” คีย์พูด เขาเงยหน้ามอง และคีบอมก็คลี่ยิ้มให้ เขาเพิ่งรู้สึกว่ามันเป็นรอยยิ้มที่เย็นใจที่สุดในวันนี้

“อยู่แค่ที่ว่าจะพูดหรือไม่พูด บอกให้คนอื่นรู้หรือไม่รู้ ไอ้ที่นายเป็นอยู่น่ะไม่ใช่อาชญากรรม มันเป็นเรื่องธรรมชาติ เชื่อซิ ใครๆก็มีเรื่องแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ” คีย์พูดประโยคยาวๆออกมาพร้อมกับยิ้มให้ผมอย่างจริงใจ ผมนั่งเงียบไป พลางใช้สมองไตร่ตรองทั้งหมดด้วยความคิดที่มี


จริงอ่ะ? 

สรุปว่าทั้งหมดนี่มันเป็นเรื่องปกติแน่เหรอ? 

ในโลกใบนี้ มันมีเรื่องราวที่เป็นความลับระหว่างคนสองคนมากมายแค่ไหน กี่คน กี่คู่ ที่จะเคยผ่านความรู้สึกนี้

ใช่ว่าผมไม่เคยมีแฟนนะ… แต่ว่า ในรูปแบบนี้น่ะ เหมือนเป็นโลกอีกใบที่ผมเพิ่งก้าวเข้ามา ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ชวนพิศวงและน่าสงสัย แปลกใหม่ ไม่เคยได้สัมผัส

คำตอบ ที่รอให้ผมค้นหามัน ด้วยหัวใจ ของตัวเอง

พวกคุณว่าอย่างนั้นหรือเปล่าครับ? หรือว่าผมแค่มาปรึกษาผิดคน? 

มันดีแล้วหรือเปล่าเนี่ยที่มาปรึกษาคิมคีบอม? -____________- 

ผมทอดถอนหายใจ ขณะที่มองรอยยิ้มของคิมคีย์ เสียงของผู้คนรอบตัวยังคงฉวัดเฉวียนบินผ่านหูของผมไปมา ในกลุ่มไอดอลที่มีมากมาย ผมยังไม่ใช่ตัวประหลาดใช่ไหม?

เฮ่อ… ปวดหัวตึบๆกว่าเดิมยังไงก็ไม่รู้แฮะ


*
 
 
แสงไฟหลากสีสว่างจัดจ้าอยู่กลางเวที ส่องกวาดไปมาตามจังหวะดนตรีที่ดังกระหึ่งของวงที่กำลังขึ้นแสดง ด้านหลังเวทีกำลังวุ่นวาย ศิลปินที่ยืนแสตนบายเตรียมขึ้นแสดงในเพลงถัดไปก็คือพวกเขา

ร่างสูงยืนอยู่กับพี่ๆร่วมวง ปากยิ้ม แต่หันซ้ายหันขวา อดไม่ได้ที่จะชะเง้อคอสอดสายตามองหาคนที่ยังไม่มาเตรียมตัว 

คิดว่าขึ้นแค่ท่อนเดียวแล้วจะเอ้อระเหยแค่ไหนก็ได้หรือไงนะ ไอ้บ้านี่

เขาคิดในใจเงียบๆอย่างนึกเป็นห่วง แต่ชั่วเวลาเพียงไม่นานต่อมา ร่างที่มองหาในเสื้อลายตารางสีแดงก็เดินดุ่มๆมุ่งหน้าดิ่งเข้ามาตรงที่เขากับสมาชิกคนอื่นๆในวงยืนอยู่

ทั้งพี่เมคอัพและคอสตูมกรูกันเข้าไปรุมจัดการทันที


“ใช่ว่าป่วยแล้วจะทำอะไรก็ได้นะ” ผู้จัดการของเขาพูดขึ้น พลางปรายตามองแล้วส่ายหัว คนโดนว่าจึงทำหน้าสำนึกผิด

“พี่อ่า ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ คราวหน้าไม่ช้าแบบนี้แล้ว” พูดเสียงอ่อยพลางผงกหัวให้ ผู้จัดการของพวกเขาก็พยักหน้าเออออ ปล่อยให้เมคอัพแก้ไขเครื่องสำอางค์ที่เลือนลบไป และจัดระเบียบเสื้อผ้าให้เรียบร้อยเข้าที่เข้าทาง

คนที่รู้ตัวว่าถูกลอบมอง เบี่ยงสายตามองจ้องกลับมองเขา

ชอนดุงคลี่ยิ้มบางเบากลับไป แล้วมีร์ก็ขยับเท้าก้าวเข้ามาหา

ท่ามกลางเสียงดังของดนตรีหนักๆจากลำโพงทั่วทิศทาง เขาทั้งสองสบตากัน


“เสื้อโป๊นะ” มีร์พูดทัก น้ำเสียงกับสีหน้าดูไม่พอใจ แต่รอยยิ้มเล็กๆระบายอยู่ที่มุมปาก

ชอนดุงยิ้มชอบใจอย่างให้คำตอบกับตัวเองไม่ได้ ว่าความรู้สึกไหนที่มันทำให้เขาอารมณ์ดี

“หวงเหรอ?” เขาถามกลับ ปากมันไปไวกว่าความคิด รู้ตัวอีกที คำพูดเมื่อครู่ก็หลุดออกจากปากมาแล้ว

มีร์เลิกคิ้ว กดยิ้มมุมปากอมยิ้มอย่างที่ชอบทำ… เป็นรอยยิ้มแบบที่เขาเพิ่งรู้ว่า นี่แหละนะ เสน่ห์แบบของมีร์

แววตาช่างประเมิณจ้องมองเขา

“แล้วหวงได้ไหมล่ะ?” มีร์ถาม จ้องมาตรงๆ ไม่หลบสายตา 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ดวงตาคู่นั้นมันทำให้เขารู้สึกร้อนๆหนาวๆ และดื่งลึกเข้าไปในจังหวะที่เต้นเร่าของหัวใจ

อิ่มเอม ระริกไหว และตื่นเต้น


“ไม่เห็นต้องถาม” 

เขาตอบพร้อมรอยยิ้ม พอดีกับแสงไฟบนเวทีหรี่ลงจนวูบดับ เสียงสต้าฟทีมงานประกาศชื่อวงของพวกเขาให้เตรียมตัวเป็นวงต่อไป พวกเขาถูกดึงตัวออกไปเรียงต่อคิวกันอยู่ที่บันไดทางขึ้นเวที

เขาหันกลับไปมองมีร์ที่ยืนอยู่รั้งท้าย ในแสงสีทองสว่างที่ค่อยๆหรี่กลับขึ้นมา รอยยิ้มและแววตาของพวกเขาทั้งสองคน ปรากฏเพียงกันและกัน

เขาเดินก้าวขึ้นไปบนเวที พร้อมกับเสียงกรี๊ดและกำลังใจจากแฟนคลับที่ลอยวนอยู่รอบห้องส่ง


ยังมีอะไรอีกมากมายที่รอพวกเขาอยู่ข้างหน้า บนเส้นทางของความรู้สึกที่พวกเขากำลังร่วมถักทอมันให้ทอดยาวต่อไป

พวกเขา ต่างสัญญาต่อเสียงเพลง อยู่ในหัวใจ… จะทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะในฐานะใด ก็ตาม

Cheonchul's story : Become Closer

posted on 19 Mar 2011 19:02 by cheonchul  in Fiction
I never thought this, could be what its, 
become were the, young and that its, turned into love


Become Closer
Cheondoong x Mir

Title :: Become Closer
Author :: S.Momei
Couple :: Cheondoong x Mir
Rate :: PG
Background song ::Round of Applause - Cody Simpson
** คลิกฟังเพลงประกอบฟิคกันด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ **
 


เป็นเวลานานแล้วที่เขามักจะสับสนเรื่องเวลา เพราะต้องทำงานลากยาวตั้งแต่ฟ้าสางจนถึงฟ้ามืดอยู่บ่อยๆ กว่าจะรู้ตัวว่าใกล้ถึงเวลาพักผ่อน ก็ตอนที่ท้องฟ้าก็กลับมามืดสนิทอีกรอบหนึ่งพอดี ในเวลาเย็นย่ำค่ำมืดแบบนี้ สองข้างถนนมักไม่มีอะไรมากไปกว่าสภาพการจราจรที่แน่นขนัด ทั้งรถโดยสารและรถยนต์ส่วนตัวจำนวนมาก ต่างก็หลั่งไหลออกมารวมอยู่บนเส้นทางสายหลักใจกลางเมือง ยิ่งเพราะไฟแดงที่เว้นช่วงถี่ๆเป็นระยะ ทำให้อัตราการเคลื่อนตัวของรถรายิ่งเป็นไปอย่างเชื่องช้าลงไปอีก

รถตู้ของพวกเขา ทำหน้าที่โดยสารเอากลุ่มเด็กหนุ่มหน้าตาดีจำนวนหนึ่ง ไปส่งที่นู่นทีที่นั่นที ให้ทำภารกิจตามได้รับมอบหมายหน้าที่ ตอนนี้เป็นเวลากี่ทุ่มกี่ยามอะไรเข้าไปแล้วเขาก็ไม่แน่ใจ กว่าที่พวกเขาทั้งหมดจะได้มุ่งหน้ากลับไปที่หอพักกัน

ร่างสูงของเขานั่งอยู่บนเบาะริมหน้าต่างฝั่งขวา ติดกับม่านที่แอบเพยิบเปิดอ้าเอาไว้ไม่สนิท เด็กหนุ่มกอดอกเอนหัวพิงกับหน้าต่างนั้น หัวเล็กๆโขกโดนกระจกบ้างจังหวะละทีสองที แต่คนตัวสูงก็ไม่ได้มีท่าว่าจะขยับหนีออกมา

ปกติแล้วก็ไม่ควรจะรูดม่านเปิดเอาไว้แบบนี้หรอก เพราะถ้ามีคนเห็นเข้าแล้วจำได้ มันก็อาจจะไม่มั่นคงต่อความปลอดภัย แต่เขาก็ติดนิสัยแบบนี้ไปเสียแล้ว

ใครๆมักจะเข้าใจว่าผมชอบนั่งมองอะไรๆที่อยู่นอกหน้าต่าง วิวทิวทัศน์ข้างทางที่วิ่งสวนกับรถบนถนน ทั้งๆที่เขาก็ไม่ได้ต่างจากคนอื่นเสียเท่าไหร่ ส่วนมากก็มักจะนั่งเหม่อๆจนผล็อยหลับไปได้ง่ายๆเหมือนกันนั่นแหละ

วิวนอกหน้าต่างรถไม่ค่อยจะมีอะไรมากไปกว่าความแออัดของรถรา เมฆเอื่อยๆที่ลอยอยู่บนฟ้า หรือต้นไม้ที่วิ่งแข่งกันไปมาไล่ตามความเร็วของรถตู้

เพราะฉะนั้นแล้ว ไอ้เหตุผลที่ทำให้เขาชอบมานั่งประจำอยู่ที่เบาะนี้น่ะ ก็ต้องไม่ใช่ไอ้ที่ว่ามาอยู่แล้ว

ที่จริง ไอ้วิวโล่งๆโปร่งๆสบายตา บางครั้งมันก็น่ามองอยู่หรอกนะครับ
แต่สำหรับผมแล้ว มันยังมีอย่างอื่นที่น่าสนใจมากกว่า

บนเงาสะท้อนของกระจกใส ที่ปกติผมจะไม่ค่อยยอมให้ใครมารูดม่านปิด ที่ที่ผมนั่งอยู่ตรงนี้ ผมจะมองเห็นใบหน้าเลือนรางของใครบางคนปรากฏขึ้นมา ใครบางคนที่ชอบนั่งอยู่บนเบาะด้านหลังสุดแทบตลอดนั่นล่ะ 

ใช่แล้ว ไอ้เจ้ามักเน่ที่ไม่ได้มานั่งอยู่บนรถตู้ด้วยในวันนี้

เหตุผลที่ทำให้ผมจองที่ประจำเป็นเบาะริมหน้าต่างฝั่งขวา เหตุผลที่ทุกครั้งผมมักจะทำท่าทางสบายๆ ดูเผินๆเหมือนกำลังปล่อยสายตาให้ล่องลอยไปที่ไหนไกลๆ ทั้งที่จริงๆแล้วอะไรที่ผมมองอยู่น่ะ มันใกล้แค่นิดเดียว

โดยที่ไม่ต้องหันหลัง ผมสามารถนั่งจ้องใบหน้าของเจ้าน้องเล็กได้จากกระจกบานนี้ มันเป็นที่ๆผมใช้สังเกตท่าทางทั้งตอนหลับและตอนตื่นของบังชอลยง เป็นเหมือนพื้นที่ลับๆ ที่มีเพียงแค่ผมกับเจ้ากระจกเท่านั้น ที่รู้ว่ามันมีหน้าที่อะไร 

มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมเองก็ไม่รู้ตัว


ชอนดุงละสายตาออกมาจากเส้นทางบนถนนที่เขามองเห็นผ่านหน้าต่างบานกระจก รถเลี้ยวมาถึงแยกสุดท้าย อีกไม่ไกลก็จะถึงปลายทางที่หมายพาพวกเขาส่งกลับไปยังที่พัก ร่างสูงเบือนหน้าไปมองสภาพสมาชิกร่วมวงคนอื่นๆ พี่ๆของเขานอนเซื่องเซาสลบไสลกันไม่ได้สติ แต่ละคนอยู่ในสภาพอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เอนตัวซบเบาะกันคอพับคออ่อนจนแทบจะไถลลงมานอนอยู่กับพื้นรถตู้

แล้วเขาก็ละสายตากลับมา พลางคิดว่าถ้าเป็นปกติล่ะก็นะ เขาก็คงจะงีบหลับไปไม่ต่างอะไรจากคนอื่นๆนี่ล่ะ

แต่ว่าสำหรับเขา วันนี้มันค่อนข้างจะต่างออกไป 
ในระยะทางอีกแค่ใกล้ๆ มันทำให้เขาข่มตาหลับได้ไม่ลง

เรื่องของเรื่องก็เพราะ เมื่อเช้านี้ พี่ฮยองซบเพิ่งบอกกับพวกเขาว่า เจ้าคนป่วยที่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจะกลับออกมาวันนี้ เท่านั้นแหละ เมื่อเช้าที่ผมง่วงๆซึมๆสลึมสลืออยู่ จู่ๆมาได้ยินอย่างนี้เข้า ก็ทำเอาตาสว่างไปตลอดวัน กลายเป็นว่าวันทั้งวันผมเลยแทบจะไม่เป็นอันทำอะไร ว่างเมื่อไหร่ไอ้หน้าตาทะเล้นๆก็ค่อยแต่จะลอยขึ้นมาในหัว ไม่ค่อยรู้ตัวด้วยว่าเอาแต่คิดซ้ำไปซ้ำมา นึกอยู่ว่าถ้าเจอกันตอนเย็นนี้ จะต้องทำท่าทางยังไง ผมยังคิดวิธีแสดงออกให้เป็นธรรมชาติไม่ได้เลย

คนตัวสูงทำแก้มป่องพองลมแล้วถอนหายใจ ระบายความวิตกกังวลเล็กๆที่แอบซ่อนเอาไว้ลึกๆ


มันช่วยไม่ได้จริงๆนะความรู้สึกแบบนี้
นับตั้งแต่คืนนั้นเขาก็ยังไม่ได้คุยกับมีร์อีกเลยแม้แต่ซักคำ

เจอกันอีกทีก็ต้องทำตัวไม่ถูกเป็นธรรมดา 


มันเป็นเหมือนความลับ…


ระหว่างผมกับมีร์ ที่ก้าวข้ามจากความเป็นพี่น้องร่วมวง ไปเป็น อะไรบางอย่าง ระหว่างกัน 
เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นผ่านช่วงเวลาสั้นๆเพียงค่ำคืนเดียว


คิดไปถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น แล้วชอนดุงก็พาลนึกถึงร่างเล็กกว่าที่เกาะขอบโซฟาอยู่ใต้ร่างของเขา ใบหน้าเหยเกเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อที่บ่งบอกถึงอาการบาดเจ็บตรงช่วงเอวของเจ้ามักเน่ แล้วร่างสูงก็อดที่จะอมยิ้มเล็กๆไม่ได้ ไม่รู้ว่าไอ้ที่เขาทำไป จะทำให้อาการหนักขึ้นหรือทุเลาลงยังไงบ้าง

เขายิ้ม แล้วก็ยังรู้สึกด้วยว่าใบหน้าของตัวเองมันร้อนผ่าว

ปาร์คซังฮยอนถอนหายใจยาวๆ

เห็นไหมล่ะ บอกแล้วว่า เอะอะอะไรผมก็นึกถึงไอ้เจ้าตัวแสบนั่นได้ตลอดเวลาเลย


รถตู้เลี้ยวเข้าจอดเทียบประตูของทางขึ้นคอนโด ก่อนจะดับเครื่องลงเงียบฉี่ ชอนดุงยันตัวขึ้นมานั่งตรงๆแล้วชะเง้อมองไปด้านหน้า พี่ฮยองซบเปิดประตูลงมาจากส่วนหน้าด้านข้างคนขับ วนมากระชากประตูของส่วนหลังที่สมาชิกในวงนั่งกันอยู่


“ตื่นๆๆๆ ไอ้พวกลูกลิง ขึ้นไปนอนต่อกันข้างบนโน่นไป”

ร่างสูงเอี้ยวตัวมองรุ่นพี่ของเขา สภาพแต่ละคนอยู่ในอาการอดหลับอดนอนขั้นวิกฤติ ดูเหมือนเสียงปลุกจะไม่ช่วยอะไร พี่ฮยองซบก็เลยปีนเข้ามาเขย่าไหล่มนุษย์ไร้วิญญาณที่นอนเกลื่อนพาดกัน แล้วก็จัดการแจกฝ่ามือตบเบาๆเข้าที่แก้มคนละทีสองที พวกพี่ๆถึงได้ลืมตาแล้วพาร่างของตัวเองเดินลงจากรถเข้าตึกไปเหมือนซอมบี้

ชอนดุงเดินตามคนอื่นๆรั้งท้าย ทั้งที่ยังมีสติครบถ้วนที่สุดในกลุ่ม

ปกติแล้ว เวลาที่เพิ่งกลับมาจากทำงาน เขาจะพบว่าตัวเองมักจะง่วงจัดๆ จนช่วงเวลาสั้นๆของการยืนรอลิฟต์มันแสนจะยาวนานในความรู้สึก

แต่วันนี้เขากลับพบว่ามันผ่านไปเร็วกว่าทุกครั้ง

รู้ตัวเองอีกที ทุกคนก็มาหยุดยืนรอเข้าห้องกันอยู่ที่หน้าประตู

ตอนนั้นในหัวของเขามีคำพูดร้อยพันที่ตีกันยุ่งเหยิงไปหมด มันบินฉวัดเฉวียนกันมาเหมือนเป็นช่วงจราจลของความคิด ในชั่วเสี้ยววินาทีที่ประตูกำลังจะเปิดออก เขาคิดว่าตัวเองจะเลือกหยิบขึ้นมามั่วๆซักอัน ถ้าเปิดประตูเข้าห้องไป แล้วต้องเจอไอ้เจ้าคนที่ก่อกวนใจมาหลายวันมันอยู่ด้านหลังประตูนั้น เขาจะได้เลือกใช้ทักทายเป็นประโยคสั้นๆออกไป

หากแต่ว่า 

เมื่อประตูเหวี่ยงออกไป 

กลับไม่มีใครอยู่ด้านหลังประตูบานนั้น

ไอ้แค่ไม่มีน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ห้องน่ะเงียบสนิท มืดตื๋อไม่ได้เปิดไฟ หยั่งกับไม่มีใครอยู่ในห้องเลยซักคน

ร่างสูงเดินเข้าห้องตามพี่ๆ พยายามเก็บสีหน้าท่าทางสงสัยของตัวเองเอาไว้อย่างมิดชิด คนอื่นดูเรื่อยๆเฉยๆ ไม่มีใครเอะใจจะนึกถามถึงคนที่หายไปกันซักคน พี่ๆของเขาบางคนแยกตัวไปเข้าห้องน้ำ บางคนตรงดิ่งเข้าห้องนอนไป ส่วนพี่ผู้จัดการวงของเขาก็เอาของไปเก็บ ทุกอย่างดูปกติดี เหมือนไม่มีอะไรผิดไปจากที่ควรจะเป็น

งั้นเป็นเขาเองหรือเปล่าที่เข้าใจผิด? สรุปว่าเขาละเมอไปหรือเปล่า ว่ามีร์จะกลับเข้ามาวันนี้?

ชอนดุงยืนหันซ้ายหันขวาอยู่พักหนึ่ง เมื่อพบว่าไม่มีอะไรที่สามารถให้คำตอบได้ เขาจึงเดินด้อมๆเข้าไปหาผู้จัดการวงที่เพิ่งเก็บของไว้ตามมุมเหมาะๆเสร็จ พอคนอาวุโสกว่าเงยหน้าขึ้นมา ก็เลิ่กคิ้วใส่เด็กหนุ่มในการดูแลของตัวเอง

“ว่าไงชอนดุง?” คิมฮยองซบเพยิดหน้าถามเขา เหมือนรู้อยู่แล้วว่าเขาคงมีอะไรตั้งใจจะมาถาม ร่างสูงยืนเก้ๆกังๆยกมือขึ้นถูหลังคอตัวเองเบาๆ

“อ่า…..” เขานึกไม่ออกว่าควรจะพูดยังไง ถ้าตั้งใจจะมาถามถึงมีร์นี่มันจะดูเกินปกติไปหรือเปล่านะ?

ผู้จัดการของเขาเบิกตารอคำถาม ดูเหมือนพยายามจะให้ความสนใจในสภาวะที่หนังตาหนักๆมันใกล้จะปิดลงเต็มที

“คือเมื่อเช้าที่พี่บอกพวกเราไว้…” ผู้จัดการของเขายังคงจ้องหน้า แต่ก็พยักหน้าเร็วๆ เหมือนจะบอกว่าให้เขาพูดต่อ “เรื่องที่มีร์จะออกจากโรงพยาบาล”

“อ๊อออ…” เขาพูดจบผู้จัดการของเขาก็ส่งเสียงร้องออกมา แล้วก็หาววอดแถมมาให้ด้วยเสียทีหนึ่ง “เรื่องนี้เอง เออ พี่ก็ลืมบอกพวกนายไปซะสนิท”

ผู้จัดการของเขาทำท่าเอออออยู่กับตัวเอง ชอนดุงได้แต่ยืนทำหน้ายิ้มๆ ก็หน้าปกติของเขานั่นล่ะ แต่ในใจน่ะรอให้พูดอยู่ว่า แล้วตกลงเรื่องมีร์น่ะยังไง

“บริษัทไปรับมันออกมาแล้วล่ะ แล้วก็เพิ่งพาไปส่งที่บ้าน เมื่อบ่ายนี่เอง”

อ้าว!
ชอนดุงร้องในใจ ไม่ได้เปล่งเสียงออกมาให้คนอื่นได้ยิน 

อะไรกันล่ะ… ไหงไม่เห็นมีใครบอกเขาก่อนเลยว่าไอ้เจ้าตัวแสบมันจะไม่ได้กลับมาที่หอ

ร่างสูงยังยืนค้างอยู่อย่างนั้น ในหัวยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อมากมาย และก็คงไม่มีใครสังเกตท่าทีของเขาด้วย พอหลังจากที่พี่ฮยองซบจบประโยคนั้น อีชางซอนก็พาร่างไร้วิญญาณของตัวเองมาโผล่กลางวง

ดูเหมือนประโยคเมื่อครู่นี้ จะปลุกรุ่นพี่ร่วมวงของเขาให้หน้าตาตื่นไปด้วย

แต่เหตุผลน่ะต่างกันนะ…

“อะไรนะพี่ ไอ้มีร์มันได้กลับบ้านด้วยเหรอ?” อีชางซอนดันหน้าตาตื่นๆเข้ามาแรกกลางระหว่างเขากับพี่ผู้จัดการที่ยืนคุยอยู่ด้วยกัน ในขณะที่พี่ซึงโฮได้ยินแล้วก็พยักหน้าหงึกหงัก จากนั้นก็เดินผ่านเข้าห้องนอนไปเลย

“อืม ก็ไหนๆน้องมันก็ต้องพักงานอยู่แล้ว ก็เลยให้มันกลับบ้านไปเลย” พี่ฮยองซบพูด แต่อีชางซอนร้องโวย

“โหยยยยยยยยยยย ทีตอนผมป่วยไม่เห็นได้กลับไปพักแบบมันเลยอ่ะ” รุ่นพี่กล้ามใหญ่ครวญครางโอดโอยกับความไม่เป็นธรรม ตอนนั้นพี่จีโอที่เตรียมตัวกำลังจะไปอาบน้ำ ก็เลยตามเข้ามายืนฟังด้วยอีกคน

ผู้จัดการวงของเรามองท่าทางนั้น แล้วตีหน้านิ่ง

“งั้นไปนอนให้หมอผ่าเอาซี่โครงนายออกซักซี่สองซี่ก่อนไหมล่ะอีชางซอน แล้วพี่จะให้นายกลับไปนอนพักผ่อนที่บ้านซักครึ่งเดือน” พี่ฮยองซบพูด เป็นคำพูดง่ายๆที่บาดใจและเฉียบคมอย่างน่านับถือ เพราะทำเอาคนที่ทำดีดดิ้นอยู่เมื่อครู่โวยวายต่อไม่ออก ได้แต่มองหน้าผู้จัดการวงด้วยแววตาจ๋อยๆ

“โธ่ พี่ก็” อีชางซอนทำเสียงอ่อย ก่อนจะค่อยๆยอมรับความจริง “โอเคๆ ผมยอมนอนอย่างมีซี่โครงอยู่ที่นี่ก็ได้” คนเกือบป่วยพูดแล้วเดินบ่นอุบอิบเข้าห้องนอนตัวเองไป พี่ผู้จัดการวงส่ายหัวเบาๆกับท่าทางนั้น แล้วหันกลับมามองที่คนตัวสูง

ชอนดุงทำหน้าเหวอๆที่ถูกจ้องหน้า นึกไม่ออกว่าตัวเองควรจะพูดอะไร ดูเหมือนตอนนี้สมองจะจัดเรียงข้อมูลไม่ค่อยถูก

“ไปนอนได้แล้วไป พักผ่อนน้อย เดี๋ยวก็ได้ป่วยไปอีกคน” พี่ฮยองซบพูดไล่ แล้วตบไหล่เขาเบาๆ เด็กหนุ่มได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก 

ชอนดุงหันหลังก้าวขาไปทางห้องนอนที่ซึงโฮกับชางซอนจับจองที่นอนกันเรียบร้อยแล้ว แล้วผ่านเข้าไปที่ห้องนอนอีกห้องที่พี่บยองฮียังไม่กลับเข้ามา

เขาทิ้งตัวนั่งอยู่ที่เตียงชั้นล่าง วางกระเป๋าที่สะพายอยู่บนไหล่ไว้ข้างๆหมอน


แล้วจะยังไงต่อดีล่ะทีนี้?


คนตัวสูงนั่งนิ่งๆ ถามกับสมองที่ตื้อตันของตัวเอง 
 
 
ตอนนี้เขาล่ะอยากวิ่งไปถามคนนู้นคนนี้ ว่าอยู่ดีๆเอามีร์ไปส่งที่บ้านได้ยังไง แต่มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้ทำแบบนั้น เพราะนอกจากมันจะไม่เกิดประโยชน์อะไร เขาอาจจะถูกใครๆหาว่าสติแตกเอาได้ด้วย คนอื่นจะมารู้อะไรกับเขาล่ะ ไอ้ความวิตกกังวลที่มันมีมาหลายวันนี่

แม้แต่มีร์ก็ไม่รู้ คงมีแต่เขานี่แหละที่เป็นบ้าอยู่คนเดียว

ปกติเขาไม่ใช่คนคิดมาก ต่อให้เห็นท่าทางแบบนี้ก็เถอะ เขาน่ะ เป็นคนที่ดูเผินๆแล้วก็เหมือนกับว่า จะเป็นคนชอบเอาใจใส่ แต่จริงๆแล้วที่ทำๆไปน่ะ ทำพอผ่านๆตลอดแหละ ทำอะไรแค่ให้จบๆพ้นๆตัวเองไป แต่กับเรื่องนี้นี่มันไม่เหมือนกับเรื่องอื่นจริงๆ 
เขาแคร์มีร์ มากด้วย และยิ่งกับสิ่งที่เขาทำลงไป

เขาไม่รู้เลยว่าจนถึงป่านนี้ มีร์รู้สึกยังไงบ้าง


ตอนนั้นก็เช้ามากแล้ว ผมมีคิวงานวันถัดมาตั้งแต่ตอนสายๆ พอตื่นตอนเช้าขึ้นมาได้ ก็รู้ตัวว่าควรจะรีบกลับไปที่หอ ป่านนี้พี่ฮยองซบคงเริ่มรอ เพราะจริงๆผมไม่ได้บอกเอาไว้ด้วยซ้ำว่าจะค้าง ฉะนั้นก็เลยตัดสินใจว่าจะออกไป

ในขณะที่เจ้าคนไม่สบายยังนอนหลับอยู่บนเตียง

ผมเดินเข้าไปหา ยืนอยู่เหนือขอบเตียงมองใบหน้าของมีร์ตอนหลับ ตลกดีที่เจ้านี่กำลังป่วยอยู่แท้ๆ แต่หน้าตากลับอิ่มเอิบยิ่งกว่าตอนอยู่ที่หอ อาจเป็นเพราะมีโอกาสได้หลับพักผ่อนนานกว่า หน้าตาก็เลยพลอยสดใส

ผมไม่รู้ตัวว่าริมฝีปากของตัวเองคลี่ยิ้มออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบเส้นผมของคนที่นอนหลับตาพริ้ม ผมรู้สึกทั้งเอ็นดูทั้งหมั่นไส้ไอ้เจ้าน้องชายร่วมวงคนนี้ เป็นความรู้สึกแบบที่เคยทำให้ผมสับสน จนผมเคยเลือกที่จะปฏิเสธมัน

ครั้งนึงมีร์เคยแสดงออกต่อผมอย่างชัดเจน ว่าตัวเองรู้สึกยังไง
ชัดเจนจนทำให้ผมต้องถอยออกมาห่างๆ เพราะยังรับความรู้สึกนั้นเอาไว้ไม่ได้

ผมปฏิเสธ ด้วยการกระทำของผมเองที่แสดงออกไป ว่ามีร์จะไม่เป็นได้มากกว่า น้องชายร่วมวง

คนบนเตียงขยับตัวน้อยๆ แต่ยังหลับตา ซบหน้าลงกับฝ่ามือของผม เห็นแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้

จนกระทั่งนานวันไป ผมถึงได้เข้าใจ ว่าผมก็ไม่ได้รู้สึกกับมีร์แค่ น้องชาย
แล้วก็อดทนปฏิเสธมันไม่ได้อีกต่อไปแล้วด้วย

มันเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้า เพราะว่าเราต่างก็รักษาระยะห่างระหว่างกัน
ผมยังกลับเข้าไปหามีร์เสียทีเดียวไม่ได้ มีร์เองก็ไม่กล้าคืบเมใกล้ผมเท่าที่เคยเป็น

มันเลยกลายเป็นความสัมพันธ์ประหลาด
เหมือนเป็นสายใยบางๆที่พร้อมจะขาดเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้ามีใครคนใดคนหนึ่งพลาดพลั้งไป อะไรๆก็จะไม่มีวันเหมือนเดิม


ปลายนิ้วของผมเกลี่ยไรผมสีทองของคนป่วย มีร์ขมวดคิ้วกับสัมผัสอุ่นๆนั้น ก่อนในที่สุดจะลืมตาขึ้นมาพร้อมสีหน้าง่วงงุน

ผมคลี่ยิ้มให้ 


“ฉันทำนายตื่น” ผมพูด แล้วมีร์ก็ยกหัวขึ้นมานิดหนึ่ง ก่อนจะทิ้งมันกลับลงไปบนหมอน ขมวดคิ้วยีหูยีตา แต่ดูท่าทางก็รู้ว่ายังไม่อยากตื่น

“จะกลับแล้วเหรอ” ทำหน้าเหมือนหมาหงอย แต่ก็ยังหาววอดแถมมาด้วย ผมหัวเราะในลำคอ

“อืม มีงานสายๆ“ ผมเลื่อนมือไปขยี้เส้นผมที่ถูกตัดให้สั้นลงนั้น “นอนต่อไปเถอะ”

มีร์มองหน้าผม ในแววตาดูล่องลอยตามประสาเวลาเพิ่งตื่น ถ้าเป็นปกติ เวลาที่เป็นแบบนี้ อาจจะโวยวายร้องให้อยู่ต่ออีกก็ได้ แต่ในตอนนี้ อะไรๆก็ดูจะไม่มีอิทธิพลเทียบได้กับความง่วง

“อืมมม….” มีร์ร้องครางในลำคอเบาๆ ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง แถมยังดึงมือผมเอาไปกอดไว้ ผมอดจะหัวเราะไม่ได้

จริงๆก็ไม่เคยสังเกตหรอกว่าจะเจ้านี่จะน่ารักแบบนี้ได้ด้วย

ผมส่ายหัว ปล่อยให้อีกคนกอดมืออยู่อย่างนั้น ใช้เวลาแค่ไม่นาน ลมหายใจของคนป่วยก็ทอดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผมจึงค่อยๆแกะมือตัวเองออก แล้วดึงผ้าห่มอุ่นๆไปให้ไอ้คนป่วยไว้ดึงมากอดแทน

แล้วผมก็เดินกลับออกมา ไม่มีหรอกถ้อยคำเอ่ยลาหวานๆ 

เพราะผมเป็น เด็กผู้ชาย แล้วมีร์เองก็เป็น เด็กผู้ชาย เหมือนๆกัน 
ไม่มีใครผิดปกติหรือแปลกไปจากคำนี้ทั้งนั้น


ที่จริง หลังจากวันนั้นผมอยากโทรไปหามีร์นะ จะโทร หรือแค่ส่งข้อความก็ได้ แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าผมน่ะไม่มีเบอร์มีร์อยู่ในเครื่องของตัวเอง

มันแปลกใช่ไหมล่ะ ผมก็ว่าอย่างนั้น
แต่มันมีสาเหตุนะ ครั้งนึงผมก็เคยมี แต่ตอนนี้น่ะลบทิ้งไปแล้ว

เรื่องมันมีอยู่ว่า ช่วงวันหยุดครั้งนึงเมื่อปีที่แล้ว สมาชิกในวงแต่ละคนก็ได้ช่วงหยุดพักผ่อนกลับบ้านกันไปตามอัธยาศัย ช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีร์เริ่มห่างๆจากผมไปแล้วนั่นแหละ แล้วผมก็เริ่มสำนึกได้ ว่าตัวเองไม่ควรจะห่างจากน้องมันมาก่อนแบบนั้น

พอดีว่าวันนั้นผมว่างๆ ก็เลยนั่งพิมพ์ข้อความส่งไปหามีร์

มีรือยา ยังอยากกลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่าอยู่ไหม? ^^

ผมจำได้ว่าเมื่อก่อนมีร์น่ะเคยพยายามเซ้าซี้ให้ผมกลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่าเป็นเพื่อน แต่ว่าตอนที่มันเคยชวนน่ะ จะให้ผมไปกับมันสองคนก็ยังไงอยู่ ก็เลยปฏิเสธไป แต่ตอนนี้แค่รู้สึกว่า ผมเองก็ว่างๆ ถือว่าได้ไปพักผ่อนกับน้องมันก็คงไม่เสียหายอะไร แค่นั้นเองแหละ ง่ายๆ แล้วยิ่งคราวนี้ผมเป็นคนออกปาก ถ้าถามว่าอยากให้มันไปด้วยไหม แน่นอนว่าใจก็คาดหวังให้มันตอบตกลงอยู่แล้ว

แต่ผลที่ได้คือ เงียบสนิท ไม่มีการตอนรับกลับมาใดๆทั้งสิ้น ซึ่งถือว่าผิดปกติมาก ที่คนอย่างมีร์จะไม่ตอบข้อความ เพราะปกติ ผมเห็นเจ้านี่น่ะนั่งวุ่นวายกับโทรศัพท์มือถือตัวเองทั้งวัน เพราะฉะนั้นผมเลยส่งย้ำไปอีกข้อความหนึ่ง

ไม่ได้ข้อความที่พี่ส่งไปเหรอ? ถ้าเห็นข้อความนี้ตอบกลับด้วยนะ Happy Holiday ^^

ผมอุตส่าห์ส่งย้ำไปอีกอัน ในใจก็หวังว่ามันจะแค่ไม่ได้รับข้อความผมจริงๆ แต่แล้วไงล่ะ? ผมส่งไปอีกอัน แล้วมันก็ยังเงียบสนิท ตอนนั้นผมเลยแน่ใจ ว่ามีร์ตั้งใจจะไม่ติดต่อกับผมแน่ๆ ตอนนั้นน่ะ ยอมรับเลยว่าทั้งโกรธทั้งหงุดหงิดมาก เห็นอย่างนี้ ผมก็เสียเซลฟ์เป็นบ้างอะไรบ้างนะ

นั่นล่ะ ผมก็เลยลบเบอร์ของมีร์ทิ้งไป

แล้วก็ยังไม่ได้เมมใหม่จนถึงวันนี้

พอมาย้อนนึกดูอีกทีก็รู้สึกว่าตัวเองงี่เง่าสุดๆ พอๆกับที่รู้สึกว่ามีร์เองก็เก็บเอาไปฝังใจสุดๆเหมือนกัน ตอนนั้นเราเลยต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมติดต่อกับใคร พอกลับมาอยู่ใกล้กันก็ยังว่างตัวห่างอยู่อย่างนั้น ไม่คุย ไม่เล่น ไม่อะไร เป็นสมาชิกร่วมวงที่สัมพันธภาพห่างไกลกันสุดๆ

ขนาดเวลาที่ออกนอกประเทศ เราจำเป็นต้องพักห้องเดียวกันเกือบทุกครั้ง แต่เวลาที่ผมพูดอะไร มีร์ก็ชอบทำเหมือนไม่ได้ฟังที่ผมพูด เดินหนี หรือไม่ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทำทีเหมือนกับว่ามีธุระกับคนอื่นอยู่

จริงๆแล้วก็แค่ เรื่องของความน้อยใจ ทั้งคู่ สินะ


ชอนดุงทอดร่างตัวเองลงนอนบนเตียง เงยหน้าจ้องมองความว่างเปล่า ในหัวเขามีเรื่องร้อยพันที่คิดวนไปวนมา อดีต ปัจจุบัน อนาคต มันสับสน ตอนนี้เขาควรจะทำยังไงต่อไปดี?


แค่อยากคุย อยากเจอหน้า 

ฝ่ามือเรียวคว้าเอาโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมา เลื่อนปลายนิ้วกดดูที่หน้าจอ ตัวเลขดิจิตอลบอกเวลาที่ยังไม่ดึกเท่าไหร่ อย่างน้อยๆก็ยังไม่ถึงเที่ยงคืน

เขาถอนหายใจ นอนนิ่งตกตะกอนกับความคิดมากมายในหัวอยู่อย่างนั้น จนในที่สุดเขาก็ตัดความลังเลทั้งหมดทิ้งไป

ชอนดุงดีดร่างตัวเองขึ้นมาจากพื้นเตียง


โทร ก็ โทร!!


ว่าแล้วชอนดุก็สอดส่ายสายตาหาโทรศัพท์มือถือของรุ่นพี่ร่วมห้อง แต่ปรากฏว่าเขาหาไม่เจอ ร่างสูงจึงปีนลงจากเตียง ก่อนจะพาตัวเองไปยังห้องนอนอีกห้องที่อยู่ใกล้ๆ บรรยากาศด้านในนี้เงียบสนิท เพราะรุ่นพี่ทั้งสองคนต่างก็ถูกความเหนื่อยล้าบีบบังคับให้หลับกันไปหมดแล้ว เขามองเห็นโทรศัพท์มือถือของอีชางซอนอยู่ในระยะสายตา ชอนดุงจึงย่องเข้าไปคว้าโทรศัพท์เครื่องนั้นกว่าขึ้นมาอย่างระมัดระวัง

พอหยิบขึ้นมาได้ ชอนดุงก็กดคอนแท็คไล่อ่านชื่อที่อยู่ในนั้น หาสักชื่อระหว่างมีรือกับชอลยง จนพบเบอร์ติดต่อที่ต้องการอยู่ในเครื่อง

คนตัวสูงยกมือถือตัวเองขึ้นมา กดตัวเลขที่ถูกต้องช้าๆ ให้แน่ใจว่าจะไม่เซฟไว้ผิดพลาด

แล้วตอนนั้นเองที่ประตูห้องก็เปิดออก พร้อมกับคนตัวหอมฟุ้งที่เพิ่งกลับเข้าห้องนอน


“ทำอะไรอยู่น่ะชอนดุง”

ประโยคเดียวทำเอาเด็กหนุ่มต้องรีบหดลำแขนไพล่หลัง ทั้งๆที่หลักฐานยังอยู่คามือ พี่บยองฮีเดินสาวเท้าเข้ามาใกล้ พ่อหนุ่มเจ้าสำอางค์ประจำวงเพิ่งจะใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการอาบน้ำเสร็จสิ้น

“นั่นมือถือของชางซอนไม่ใช่เหรอ?” รุ่นพี่เหลือบมองมือที่ไพล่อยู่ด้านหลังแล้วถาม เด็กหนุ่มรีบหันหน้าตวัดสายตามองเจ้าของเครื่อง แต่ก็ไร้การเคลื่อนไหว อีชางซอนหลับสนิทไม่รู้เรื่องอยู่บนเตียงไปแล้ว

“อ่า…” เด็กหนุ่มพยายามคิด ไม่ใช่คิดว่าจะพูดว่าอะไรหรอก แต่กำลังคิดว่าจะโกหกหรือจะบอกไปตรงๆเลยดี

แต่แค่เขาจะมาเอาเบอร์ของมีร์ มันก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกตินี่ ใช่ไหม?

จีโอเลิกคิ้วมองหน้ารุ่นน้อง ยกมือป้องปากหาวอย่างง่วงๆแต่ก็ยังไม่ยอมเดินไปที่เตียง

“คือผมเอามากดดูเบอร์มีร์” เขาตอบไป แต่ทำให้บยองฮีมีสีหน้างงไปกว่าเดิม

“หา? ดูเบอร์มีร์ทำไมล่ะ? นายไม่ได้มีอยู่แล้วเหรอไง?” รุ่นพี่ออกปากถาม ความจริงก็อยากนอนเต็มทนแล้วล่ะ แต่ว่าไอ้เจ้าน้องคนนี้ดันทำตัวมีพิรุธให้ซักเสียอย่างนั้น

“อ่า ผมเผลอลบไปแล้วอ่ะพี่ ก็เลยมาเอาใหม่….” ชอนดุงตอบ หน้าซื่อตาใส นี่ถือเป็นคุณสมบัติดีเด่นข้อนึงที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ ต่อให้เขาโกหกยังไง ก็ยากที่ใครจะจับได้หรือคิดจะเอาโทษ

บยองฮีดูเหมือนจะไม่ได้ติดใจอะไรนัก เขาพยักหน้าเบาๆแค่สองสามทีถึงแม้จะไม่ค่อยเข้าใจ

“เออๆ ไว้วันหลังก็มาขอดีๆ ทำตัวลับๆล่อๆไปได้ เสร็จแล้วก็รีบนอนด้วย” พูดจบก็ตบหลังตบไหล่เขา แล้วก็หาวโชว์อีกวอดใหญ่ ก่อนจะเดินผ่านกรอบประตูห้องนั้นไป แล้วกลับเข้าไปยังห้องนอนที่อยู่ถัดจากกัน

ชอนดุงถอนหายใจโล่ง ที่บนสนทนานั้นไม่ได้ยืดยาวนัก เขาเอาโทรศัพท์ของรุ่นพี่อีกคนวางกลับคืนที่เดิม ก่อนที่ตัวเองจะเดินไปปิดไฟในห้องให้ แล้วค่อยๆเปิดประตูออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ


ในห้องมืดๆที่มีแค่ไฟดวงเล็กด้านหน้าห้องเปิดส่องเอาไว้จางๆ เขายืนอยู่ตรงกลางห้องนั้น หย่อนตัวลงนั่งบนโซฟา ไม่ได้เปิดไฟสว่างจ้าให้ต้องส่องลอดเข้าไปรบกวนใคร

ตอนนี้เขามีโทรศัพท์อยู่ในมือ และมีเบอร์โทรของมีรือเตรียมพร้อมอยู่ในเครื่อง

มาถึงตอนนี้ ความตื่นเต้นมันก็แล่นกลับเข้ามาหยั่งกับกระแสไฟฟ้าสถิตย์

คนตัวสูงถือโทรศัพท์ค้างอยู่อย่างนั้น เอามันออกห่างจากตัวเล็กน้อย จดจ้องมัน เหมือนกับว่ามันจะมีคำปลอบให้เขาสบายใจขึ้นได้ แต่ลงท้ายเขาก็ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอถอนหายใจซะเอง

ก็แค่โทรไปหา คิดมากทำไมนักหนาเล่า


ชอนดุงสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ไล่ความประหม่าที่ไม่ควรจะมีออกไปจากตัว ก่อนที่จะปล่อยให้ตัวเองสับสนวุ่นวายอะไรขึ้นไปมากกว่านี้ ปลายนิ้วก็ทำหน้าที่ตัดสินใจอย่างเร่งด่วนให้ ด้วยการกดปุ่มโทรออกไปอย่างไม่รีรอความคิด


ตื๊ด ตื๊ด…… ตื๊ด ตื๊ด…….


เสียงสัญญาณดังอยู่ในหูของเขา ท่ามกลางความเงียบ เขาพยายามทำใจให้สบาย พลางบอกตัวเองว่ามันจะไปยากอะไร กับอิแค่โทรไปหาไอ้เจ้าตัวแสบก็เท่านั้นเอง


ตื๊ด ตื๊ด…… ตื๊ด ตื๊ด…….


เขาถือสายรอ ในหัวก็คิดคำทักทายเอาไว้ จะพูดอะไรดีตอนที่ได้ยินเสียงตอบกลับจากปลายทาง


ตื๊ด ตื๊ด…… ตื๊ด ตื๊ด…….


เสียงสัญญาณดังขึ้นมาอีกคู่จังหวะ ชอนดุงชักจะเริ่มสงสัยว่าทำไมปลายสายถึงยังไม่รับเสียที


ตื๊ด ตื๊ด…… ติ๊!


“……………………………..” 


ชอนดุงเงียบ เมื่อเสียงสัญญาณขาดหาย ปลายทางกดรับสายเรียกเข้า เขารอให้อีกฝ่ายเอ่ยคำเมื่อรับสายก่อน


“…………………………….”


เงียบ เขาเงียบ อีกฝ่ายก็เงียบด้วย ยอมรับว่าเขาเริ่มใจไม่ดี ไม่รู้ว่าเบื้องหลังความเงียบนี้ มีความรู้สึกอะไรซ่อนเอาไว้

ชอนดุงกำลังคิดจะเป็นฝ่ายเริ่มคำทักทาย แต่ฝ่ายโน้นก็สวนกลับมาเสียก่อน


“ย่า!!.................”


“……………………………………”



!!!!!!!!!!!!!?????????



ร่างสูงสะดุดคำพูดของตัวเองไป อะไรที่คิดไว้ว่าจะใช้ทักทายก็กลืนลงคอหายไปหมด 

เสียงอะไรน่ะ นี่มีร์ละเมอมารับสายเขาเหรอ?


“ย่า อ่ะ อะ………..……. ย๊า!!!!”


งง เป็น ไก่ ตา แตก


เขาไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าไก่ตาแตกน่ะมันรู้สึกยังไง แต่เขารู้สึกว่ามันคงเป็นอะไรคล้ายๆประมาณนี้ ปลายสายยังคงส่งเสียงประหลาดออกมาไม่หยุด ชอนดุงจึงได้แต่เงียบฟัง

มีแต่เสียงหัวเราะเอิ้กอ้ากสลับกับเสียงพูดไม่เป็นประสา

ให้ตายเถอะ มีรือยา นี่นายปล่อยให้ฮาจินมาเล่นโทรศัพท์มือถือใช่ไหมเนี่ย


“อะ อะ อัมม่า…. อัมม่า!!”


หะ…………………….


ชอนดุงยกโทรศัพท์ออกห่างจากหู แอบตกใจนิดๆ เหมือนเมื่อครู่เขาเพิ่งถูกหลานชายของมีร์เรียกว่า อัมม่า? อ่า อยู่ดีๆก็จะให้เป็นแม่คนไปซะละ ชอนดุงเลิกคิ้ว แต่ก็แอบขำในใจเล็กๆ ไม่รู้ไอ้เจ้าของโทรศัพท์ ป่านนี้ไปหลับอยู่ที่ไหน ถึงปล่อยให้เจ้าตัวเล็กมาคุยจ้ออยู่กับสายของตัวเองได้

แล้วเขาก็ฟังต่อ


“ฮาจินนี คุยกับใครอยู่น่ะ?”


“…………………………………”


ชอนดุงยืนนิ่งถือสายค้าง เขาได้ยินน้ำเสียงง่วงงุนที่เปล่งถ้อยคำยานคางดังออกมาจากอีกฝั่ง เสียงที่ดังขึ้นมาจากที่ห่างออกไป เขาได้ยินไม่ชัดนัก แต่ก็จำได้ทันที

เสียงประหลาดๆตอนง่วงๆแบบนี้ มีอยู่คนเดียว


“อัมม่า อัมม่า” เจ้าตัวเล็กยังคงส่งเสียงพูดคำเดิมซ้ำๆ จนชอนดุงลอบอมยิ้ม

“ออมม่าอยู่ในห้องไงล่า ฮาจินนี” เสียงสลึมสลือขยับใกล้เข้ามา สงสัยว่าจะหลับไปแล้วแต่เสียงหลานปลุกล่ะสิท่า


“ย่า……!!!”



ติ๊ดติ๊ดติ๊ดติ๊ดติ๊ดติ๊ด…………………………………..


อ่าว

ชอนดุงฟังเสียงสัญญาณที่ดังติดๆกันจนแน่ใจว่าอีกฝั่งวางสายไปแล้ว เขาถึงเอามือถือออกมาดู

อะไรกันล่ะเนี่ย จู่ๆก็ตัดสายไปเฉยเลย

คนตัวสูงมองนาฬิกา เข็มสั้นเข็มยาวเพิ่งบอกเวลาเที่ยงคืนหยกๆ เขาหย่อนตัวลงนั่งบนโซฟา นั่งตาค้างมองหน้าจอมือถือ เผื่อว่าบังมีรือจะโทรกลับมา แต่ผ่านไปหลายนาทีก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะโทรกลับ

แล้วเขาก็ไม่รู้ตัว ว่าเผลอหลับไปตอนไหน…………..


 
 
 
“ชอนดุง……… ชอนดุงอา………… ชอนดุง!!!!!!!!”


“ห้ะ!!?”


เด็กหนุ่มร่างสูงสะดุ้งตื่นขึ้นมา ตายังไม่ลืมเต็มที่ ภาพที่เขาเห็นอยู่เบื้องหน้าดูพร่าเลือน


“ตื่นแล้วอ่ะพี่” ชอนดุงพยายามหยีตามอง ร่างตรงหน้าเขาคืออีชางซอน รวมทั้งเสียงที่ตะโกนบอกเมื่อครู่นี่ด้วย เขาหันมองซ้ายขวา ใต้ร่างของเขาคือโซฟาตัวยาวที่เขาจำได้ว่านั่งอยู่เมื่อคืน


นี่เขาเพิ่งตื่นเหรอเนี่ย….


“อืม ดีแล้ว” เขาเงยหน้าขึ้นตามเสียงนั้น รู้สึกหัวมันตันๆ อาการปกติตอนงัวเงีย

“ทำไมมานอนตรงนี้ได้ล่ะ หือ? ชอนดุง” พี่ฮยองซบเดินเข้ามา เขาเพิ่งสังเกตว่าคนอื่นๆอยู่ในสภาพแต่งตัวพร้อมจะออกไปทำงานแล้ว

“อ่า…. คือ เมื่อคืนผมออกมา….” เขาว่าเขารู้นะว่าตัวเองจะพูดอะไร แต่ในหัวมันรวนจนทำได้แค่งึมๆงำๆออกไปไม่รู้เรื่อง

“อื่อหือ แล้วนี่อะไรเนี่ย!?” พี่ฮยองซบพูดเสียงดัง จนเขาต้องเบิกตากว้างตกใจตามไปด้วย เขานั่งพิงโซฟา ท่าทางเหมือนตุ๊กตาล้มลุก จู่ๆหน้าของผู้จัดการวงก็พุ่งเข้ามาใกล้จนเขาตกใจจะถอยหนี 

ฝ่ามือหนาๆของผู้จัดการรวบปัดผมหน้าม้าที่ปรกหน้าผากของเขาขึ้นไป

“ทำไมขอบตามันช้ำได้ขนาดนี้ล่ะเนี่ย หา!?” พี่ฮยองซบพูดใส่หน้าเขา ซึ่งก็ทำให้เขาต้องรีบหันหน้าไปทางกระจกที่อยู่ใกล้ๆ แล้วเงาสะท้อนลางๆก็ทำให้แม้แต่ตัวเขาเองก็ต้องตกใจ

ขอบตาเขาตอนนี้มันคล้ำซะจนยังซึงโฮยังต้องชิดซ้ายไปเลยอ่ะ!!

“โอยๆ งั้นวันนี้นายไม่ได้ต้องออกไปแล้ว นอนอยู่ที่หอนี่ล่ะ” พี่ฮยองซบปล่อยมือออกจากหน้าผากของเขา ส่ายหัวเบาๆอย่างเอือมระอา

“อ้าวพี่ ไหงง่ายๆงี้ล่ะ” อีจุนร้องโวยขึ้นมาอีก คนอะไร มีปัญหาทุกทีที่คนอื่นได้สบาย….

“เฮ้ยแล้วนี่จะมีปัญหาไปถึงไหนเนี่ย?” พี่ฮยองซบหันมาจ้องหน้า อีจุนทำหน้าเหวอ เพราะปกติแล้วผู้จัดการของพวกเขาไม่ค่อยได้หงุดหงิดบ่อยๆเท่าไหร่ 

“น้องมันไม่มีคิวงานอยู่แล้ว กะว่าจะเอามันติดรถไปด้วยเฉยๆ แต่น้องมันสภาพขนาดนี้ ก็ให้มันอยู่เฝ้าหอไปนี่แหละ จะห้อยมันไปด้วยทำไมเล่า” พี่ฮยองซบพูด หน้าตาขมวดมุ่นหงุดหงิด “เอ้า เร็วๆ งั้นก็ไปได้แล้วไปๆ”

ชอนดุงนั่งเอ๋ออยู่ตรงนั้น รู้สึกตัวเองยังไม่ทันได้พูดได้อธิบายอะไร นี่มันผิดที่เขาหรือเปล่า ที่เช้านี้ทำให้ระเบิดลงขึ้นมาได้ซะอย่างนั้น

อีชางซอนทำตาขวาง มองตามหลังผู้จัดการไป ก่อนจะเบ้ปากน้อยๆแล้วทำหน้ายู่ใส่เขา ร่างสูงทำได้แค่นั่งกะพริบตาสองสามทีกลับไป

“นอนไปเลย!!” อีชางซอนพูดใส่เขา ชอนดุงฟังแล้วก็อมยิ้ม ชอบทำเสียงดังไปอย่างนั้นแหละ แต่เขาก็รู้ว่าไม่มีอะไรนอกไปจากความหมั่นไส้กับความอิจฉา

ว่าแต่ เขาก็นอนมาตั้งนานแล้ว ตื่นแล้วก็คือตื่น ไม่เห็นจะรู้สึกอยากนอนต่อแล้วนี่นา

ไวเท่าความคิด ปากเขารีบโผล่งขึ้นมาก่อนที่ผู้จัดการวงจะพ้นประตูออกไป


“พี่ครับ งั้นวันนี้ผมไปเยี่ยมมีร์นะ!”



*



เด็กหนุ่มร่างสูงยืนอยู่หน้าที่พัก ในมือยังถือกระดาษที่จดที่อยู่เอาไว้ รูปร่างสูงโปร่งและใบหน้าหล่อเหลาทำให้เขาดูโดดเด่นสะดุดตา ถึงแม้แถวนี้จะมีคนผ่านไปผ่านมาไม่มากนัก แต่ทุกคนที่เดินผ่านไปก็ดูอยากเข้าไปให้ความช่วยเหลือ เพราะดูเหมือนกำลังมีปัญหา

เขาไม่แน่ใจว่าจดที่อยู่มาถูกหรือเปล่า เมื่อเช้า หลังจากขออนุญาติผู้จัดการของเขา ตัวเขาเองก็เกือบจะถูกเอ็ดเอา แต่สุดท้ายก็ถูกปล่อยให้ออกมาจนได้ เพราะไม่ได้มีคิวงานอะไรอย่างคนอื่นๆ

ชอนดุงหันหน้าหันหลัง เขาไม่ค่อยแน่ใจนักกับที่อยู่ที่จดไว้ เพราะก็ยังไม่เคยผ่านมาแถวนี้ เขาก้มลงมองในกระดาษ มีเพียงคำอธิบายคร่าวๆของเขต ถนน ตึก แล้วก็เลขที่ แต่ไม่ได้มีบอกเลยว่ามันอยู่ใกล้กับอะไรและอยู่ถัดจากอะไร 

นี่เขาก็กดกริ่งมาสองสามครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครออกมาเปิดประตูให้

ก็ถ้ามาถูกบ้านแล้วจะไม่มีคนอยู่ได้ยังไง ถ้ามีร์กลับมาพักอยู่ก็ต้องออกไปไหนไม่ได้อยู่แล้วนี่หน่า

เด็กหนุ่มทำแก้มป่องพองลม ก่อนจะถอนลมหายใจ เขาไม่อยากมาเสียเที่ยวหรอกนะ ยังไงซะก็ต้องให้มีคนมาเปิดประตูให้ได้ก่อนแหละ ร่างสูงยกมือขึ้นถูกันไปมา ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ แล้วยกมือขึ้นไปกดกริ่งที่ติดไว้ข้างประตูอีกครั้งหนึ่ง


ออดดดดด… ออดดดดดดด


ชอนดุงชะเง้อชะแง้คอมอง


“โอ้ยยยยย รู้แล้วๆๆๆๆ” 

เสียงด้านในดังขึ้นมาก่อนที่ตัวจะมาถึง ชอนดุงได้ยินเสียงนั้นแล้วก็ยืนผงะไปนิดหนึ่ง แต่อย่างน้อยเขาได้ใจชื้นว่ามาไม่ผิดที่แล้ว


“จะกดทำไมนักหนาเล่า เปิดเข้ามาเองไม่ได้หรือไง ให้ลุกขึ้นมาเดินเข้าๆออกๆนี่มันลำบากนะโว้ยครับ!!!”

คนตัวสูงยืนอมยิ้มเล็กๆ และเหลือบตาขึ้นมองเมื่อบานประตูถูกกระชากเปิดผางออก

คนหน้านิ่วคิ้วขมวดที่เดินมาเปิดประตูเชิดหน้าขึ้นมอง ก่อนดวงตาทั้งสองจะเบิกกว้างตกใจ


“อะ…………” 

คนที่เอาแต่เดินบ่นๆตอนออกมาอ้าปากค้างไป เมื่อคนที่รออยู่หน้าประตูไม่ใช่พี่สาวของตัวเองอย่างที่เข้าใจตอนแรก

ชอนดุงเองก็ยืนนิ่ง ปล่อยให้อีกฝ่ายที่ยังตกใจค้างยืนมองอยู่อย่างนั้น 

หน้าเหวอไปเลยสินะ…


“ขอเข้าไปข้างในหน่อยสิ” ร่างสูงกว่าพูดยิ้มๆ เรียกสติของมีร์ให้กลับมาและทำท่างกๆเงิ่นๆอย่างลืมตัว

“อ้อ เอ้อ เข้ามาสิ” คนที่ยืนอยู่หลังประตูหลบทางให้แขกที่มาเยือนเดินเข้าบ้าน ก่อนจะขมวดคิ้วงงๆแล้วปิดประตูตามหลัง เดินตามไปหาร่างสูง

ชอนดุงหันกลับมามองคนตัวเล็กกว่า พลางเลิกคิ้วเมื่อเห็นว่ามีร์ยังยืนอยู่ตรงหน้าตัวเองอย่างนั้น

มีร์เองก็ทำตาโตตีหน้างงกลับไป จนชอนดุงต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปาก

“แล้วยังไงต่อล่ะ จะให้ยืนคุยอยู่ตรงนี้เหรอ?” ชอนดุงถาม กลั้วเสียงหัวเราะขำๆในลำคอ ตอนนี้มีร์ดูลนจนทำอะไรไม่ถูก ซึ่งก็ทำให้เขารู้สึกสนุกกับการได้เห็นท่าทางแบบนี้ ที่ปกติก็ไม่ค่อยจะเป็นเท่าไหร่

แล้วเขาก็เพิ่งสังเกตว่ามีร์เพิ่งเริ่มมีท่าทางแบบนี้เวลาอยู่กับเขา

มันไม่ใช่ท่าทางตีตัวออกห่าง แต่มันดูลนลานจนพาลทำอะไรไม่ถูกอย่างไม่รู้ตัว

“ก็ ตามมาดิ” มีร์นึกคำพูดอะไรไม่ออก พอมองหน้าชอนดุงได้นิดหนึ่งก็เดินดุ่มๆเข้าห้องนั่งเล่นที่อยู่ถัดไป แล้วพอกลับเข้าห้องมาได้ มีร์ก็ลากผ้าห่มปีนขึ้นไปนั่งเหยียดขาอยู่บนโซฟา 

ห้องนั่งเล่นกว้างขวางมีเฟอร์นิเจอร์อยู่น้อยชิ้น โซฟายาวเรียงกันอยู่ชิดมุมห้อง มีร์เหยียดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มบนนั้น ถัดลงมาด้านล่าง ก้อนกลมๆเล็กๆก้อนหนึ่งขยุกอยู่บนพื้น พอร่างสูงเดินเข้าไปใกล้ๆ ถึงได้เห็นว่าเป็นเจ้าตัวน้อยจอมแสบที่มีร์เห่อนักเห่อหนา หนูน้อยฮาจินนอนหลับตาพริ้มอยู่บนฟูกนอน

ภาพในทีวีจอกว้างยังคงวิ่งไปวิ่งมา แต่มีเพียงเสียงที่ฟังไม่เป็นภาษาคลอเบาๆ กล่อมให้เจ้าหนูตัวน้อยหลับ

ชอนดุงหย่อนตัวลงนั่งที่ปลายโซฟา ตัวเดียวกับที่มีร์นอนหดขาอยู่

“แล้วนี่พี่นายไม่อยู่บ้านเหรอ?” ชอนดุงถามเมื่อรู้สึกได้ว่าบ้านเงียบไปกว่าที่น่าจะเป็น ตั้งแต่เขาเดินเข้ามาก็เห็นจะมีแค่คู่อากับหลานอยู่ด้วยกันสองชีวิต

“ไม่อะ ออกไปทำธุระข้างนอก บอกว่าจะกลับเย็นๆ” มีร์ยกหัวขึ้นมา ปลายคางทิ่มอยู่กับผ้าห่มสีแดง

“แล้วก็เลยฝากคนเอวหักไว้กับเด็กเพิ่งหัดพูดเนี่ยนะ” ชอนดุงเลิกคิ้วถามกวนประสาท เพราะถ้าดูจากสภาพแล้วก็คงจะเป็นจริงอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งก็ทำให้มีรือขมวดคิ้วชักสีหน้าใส่ทันที

“แล้วยังไงเล่า ก็เดินได้ ยังไม่เดี้ยงซักหน่อย” คนป่วยยกขาที่อยู่ใต้ผ้าห่มขึ้นมา ทำท่าหยั่งกับจะยันปลายนั่นใส่เขา ชอนดุงแบบหัวเราะเบาๆ 

“ก็ไม่ได้หมายถึงขาซักหน่อยนี่” คนตัวสูงว่า พลางสายตาก็ย้ายไปมองเอวที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนผ้าห่ม

“เออ นั่นแหละ ก็ขาไม่ได้เป็นอะไร ยังใช้ชิวิตปกติได้แบบคนธรรมดา” เถียงคำไม่ตกฟาก แถมยังทำท่าทางหน้าตี เขาเชื่อว่ามีร์คงไม่รู้ตัวหรอกว่ากำลังทำตัวน่ารัก

“เห็นเมื่อกี๊ยังบ่นอยู่เลย” ชอนดุงพูดเบาๆ แล้วมีร์ก็ทำท่าจะเถียง แต่ก่อนที่จะทันได้พูดอะไร ชอนดุงก็ขยับตัวคืบเข้ามาใกล้ คว้าเอาเอวไอ้เจ้าคนที่นอนอยู่ให้ขยับเข้ามาหาตัว

คำพูดฉับไวที่ปกติจะเถียงกลับได้ ก็ลอยหายไปกับอะไรๆรอบตัว

เวลาตกใจ มีร์มักจะไม่รู้ตัวว่าทำตาโต ดูแล้วก็เหมือนลูกหมาตาโปนๆ

น่ารักดี


“ทำไรวะ?” มีร์โพล่งออกมา หลุดเติมคำท้ายต่อมาอย่างไม่ทันตั้งใจ ชอนดุงเลิกคิ้วแสลงหูเพราะไม่ค่อยจะโดนมีร์ใช้ภาษาแบบนี้ด้วยเสียเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้นึกอยากจะขัดข้องอะไรกับประโยคนั้น

“ทำไรอ่ะ? ก็ไม่ได้ทำอะไรนี่” ชอนดุงตอบยิ้มๆ แววตาเจ้าเล่ห์แสนกลแบบที่มีร์เห็นเมื่อไม่กี่วันก่อนมันกลับมาอีกครั้ง มีร์ขมวดคิ้วจ้องหน้า ยังจะพูดมาได้ว่าไม่ได้ทำอะไร แล้วไอ้มือที่เลื่อนมาจับใต้เสื้อนี่หมายความว่าไงล่ะวะ

“ไม่ทำบ้าไร ไม่ทำก็กลับไปนั่งเฉยๆสิ” มีร์พูด รู้สึกว่าระยะความห่างระหว่างกันจะลดลงมาจนใกล้เกินไปเสียแล้ว

ชอนดุงเลิกคิ้วใส่คนในอ้อมแขน

“พูดเหมือนอยากให้ทำอะไรอย่างนั้นแหละ?” รอยยิ้มที่มุมปากดูเหมือนจะกดต่ำลงไปอีกนิด พร้อมกับประกายในแววตาที่มีร์รู้สึกว่ามันโคตรจะไม่น่าไว้วางใจ

นึกอยากจะยกฝ่ามือขึ้นมายันอกไอ้คนตรงหน้าออกมากๆเลยเถอะ ให้ตาย แต่ทำแบบนั้นเขาคงได้กลายเป็นอะไรสักอย่างที่เรียกว่า อุเคะ เต็มตัว!!

“อย่าหวัง” มีร์พูดเสียงกร้าน ก่อนจะยันตัวเองออกห่างจากร่างสูงเสียเองก่อน “เรื่องอะไรต้องอยากให้คนอื่น ทำ ล่ะวะ” มีร์พูดตาขวาง ท่าทางเหมือนลูกหมาที่พร้อมจะอ้าปากงับสิงมีชีวิตที่อยู่ตรงหน้าได้ทุกเมื่อ

แต่ชอนดุงก็ไม่ได้มีทีท่าตระหนกตกใจอไร มีแต่จะยิ่งชอบใจกับอีกคนเสียด้วยซ้ำ

“แล้วนี่พูดซักคำหรือยังว่าจะทำอะไร?” ชอนดุงเลิกคิ้ว มีร์ยิ่งรู้สึกว่ามันโคตรจะกวนประสาท

“เออ ก็ไม่ต้องคิดหรอกว่าจะมีโอกาสจะได้ทำอะไร ถ้าจะมีคราวหน้า ฉันต้องเป็นฝ่าย ทำ แน่ๆ” มีร์แยกเขี้ยว แล้วเน้นสามสี่คำหลังย้ำๆให้ชัดเจน

มีร์ทำสีหน้าจริงจัง กะว่าชอนดุงคงจะตั้งท่าอะไรใส่กลับมาแน่ แต่แล้วสถานการณ์ก็ดูจะตรงข้ามไป เมื่อชอนดุงเผยรอยยิ้มแบบที่มักจะทำให้เขาหลงใหลเข้าใส่


“ถ้าอย่างนั้น ก็รีบๆหายแล้วกันนะ”

คนตัวสูงพูดพร้อมรอยยิ้มนิ่มๆแต่โคตรพิมพ์ใจ ใบหน้าของทั้งสองคนนั้นอยู่ใกล้ จนปลายจมูกห่างกันแค่ไม่ถึงคืบ


ไอ้บ้านี่มันอ่อยนี่หว่า!! 

มีร์กรีดร้องเสียงดังอยู่ในใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะความจริงก็คือตัวเองยังไม่มีศักยภาพอะไรคนที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างที่ว่า เขาเห็นแววตาทีเล่นทีจริงของปาร์คซังฮยอน และรู้ว่าประโยคเมื่อครู่ไม่ใช่คำพูดเล่นๆ แต่เป็นเจตนาจริงที่อยู่แฝงอยู่ใต้ประโยคบอกเล่าแสนธรรมดา เขาล่ะอยากจะตบเข่าตัวเองแรงๆสักฉาด เห็นไหมล่ะ ว่าแล้วไงว่าปาร์คซังฮยอนน่ะ ร้ายไม่ใช่เล่น!!

เขาอยากจะพูดอะไรตอบกลับไปสักประโยค แต่จู่ๆโลกของเขาก็กลับหยุดหมุน

ทุกครั้งที่ความเงียบเข้าโอบล้อมรอบตัวของพวกเขา ดูเหมือนอะไรอื่นๆก็จะไม่สำคัญอีกต่อไป มีร์เงยหน้าขึ้น เขาเห็นแต่ใบหน้าของปาร์คซังฮยอนสะท้อนอยู่ในสายตาของตัวเอง และเห็นใบหน้าของตัวเอง สะท้อนอยู่ในแววตาคู่นั้นด้วย

มันคงเป็นเรื่องของแรงดึงดูด แรงโน้มถ่วง หรือปฏิกิริยาบางอย่างทางเคมี ที่ทำให้ระแบบการควบคุมของเขาทั้งร่างกาย มันปรวนแปร

ร่างสูงโน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนลมหายใจอุ่นผะแผ่ว แล้วเขาก็หลับตา เอียงใบหน้ารอรับสัมผัสนั้น

ริมฝีปากสองคู่ แตะสัมผัส แผ่วผิว บางเบา เข้าประกบกัน อย่างเรียบง่าย

ในชั่วเสี้ยววินาที... 
 
 
 
“ย่า!!!!”

ร่างสูงกดคิ้วขมวดอย่างขัดใจ ในขณะที่ร่างที่นอนเอนกับโซฟาผงะจนตาเหลือกก่อนจะรีบยันร่างของคนที่คร่อมประคองตัวเองเอาไว้ออกอย่างรีบร้อน

ชอนดุงเอียงหน้าหันไปมองต้นเสียงที่ดังขึ้นขัดจังหวะ

เจ้าหนูน้อยฮาจินลากหมอนใบเล็กมายืนมองพวกเขาสองคนตาแป๋ว

มีรือนอนค้าง หน้าชา เมื่อสำนึกได้ว่าเมื่อครู่หลานชายสุดที่รักเพิ่งจะประจักษ์แก่สายตา ว่าคุณอาของตัวเองจูบกับผู้ชาย

คนป่วยรีบยันร่างตัวเองขึ้นนั่งแล้วลงไปลากหลานรักเข้ามากอดทันที

“ฮาจินนี!” มีร์กอดหลานตัวเองที่เพิ่งตื่นเอาไว้แน่น แกนๆว่าตัวเองก็ทำอะไรไม่ค่อยถูก พอระลึกขึ้นได้ขนาดนี้ว่าทำอะไรลงไป ก็อดจะหน้าร้อนขึ้นมาไม่ได้ ถึงเด็กเพิ่งหัดพูดจะไม่รู้เรื่องอะไรนักก็เถอะ

ชอนดุงมองสองอาหลานอย่างเอ็นดู เห็นแก้มแดงๆแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ สาบานสิให้ตาย เขาเพิ่งจะมองว่ามีร์น่ารักได้จริงๆจังๆก็วันนี้แหละ

เขายิ้มเงียบไม่พูดขา มีร์เองก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากกอดหลานโยกไปโยกมา และเจ้าหนูฮาจินก็เอาแต่ร้องเสียงมาเป็นภาษาเป็นระยะๆ เอียงหน้าอยู่กับไหล่ของคุณอาที่กำลังเขิน

“เดี๋ยวเอาฮาจินไปอาบน้ำก่อนนะ รออยู่นี่ไปละกัน” ในที่สุดมีร์ก็เงยหน้าขึ้นมาพูด พยุงตัวเองลกขึ้น ก่อนจะพยายามจับแขนหลานตัวเองจูงมืออย่างเก้ๆกังๆ ชอนดุงมองแล้วเข้าใจว่าเพราะยังอุ้มหลานไม่ได้ แถมจะก้มลงไปก็คงเจ็บหลังน่าดู

“ไม่อยากให้ช่วยเหรอ?” ชอนดุงถามตามหลัง มองอามองหลาน ประมาณการณ์แล้วก็ดูไม่น่าจะพึ่งพากันไหว

มีร์ขมวดคิ้วนิดหนึ่ง ซึ่งก็รู้ตัวว่าร่างกายมันไม่ค่อยอำนวยดั่งใจ

“มีน้ำใจก็ไม่ต้องถาม จะช่วยก็ลุกมาสิ” 

ชอนดุงเหลือบตามองคนที่ยืนอยู่ โดยที่ไม่พูดอะไรตอบกลับไป คนตัวสูงก็ลุกขึ้นคว้าเอาเจ้าหนูตัวเล็กขึ้นมากอดไว้แนบอก

“เขินแล้วเหวี่ยง” ชอนดุงพูดสั้นๆง่ายๆ ไม่รอให้คุณอาของฮาจินโวยวายอะไร แล้วเดินอมยิ้มนำออกไปที่ประตู

ว้อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ขี้ตู่ชิบหาย ไม่ได้เขินซักหน่อยโว้ย!!!!


มีร์อยากจะทำปึงปังตามออกไป แต่ก็ทำไม่ได้ สภาพที่เป็นอยู่ก็ทำได้แค่เดินตามออกไปธรรมดาๆ ทำตาขวางให้คนตัวสูงรู้สำนึก แต่หน้าตาก็ยังดูไม่รู้สึกรู้สา มีร์ล่ะชักสงสัยว่าปาร์คซังฮยอนนี่มันเป็นคนยังไงกันแน่วะ ไอ้มนุษย์หน้าใสที่เข้าใจโคตรยากเนี่ย

มีร์เดินนำคนตัวสูงไปห้องน้ำ ที่จริงตัวเขาเองก็กำลังสงสัยว่าจะอาบน้ำให้เจ้าหลานชายตัวแสบนี่ได้ยังไงถ้าอยู่คนเดียว ให้เขาก้มๆเงยๆเอาฝักบัวไล่ฉีดไอ้เจ้าตัวเล็กนี่คงไม่ใช่เรื่องง่าย เออ แล้วเมื่อเช้าตอนฝากฝังเอาไว้นี่บังฮโยซอนคิดอะไรอยู่ไม่ทราบวะเนี่ย?

ชอนดุงเดินตามเข้ามาในห้องน้ำ แล้วย่อตัวลงปล่อยฮาจินลงกับพื้น ให้ยืนแล้วเขาก็กอดเอาไว้หลวมๆ มีร์ดึงฝักบัวออกมาจากผนัง แล้วก็เก้ๆกังๆหันหน้าหันหลังว่าจะเอายังไงต่อไปดี พอดีกับที่ชอนดุงเห็นว่ามีเก้าอี้รองนั่งเล็กๆอยู่ใต้เคาน์เตอร์ล้างหน้า ร่างสูงจึงเอี้ยวตัวไปลากออกมา แล้วลุกขึ้นยืน

“นายมานั่งจับฮาจินไว้มา เดี๋ยวจะอาบให้” คนตัวสูงพูด มีร์มองงงๆ แบบนี้จะดีเหรอ… วะ??

“เคยทำเหรอ??” มีร์ถาม แต่ตัวก็ลงไปนั่งแหมะอยู่บนเก้าอี้ตามที่อีกคนบอกอย่างว่าง่าย ชอนดุงเลิกคิ้วยักไหล่ ตีสีหน้าตายพร้อมประโยคแทงใจบังชอลยง

“เคยไม่เคยก็ทำได้ ไอ้ที่ยากกว่านี้ยังทำมาแล้วเลย” มันเป็นประโยคที่สาบานได้ว่าโคตรธรรมดา แต่มันเสียดสีได้บาดใจจนเจ็บจุก

คนพูดมันจงใจหรือเปล่าไม่รู้ แต่ที่รู้ๆน่ะคนฟังนั่งหน้าแดงไปแล้ว

รู้ตัวอีกที ก็ได้ยินเสียงน้ำเปาะแปะกระทบพื้นกระเบื้องจากฝักบัว คนตัวสูงย่อตัวลงใกล้ๆ พอเห็นน้ำได้ ฮาจินก็เตรียมตัวหนี เด็กนี่นะ เป็นกันทุกคนหรือเปล่าล่ะเนี่ย ไอ้โรคกลัวการอาบน้ำ

“ย่า!!!! ย่า” ฮาจินร้องลั่นเมื่อมีร์จับถอดเสื้อผ้า คนเป็นอาแกะเชือกที่เสื้อของหลานแล้วถอดออกให้ ก่อนจะดึงกางเกงร่นลงมาแล้วเอาไปพาดไว้ด้านหลัง เจ้าหลานตัวน้อยยืนล่อนจ้อน ชอนดุงก็ถือฝักบัวน้ำอุ่นรออยู่

พอคุณอารับเชิญฉีดน้ำโดนตัวเท่านั้นแหละ คุณอาจำเป็นถึงได้รู้ตัวว่าตัวเองก็งานหนัก กับการจะจับไอ้เจ้าเด็กตัวน้อยพลังมหาศาลให้อยู่กับที่เอาไว้ พอทำให้ฮาจินตัวเปียกได้ ชอนดุงก็คว้าเอาสบู่เหลวกลิ่นหอมอ่อนๆแบบของเด็กมาละเลงลงบนผิวลื่นๆของเจ้าตัวเล็กจอมซน

“ย๊า!!!” ฮาจินทั้งดิ้นทั้งกรี๊ด แต่หน้างี้ยิ้มระรื่น จนมีร์ชักเริ่มสงสัยว่าตกลงนี่ไม่อยากอาบหรือชอบใจกันแน่

“ดี๊ด๊าจริงนะ” มีร์ว่าพลางเขย่าตัวหลานเบาๆ เป็นครั้งแรกที่เขาเพิ่งจะรู้สึกหมั่นไส้หลานรักสุดสวาทขาดใจของตัวเอง ชอนดุงเหลือบสายตามองยิ้มๆ

“ทำไม อิจฉาหลานเหรอไง?” คนตัวสูงถาม พลางมือก็ไล้ฟองครีมนุ่มๆหอมๆไปตามเนื้อตัวเล็กๆ

“อิจฉาเรื่อง?” มีร์ถามซื่อๆ ในหัวไม่ได้คิดอะไร เขาเองก็รู้สึกเพลินไปกับการมองเรื่อยๆไปตามฝ่ามือนั้น ไม่ทันได้สังเกตรอยยิ้มที่มุมปากของร่างสูง

“ก็นึกว่าจะอยากให้อาบให้บ้าง” ชอนดุงพูดออกมาหน้าตาเฉย แต่ทำให้มีร์หน้าตาตื่น

“เพ้อเจ้อ บ้าปะ!!?” คนเป็นอาร้องออกมาเสียงดัง ไอ้ความแดงที่หน้าครั้งเก่ายังไม่ทันหาย เส้นเลือดก็ปลั่งสีขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ถ้าเขาต้องอยู่กับปาร์คซังฮยอนทั้งวัน มีหวังเส้นเลือดบนหน้าได้แตกตายไปก่อนแน่ๆ

ชอนดุงไม่ตอบอะไร แต่อมยิ้มเฉยๆ แขนยาวเอื้อมไปหมุนเปิดน้ำ ก่อนจะยกฝักบัวขึ้นฉีดน้ำอุ่นๆชะล้างฟองขาวบนร่างกายของหลานตัวเล็กออกให้ ฮาจินร้องร่าอย่างชอบอกชอบใจ จนมีร์อดจะสงสัยไม่ได้ ว่าคนตัวสูงนี่มันอาบน้ำเก่งกว่าคนอื่นตรงไหน ทำไมที่พี่สาวกับพี่เขยเขาอาบให้ เจ้าตัวเล็กไม่เห็นจะออกอาการดี๊ด๊าได้ขนาดนี้เลย

พอล้างตัวให้สะอาดจนหลานรักของเขาหอมฟุ้ง ชอนดุงก็ทำท่าจะเอื้อมมือกลับไปปิดน้ำ แต่เจ้าตัวเล็กกลับยื้อฝักบัวเอาไว้ ลากแขนคุณอารับเชิญแล้วชี้มือชี้ไม้ พอชอนดุงหันกลับมาสนใจ ฮาจินก็ยกนิ้วจิ้มๆไปที่คุณอาแท้ๆของตัวเอง

“ย่า!!!!” ภาษาเด็กบวกกับมือไม้ ชอนดุงพอรู้เรื่องได้ว่าจะให้อาบฝักบัวให้มีร์บ้าง มีร์เองก็จับใจความได้พอดีตามนั้น คนเจ็บเอวรีบตวัดตาขึ้นมอง

“อย่านะเว้ย” มีร์ว่า พลางทำท่าจะดันตัวออกห่าง ไอ้นี่ยิ่งไว้ใจไม่ได้ เกิดจะทะลึ่งฉีดน้ำใส่เขาขึ้นมาล่ะก็แย่

แต่ฮาจินก็ไม่ยอมเหมือนกัน ลากมือลากไม้ จะให้คุณอาตัวสูงเล่นน้ำกับคุณอาของตัวเองให้ได้ ยกมือขึ้นตบเปาะแปะเป็นการใหญ่ เป็นการเชียร์ได้ออกหน้าออกตาที่สุด

“อาบน้ำหรือยังล่ะมีร์?” คนตัวสูงอมยิ้มถาม หน้าตาทีเล่นทีจริงแบบนี้ล่ะ ที่มีร์คิดว่ามันโคตรจะไม่น่าไว้วางใจ

“อาบแล้วโว้ย อนามัยเต็มร้อย อาบน้ำวันละสองเวลาถูกหลักอนามัย ไม่ต้องมาอาบให้ อาบเองเป็น!!” มีร์ล้องลั่น เตรียมตัวจะหนีเต็มที่ ชอนดุงมองท่าทีอีกของอีกคนยิ้มๆ นี่เขาสาบานได้นะ ว่าไม่ได้ตั้งใจจะทำอะไรหรอกตอนแรกน่ะ แต่พอมาเห็นไอ้อาการแบบนี้ละก็ชักคันไม้คันมืออยากจะแกล้งขึ้นมาจริงๆ

“อาบแล้วจริงอะ? สะอาดแล้วเหรอ? มาดูหน่อยสิ” ชอนดุงว่าง่ายๆ รุกคืบเข้าไปใกล้จนที่หลังเบียดเข้าไปชิดผนัง มีร์ตั้งท่าจะลุกหนี พอดีกับที่ชอนดุงกำลังจะเข้าไป แต่เอวเจ้ากรรมดันปวดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แล้วไอ้ฟองลื่นๆที่อยู่บนพื้นกระเบื้องก็ทำให้คนตัวเล็กกว่าลื่นไถลจนทรงตัวไว้ไม่อยู่

“เฮ้ย!!!” มีร์ร้องแล้วหลับตาแน่น ถ้าล้นลงไปเขาต้องตายแน่ อาการเก่ายังไม่ทันหาย ถ้าล้มลงไปคงได้เรื่องอีกแน่ เขาเบะปากเตรียมจะรับความเจ็บ แต่กลับรู้สึกว่าร่างของตัวเองลอยวืดกลับขึ้นมาจากไอ้ท่าที่เหมือนจะหล่นลงไปบนพื้น

พอเปิดเปลือกตา สีหน้าตกใจที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใยของปาร์คซังฮยอนก็ปรากฏอยู่เต็มสองตา

ความอบอุ่นจากไอเนื้อใต้ผิวผ้าที่เปียกลู่แนบกาย ทำให้หัวใจเต้นระรัว


“อ้าว มีร์…… ชอนดุง? เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ?” 
 
 
เสียงที่ดังขึ้นมาจากหน้าประตูห้องน้ำ พร้อมร่างของพี่สาวคนโตที่เพ่งกลับเข้ามาถึงบ้านทำให้หัวใจของมีร์หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม

ฮาจินเดินโทงๆไปหาคนเป็นแม่ เด็กน้อยเริ่มหนาวจนสั่น ในขณะที่คุณอาจำเป็นทั้งสองรีบดันตัวออกห่างจากกัน แต่มีร์ก็ดันเจ็บแล๊บขึ้นมาที่ช่วงเอว

“โอ๊ย!” คนร่างกายไม่สมบูรณ์ร้องขึ้น ชอนดุงจึงวางมือวางไม้ไม่ถูก ใจนึงก็อยากจะคว้ากลับมาช่วยจับประคองไว้ แต่อีกใจก็คิดว่ามีร์ไม่ยอมแน่

“ลื่นล้มเหรอ?” ฮโยซอนถามเพื่อนร่วมวงของน้องชายด้วยหน้าตาเป็นห่วง เห็นท่าทางน้องชายไม่สู้ดีก็ไม่สบายใจ แต่ตัวเองก็รีบคว้าผ้าขนหนูมาห่อตัวลูกชายตัวเล็กเอาไว้ เพราะกลัวฮาจินจะหนาวจนเป็นไข้ไปอีก

“ครับ” ชอนดุงตอบสั้นๆ เห็นหน้าตาเป็นห่วงของเจ้าของบ้านแล้วก็วางใจ เลยคว้าเอวมีร์กลับมาประคองไว้เหมือนตอนแรก มีร์หันขวับไปทำตาเขียวใส่ แต่ชอนดุงก็ไม่สนใจ รู้ว่าถึงยังไงเขาก็ควรจะทำแบบนี้

“งั้นจัดการตัวเองกันนะจ๊ะ” ฮโยซอนพูด หมายถึงเสื้อผ้าที่เปียกปอนของทั้งคู่ “ฝากชอลยงด้วยนะ เดี๋ยวพี่เอาฮาจินไปแต่งตัวก่อน” 

“ได้ครับ” ชอนดุงพูดแล้วพยักหน้าให้อย่างสุภาพ ก่อนที่พี่สาวคนโตของบ้านจะอุ้มลูกชายออกไปจากห้องน้ำ เหลือทิ้งไว้เพียงเด็กผู้ชายสองคนที่นั่งกอดเอวกันในสภาพเปียกปอนมะล่อกมะแล่ก


ชอนดุงมองหน้าคนในอ้อมแขน ซึ่งแน่นอนว่าที่ได้รับคือสายตาอาฆาตที่พร้อมจะฟาดงวงฟาดงาใส่ได้ทุกเมื่อ

“ไงล่ะ แม่ง เล่นบ้าไร” คนตัวเล็กกว่าอุบอิบโวยวาย เอามือยันไหล่คนตัวสูงทำท่าจะลุก ชอนดุงเลยลุกขึ้นค่อยๆประคองให้ยืน

“อือ ขอโทษ แต่เมื่อกี๊ไม่ได้ตั้งใจจะทำอะไรเลยนะ” ชอนดุงพูด เขาไม่ได้แก้ตัวนะ ก็ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะทำจริงๆนี่หน่า ที่จริงมันเป็นอุบัติเหตุต่างหากล่ะ เขาไม่ได้แกล้งเสียหน่อย

มีร์ไม่ได้กล่าวโทษหรือทำกระฟัดกระเฟียดไม่พอใจ แหงล่ะ เรื่องอะไรจะต้องไปทำท่าทางสาวแตกใส่แบบนั้นล่ะ เออ เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสามสี่วันมานี่มันยังไง แต่เอะอะอะไรรู้สึกตัวเองก็ออกท่าออกทางมากไปกว่าปกติทุกที


นี่ฮอร์โมนเพศแม่มันมาจากไหนวะ? อย่านะเว้ย เขายังอยากจะเป็นแมนเต็มร้อยอยู่!!


ชอนดุงประคองร่างของมีร์ตามฝีเท้าของเจ้าของร่างไป มีร์เดินไปจนถึงห้องนอนของตัวเอง พอเปิดประตูเข้าไป ร่างสูงก็อดไม่ได้ที่จะกวาดตามองรอบห้อง คงไม่ใช่เรื่องปกติทั่วไปง่ายๆที่ใครจะได้เข้ามาในห้องส่วนตัวที่บ้านแบบนี้

มีร์เปิดประตูตู้เสื้อผ้า คว้าเอาผ้าขนหนูมาพาดหัวตัวเอง แล้วยื่นอีกผืนให้กับชอนดุง

“อื้ม ขอบคุณนะ” ชอนดุงว่า มีร์พยักหน้ารับแล้วหยิบเสื้อยืดออกมาสองตัว

“ใส่ได้ปะเนี่ย?” มีร์ยื่นเสื้อยืดให้ร่างสูงตัวหนึ่ง ชอนดุงรับมาแล้วทำสีหน้าไม่เข้าใจ

“ทำไมใส่ไม่ได้อะ? นายใส่ได้ฉันก็ใส่ได้สิ” ชอนดุงยกเสื้อบนไม้แหวนขึ้นมาทาบตัว ดูแล้วก็ขนาดปกติ เขากับมีร์ก็ใส่เสื้อไซส์เดียวกันได้อยู่แล้ว ไม่เห็นจะน่าแปลกอะไร

“เปล่า นึกว่าใส่เสื้อผ้าธรรมดาๆไม่เป็น เห็นปกติเวอร์ตลอด” มีร์พูดประชดประชัน เกิดจะรู้สึกหมั่นไส้ไอ้คนตรงหน้าขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ให้ตายเหอะ เมื่อไม่กี่วันก่อนเขายังมองปาร์คซังฮยอนเป็นเทพบุตรเป็นเทวดา ไหงวันนี้มันกลับตาลปัตรไปหมดแล้วล่ะวะเนี่ย

ชอนดุงอ้าปากตอบไม่ถูก มองตามมีร์ที่ย้ายไปนั่งอยู่ที่ขอบเตียง ตรงข้ามกันเป็นกระจก บานใหญ่ มีร์ถอดเสื้อเปียกๆออกไปทางหัว ชั่วเสี้ยววินาทีที่ลืมนึกถึงความเขินอาย แต่พอเขาเห็นร่างกายของตัวเองสะท้อนในกระจก และมีอีกคนยืนอยู่ที่เบื้องหลัง มีร์ก็วูบหวิวในหัวใจ ก่อนจะรีบคว้าเอาเสื้อยืดแห้งๆตัวใหม่มาสวมลงไปรวดเร็ว

ชอนดุงเองก็ปฏิเสธไม่ได้ ว่าเห็นร่างกายของอีกคนแล้ว เขาก็รู้สึกอะไร บ้าง เหมือนกัน…


“รีบเปลี่ยนดิ เดี๋ยวไม่สบาย” พอเห็นสายตาอีกคนที่จ้องมองมา มีร์ก็รีบว่า แล้วคว้าผ้าขนหนูมาขยี้ผม ชอนดุงพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปถอดเสื้อของตัวเองออกบ้าง 

มีร์ไม่รู้ตัวว่าสายตามันจ้องมองชอนดุงที่อยู่ในกระจกได้ยังไง ภาพที่สะท้อนให้เห็นคือร่างกายที่เติบโตขึ้นมาก แตกต่างจากตอนที่เขาได้รู้จักกันให่ๆ ในเวลาที่ถอดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เห็นกันจนเคยชินอย่างไม่นึกตะขิดตะขวงใจ ตอนนี้เขาคงทำให้ชินแบบนั้นไม่ได้อีก เมื่อหลายคืนก่อนแสงไฟยังไม่สว่างชัดขนาดนี้ ที่เขาจะเห็นได้ว่าร่างกายของคนตัวสูงมันมีความเปลี่ยนแปลงไปมากมาย

ที่ชัดเจนเห็นจะเป็นกล้ามท้องที่เป็นลอนคลื่นจนสังเกตได้ และกล้ามแขนที่แข็งแรงสมกับเป็นร่างกายของผู้ชายที่โตเต็มตัว

ชอนดุงสบสายตากับมีร์พอดีเมื่อสวมเสื้อตัวใหม่เข้าไปเรียบร้อย มีร์ทำเป็นเสตามองทางอื่น แต่เหือนจะไม่ทันเสียแล้ว ยิ่งข้างแก้มสีระเรื่อก็ฟ้องว่าเมื่อครู่แอบลอบมองร่างกายของอีกคน

ชอนดุงไม่ได้ทักท้วงอะไร หากแต่วางเข่ากดลงกับพื้นเตียงปีนขึ้นไปนั่งซ้อนอยู่ที่ด้านหลัง ดึงผ้าขนหนูออกมาจากมือของมีร์ แล้วค่อยบรรจงขยี้ลงไปบนกลุ่มผมสีทอง

ในความเงียบ อีกครั้ง มีร์รู้สึกเหมือนทุกครั้งว่าหัวใจมันเต้นแรงจนหายใจไม่ทั่วปอด เสียงหัวใจมันเต้นแรงอยู่ในอกจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะลอบได้ยินมันเข้า เขาจึงพยายามกดสีหน้าของตัวเองไว้ ไม่ให้แสดงความหมายอะไรออกมา แต่ดูเหมือนว่ายิ่งขืนมันเอาไว้เท่าไหร่ มันก็ยิ่งดูแปลกไปจากปกติมากเท่านั้น

สัมผัสมืออุ่นๆบนเส้นผมเปียกชื้น เป็นเพียงอย่างเดียวที่ทำให้มีร์รู้สึกค่อยๆผ่อนคลาย ก่อนจะค่อยกล้าเงยหน้าขึ้นสบตาเงาสะท้อนของคนที่อยู่ตรงหน้า ในกระจก

“แล้วนายล่ะ?” มีร์ถามเสียงเบา ความเงียบกลืนเอาเสียงดังๆที่เขาชอบทำไปหมดสิ้น เขาแอบรู้สึกว่ามันกระดากลิ้น เมื่อรู้ตัวอีกที คำว่า พี่ ก็หายไปจากคำเรียกใช้แทนกัน

“นั่นน่ะซิ” ชอนดุงพูดกลับ ไม่ได้แนะอะไร แต่ให้อีกฝ่ายคิดเอง มีร์ทำเสียงฮึในลำคอเล็กๆอย่างหมั่นไส้ แต่ก็ค่อยๆพลิกตัวไปประจันหน้าอีกฝ่าย

ตอนนั้นแหละถึงได้รู้ว่าหัวใจมันก็ยังเต้นแรงเท่าเดิม

คนตัวเล็กกว่าเอื้อมมือไปคว้าผ้าขนหนูที่อยู่บนไหล่อีกคนขึ้นมา แล้วค่อยๆยันตัวอย่างระมัดระวังไปขยี้ผืนผ้าลงกับกลุ่มผมสีเข้มนั้นบ้าง

ขยับมือเปะปะไม่เป็นจังหวะพอๆกับเสียงหัวใจ

เขาเงยหน้าขึ้นสบตาอีกคน แล้วก็พบว่าควบคุมมันเอาไว้อีกต่อไปไม่ได้ ที่ซ่อนลึกอยู่ข้างใน

เขารู้ตัวดี…
 
มีร์ดันร่างของตัวเองขึ้นไป แล้วเป็นฝ่ายประกบริมฝีปากจูบร่างสูง ชอนดุงยกมือขึ้นประคองหลังร่างตรงหน้า แล้วแลกรับจูบนั้นอย่างเท่าทันความรู้สึก มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในชั่วเสี้ยววินาทีใดวินาทีหนึ่ง หากแต่เป็นความรู้สึกลึกๆที่กักเก็บอยู่ในใจ ในทุกๆจังหวะเวลาที่ดำเนินไป

รอคอยให้มันเอ่อล้นแล้วทะลักทลายออกมา

ชอนดุงรับจูบนั้น รับเอาความรู้สึกที่มีร์ส่งมาให้ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นฝ่ายรุกไล่จูบอีกคนบ้าง เขาเองก็มีความรู้สึกมากมายหลายอย่างที่ยากจะร้อยออกมาด้วยคำพูดใดๆ เขาจึงบรรจงถ่ายทอดมันออกไป ผ่านความหอมหวานกระหวัดชื้นที่ปลายลิ้น 

มันเป็นจูบอุ่นร้อน ที่แอบซ่อนความหมาย มีเพียงเขาสองคน ที่ส่งสาส์นให้ต่างฝ่ายได้รับรู้

อาจจะไม่ใช่คำยืนยัน ที่จะทำให้แน่ใจ แต่อย่างน้อยที่ทั้งสองต่างรับรู้ได้ คือพวกเขาไม่ได้ฝันไป และเรื่องในคืนนั้น ไม่ใช่แค่ความบังเอิญ

ลมหายใจอุ่นๆรื้นไล่อยู่ใกล้ผิวเมื่ออีกฝ่ายถอนริมฝีปากออก มีร์ลืมตามองคนตรงหน้า เขารู้สึกว่าคำพูดมากมายที่อัดอั้นอยู่ในใจ ตอนนี้มันถูกระบายออกไปด้วยจูบเมื่อครู่จนหมดสิ้นแล้ว

ลมแอร์เย็นๆปัดเป่า เส้นผมนุ่มๆชื้นกลิ่นหอมลอยอวลเบาๆ กลิ่นแชมพูแบบที่เขาชอบ

ชอนดุงเหลือบมองนาฬิกาที่อยู่บนผนังด้านหลัง เขารู้สึกว่าเขาใช้เวลามาได้สักพักแล้ว และไม่อยากจะรบกวนบ้านหลังนี้เกินกว่าไปเมื่อเจ้าของบ้านได้กลับมาถึง

มีร์มองสายตาคู่นั้นก็รู้ได้


“จะกลับแล้วใช่ไหม?” มีร์ถาม เป็นคำถามที่ไม่ได้แฝงความหมายอะไรมากไปกว่านั้น ชอนดุงจึงพยักหน้ากลับเบาๆ

“อื้ม”

“อืม ไปสิ” มีร์พยักหน้ารับคำนั้น แล้วดันตัวขึ้นจากเตียง ปีนลงไปยืนแล้วเดินไปทำท่าจะเปิดประตูออกไป แต่ชอนดุงก็รั้งลูกบิดประตูนั้นเอาไว้ก่อน

“ที่จริงก็ไม่ได้อยากรีบกลับนะ” ชอนดุงพูด มีร์พ่นลมหายใจออกจมูกอย่างขำๆ อีกคนนึกอยากจะมาทำท่าซึ้งตอนนี้เขาก็รู้สึกว่ามันดูจะแปลกๆ

“เออออ รู้หรอกน่า” มีร์พูดยิ้มๆ เขาเองก็รู้สึกแบบนั้น แต่มันก็ไม่ได้มีอะไรให้อาลัยอาวรณ์มากมาย เขารู้สึกว่าอีกไม่กี่วันอาจจะกลับไปขึ้นแสดงได้ล่ะ

“รีบๆหายนะ จะได้กลับมา” ชอนดุงพูด และรีบชิงฝังจมูกลงกับกลุ่มผมสีทองสว่างนั้น มีร์ยอมรับว่าใจสั่น แต่ปากก็รีบโพล่ง

“โอ๊ยไอ้บ้า อย่ามาทำซึ้ง ขนลุก” เขาพูด ตอนนี้รู้สึกตัวเองชักจะกลายร่างเป็นสาวน้อยในสายตาอีกคนเข้าไปทุกวัน ซึ่งเห็นว่าจะไม่ได้การ เรื่องอะไรเขาจะยอมสาววะ แม่งเอ๊ย เขาจะรีบๆหายแน่นอนล่ะ อะไรๆมันจะได้เข้าที่เข้าทางเสียที!!

มีร์กลับมาโหมดปกติปั้นหน้ายักษ์ใส่อีกคน ก่อนจะเปิดประตูเดินออกไปด้านนอก พี่สาวของเขาอุ้มเอาฮาจินที่แต่งตัวหล่อออกมาพอดี


“เปลี่ยนเสื้อเสร็จแล้วนี่จ๊ะ ทานข้าวก่อนไหม? เดี๋ยวพี่ไปหาอะไรให้ทาน” บังฮโยซอนพูดอย่างใจดี แต่มีร์ล่ะหมั่นไส้ แหม กับน้องกับนุ่งน่ะใช่ว่าจะใจดีอย่างนี้เมื่อไหร่ล่ะ

“ไม่เป็นไรครับ ไม่รบกวนดีกว่า กำลังจะกลับพอดี” ชอนดุงตอบยิ้มๆอย่างมีมารยาท นี่ล่ะน๊า ไอ้รอยยิ้มแบบนี้ท่าทางแบบนี้ ใครๆก็เลยพากันเอ็นดู ไม่เหมือนเด็กกากๆแบบเขาน่ะ ใครๆก็พากันรุมกดขี่ เหอะๆ 

มีร์เดินแยกเข้าไปในห้องนั่งเล่น แล้วหยิบกระเป๋าของชอนดุงกลับมาให้ แล้วไปยืนรอที่หน้าประตู 

“ไว้วันหลังเจอกันใหม่นะฮาจิน” ชอนดุงยิ้มตาหยีใส่เจ้าหลานชายตัวเล็ก ซึ่งก็ได้รับท่าทางดี๊ด๊าชอบใจ ตบมือแปะๆใส่ แล้วเขาจึงโค้งให้พี่สาวคนโต แล้วเดินออกไปหามีร์


คนเจ็บเอวเปิดประตูให้แล้วเดินนำออกไปหน้าบ้าน หันกลับมายื่นกระเป๋าให้เจ้าของ 

“ขอบคุณนะ” ชอนดุงพูดเมื่อรับกระเป๋ากลับมาสะพายไพล่ไหล่

“อื้อ เสื้ออะ เดี๋ยวซักแล้วเอาไปคืนให้นะ” มีร์พูด ชอนดุงก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขาไม่ได้หยิบกลับออกมา

“อ้อ อื้ม ขอบคุณมาก” ชอนดุงยิ้มตอบ แต่มีร์เหลือบตามองขมวดคิ้ว

“กะจิตกะใจจะพูดได้แค่คำว่าขอบคุณใช่มะ?” มีร์พูด จริงๆก็ไม่ได้คิดอะไร แต่แค่นึกขำที่ได้ยินแต่คำว่าขอบคุณซ้ำไปซ้ำมา

“ทำไมล่ะ? อยากได้อย่างอื่นอีกเหรอ?” ชอนดุงถามยิ้ม แววตาเป็นประกายขึ้นมาทันที มีร์รีบยกมือขึ้นมากันเอาไว้ ก่อนจะได้รับอะไรเป็นของแถมก่อนกลับ

“ไม่เอา! ให้มาเยอะแล้ว ขอบใจ” มีร์พูด เป็นประโยคที่ชอนดุงชอบใจ และรู้สึกว่าน่ารักเสียไม่มี

“อือฮึ”

“ไว้วันหลังรอเป็น ฝ่ายรับ บ้าง ก็แล้วกัน” เป็นประโยคสบ๊ายสบาย ที่มีร์รู้สึกว่ามันไม่มีอะไร แต่มีแค่เขาสองคนเท่านั้นแหละที่จะเข้าใจในความหมายนี้

เขาคิดว่าชอนดุงจะสะดุ้งสะเทือน แต่เป็นอีกครั้งที่อีกฝ่ายทำหน้าไม่สะทกสะท้านใดๆ

“รีบหายนะ รออยู่” ชอนดุงอมยิ้มพูด 

เอ๊อ!! เอาดิ ถ้าแม่งจะอ่อยได้ท้าทายและน่ารักขนาดนี้ เขาจะคิดเอาว่าไอ้บ้านี่อยากจะถูกพลิกเข้าจริงๆ

“เออ หายแน่ แล้วอย่าคืนคำ” มีร์พูด แล้วชอนดุงก็ยิ้มขำ ก่อนจะส่งเสียงรับคำในลำคอ แล้วยกมือขึ้นมาโบกให้ 

“ไปแล้วนะ” ชอนดุงพูด เมื่อค่อยๆก้าวถอยหลังจากไป มีร์แอบรู้สึกวูบโหวงใจหาย ยกฝ่ามือโบกกลับไปให้

“อื้อ ไว้เจอกัน” เขาส่งยิ้ม โบกมือลา มันไม่บ่อยที่จัมีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้ การโบกมือลา จากการมาเยี่ยมของคนสำคัญที่ไม่คิดว่าจะมา และเพิ่งรู้ตัวเองตอนนี้ว่ารอ

ชอนดุงหันหลังเดินจากไป บนถนนสายเดิมที่เขาคุ้นตา มีร่างของคนที่ไม่น่าจะผ่านมาทางนี้เดินกลับไปจากตรงนี้ มีร์อมยิ้ม มันเป็นความรู้สึกที่เขาอธิบายไม่ได้ และเขาพอใจที่จะเก็บมันเอาไว้เงียบๆแบบนี้


เพราะเขารู้ดี ว่าอย่างน้อย ในตอนนี้ มีอีกคนที่ร่วมรับรู้มัน

ร่างสูงของคนๆนั้น เลี้ยวผ่านหัวมุมไกลๆแล้วหายไปจากสายตา

แต่ว่า… ยังอยู่ใกล้ๆในความรู้สึกของเขา ในทุกเสี้ยวเวลา ที่สื่อสารถึงกัน


แถลงการณ์สั้นๆในวันที่ไม่ทันตั้งตัว:
ขอบคุณที่มาเยี่ยมกัน แล้วฉันจะรีบหาย ไอ้ขี้อ่อยซังฮยอน!! 

Cheonchul's story : Midnight

posted on 19 Mar 2011 19:01 by cheonchul  in Fiction
Midnight
Cheondoong x Mir

Title :: Midnight
Author :: S.Momei
Couple :: Cheondoong x Mir
Rate :: NC-17
 
 
 
ขณะนี้เป็นเวลาดึกมากแล้ว ไฟตรงทางเดินด้านนอกถูกเปิดไว้ไม่มาก ส่องแสงลอดเข้ามาจางๆในห้องสี่เหลี่ยมขนาดไม่กว้างนัก ในห้องนี้ก็ปิดไฟแล้วเช่นเดียวกัน เหลือเพียงแสงไฟสีส้มสลัวสาดส่องอยู่เหนือหัวเตียงพยาบาลของคนไข้ ม่านผืนหนาขนาดยาวที่หน้าต่างด้านหลังก็ถูกรูดปิดเอาไว้มิดชิด

คนป่วยนอนพลิกร่างอยู่บนเตียง มีร์ตื่นขื้นมากลางดึกเพราะรู้สึกปวดชิ้งฉ่องขึ้นมาซะเฉยๆ คนบนเตียงดันร่างตัวเองขึ้นมาแล้วชะเง้อมองคนเฝ้า ร่างสูงของรุ่นพี่ร่วมวงนอนขดตัวอยู่บนโซฟาแคบๆดูน่าขำ มีร์ลอบอมยิ้มกับท่าทางนั้น ใบหน้าน่ารักของชอนดุงดูเหมือนลูกหมาตัวใหญ่ที่กำลังหลับสนิท

แล้วคนป่วยก็ค่อยๆหย่อนตัวลงมาจากเตียงคนไข้ ประคองร่างตัวเองเดินกระย่องกระแย่งไปเข้าห้องน้ำ ดึกขนาดนี้แล้ว โรงพยาบาลก็เงียบสงัด คงเหลือพยาบาลประจำเวรอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้น เวลาดึกๆแบบนี้พยาบาลประจำตึกจะล็อคห้องคนป่วยไว้ เพราะพยาบาลจะเข้ามาไม่บ่อยเหมือนเวลากลางวัน จะมีก็แต่มาวัดความดันนานๆครั้ง

มีร์ใช้เวลาในห้องน้ำไม่นานนัก เพราะตอนนี้ไม่มีสายระโยงระยางมากวนใจอีกแล้ว คุณพยาบาลเพิ่งมาเอาสายน้ำเกลือออกให้เมื่อตอนเย็น ด้วยเหตุผลที่ว่า บริษัทไม่ต้องการให้เขาได้รับน้ำเกลือมากเกินไป เพราะเกรงว่าตัวเขาจะบวมน้ำเกลือไปมากกว่านี้!! ให้มันได้อย่างงี้สิ!! แต่ก็ดีแล้วล่ะ เพราะเค้าก็สยองกับไอ้เข็มยาวๆที่แทงอยู่นั่นเต็มทน

เขานะกลัวเวลาจะถูกดึงเข็มออกสุดๆ แต่มันก็ไม่เจ็บอย่างที่คิด

บางทีอาจเป็นเพราะมีคนๆนี้อยู่ด้วยก็ได้

มีร์ออกจากห้องน้ำแล้วมายืนมองคนเฝ้าไข้ที่นอนหลับปุ๋ยอยู่บนโซฟาสีลาเวนเดอร์ เขาจ้องมองใบหน้านั้น มันเป็นใบหน้าที่เขาคิดว่าน่ารักจนจะอดใจไม่ไหว จริงๆแล้วจะพูดว่าน่ารักก็คงไม่ใช่เสียทั้งหมด เขาเองก็สับสนที่จะอธิบายคนๆนี้ จะว่าน่ารักก็น่ารัก จะว่าหล่อก็หล่อ เขาก็สับสนเหมือนกันนั่นล่ะ ว่าตัวเขาเองหลงใหลในความน่ารักหรือความหล่อของคนๆนี้กันแน่

แต่เขาเหมาเอาก่อนว่าเพราะน่ารัก เพราะมันคงแปลกๆพิลึกถ้าเขาหลงใหลที่ความหล่อน่ะ

แต่ก็นะ คนๆนี้ไม่ชอบให้ชมว่าน่ารัก เขาจำได้ เพราะงั้นเลยไม่เคยได้พูดคำนี้กับเจ้าตัวตรงๆเลย

มีร์หย่อนตัวลงนั่งที่ปลายโซฟา เขาอยากลองนั่งแบบนี้ดูบ้าง ซึ่งก็พบว่าอาการเจ็บที่ช่วงเอวนั้นดีขึ้นมากแล้ว ถ้าแค่เดินเหินแบบคนปกติก็คงไม่ค่อยลำบากอะไรเท่าไหร่ 

เขาเอาแต่จ้องมองใบหน้านั้น… เขาเคยบอกว่า เขาจะชอบคนที่ทำให้เขาหลงใหลใบหน้าของคนๆนั้นได้แค่คนเดียว

ซึ่งเขาก็ค้นพบแล้วว่า ปาร์คซังฮยอนนี่ล่ะ ที่เป็นคนๆนั้น

น่ารักขนาดนี้… ให้นั่งมองเฉยๆทั้งวัน ก็ยังไหว

เขาอมยิ้ม จู่ๆร่างนั้นก็พลิกตัวแล้วเสียดสีกับร่างของเขาเบาๆ เจ้าตัวที่นอนอยู่บนโซฟาขมวดคิ้วเล็กๆแล้วลืมตาขึ้น พอเห็นอีกคนนอนอยู่ที่ปลายเตียงก็ยันตัวลุกขึ้นมานั่ง

“มานั่งทำอะไรตรงนี้ล่ะ? ไม่เจ็บเหรอ?” ชอนดุงมองคนป่วยแล้วสังเกตที่ช่วงเอวนั้นว่ามีอาการผิดปกติอะไรไปหรือเปล่า แต่คนร่างเล็กกว่าก็ส่ายหน้ายิ้มๆ

“ไม่เจ็บเท่าไหร่อะ นี่ลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ แค่อยากลองนั่งดูบ้างเฉยๆ” พอมีร์พูดชอนดุงก็พยักหน้าเบาๆอย่างเข้าใจ

“แล้วนี่ไม่ง่วงแล้วเหรอ?” คนร่างสูงถาม พลางก็โน้มตัวขยับเข้ามานั่งใกล้ๆ ฝ่ามือใหญ่ลูบเส้นผมของคนป่วยเล่นเบาๆ

มีร์รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่อบอุ่นมาก แล้วก็โรแมนติคชะมัดไปเลย


“ไม่ค่อยอะ” มีร์ตอบไปอย่างนั้น แล้วชอนดุงก็พยักหน้ารับรู้ ร่างสูงกว่าเอามือปิดปากหาววอดเบาๆ หันหน้าไปมองนาฬิกา เข็มบนหน้าปัดก็บอกเวลาว่ายังไม่ทันเที่ยงคืนดี

มีร์มองท่าทางนั้นแล้วก็พูด 

“ง่วงเหรอ? นอนต่อก็ได้นะ” คนตัวเล็กกว่าว่า แล้วก็ทำท่าจะประคองตัวเองลุกขึ้นกลับไปที่เตียง หากแต่ก็ถูกฝ่ามือใหญ่รั้งข้อมือไว้ มีร์หันหน้ากลับมามองคนที่ดึงตัวเองให้กลับลงไปบนโซฟา

เอาอีกแล้ว…

แววตาจริงจังคู่นั้นกลับมาอีกครั้ง แววตาแบบที่เขาอธิบายไม่ได้ แววตาที่กว้างใหญ่และเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด เขามองลึกเข้าไปในดวงตานั้น พยายามควานหาอะไรบางอย่าง แต่กลับหามันไม่พบ ตรงข้าม เขารู้สึกเพียงว่าตัวเขากำลังจมลึกลงไปเรื่อยๆ จนหาทางกลับขึ้นมาไม่ได้เสียแล้ว

มีร์ไม่รู้ตัว ว่าเขากับชอนดุงอยู่ใกล้กันขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้อีกทีใบหน้าของทั้งสองก็อยู่ใกล้กันจนสัมผัสลมหายใจ จู่ๆเขาก็รู้สึกถึงสัมผัสอุ่นๆแตะลงที่กลางแผ่นหลัง แล้วดันร่างของเขาอย่างแผ่วเบาเข้าหาตัว มีร์มองเห็นใบหน้าของชอนดุงอยู่ใกล้ชิด ใบหน้าหล่อเหลานั้นเอียงคืบเข้ามาใกล้

เขาเคยได้ยินว่า ถ้ามีจูบแรกแล้วล่ะก็ จูบที่สอง ที่สาม ที่สี่ มันจะตามมาในเวลาติดๆกัน

เขาเชื่อแล้วล่ะ ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆด้วย

“ฉันไม่ง่วงแล้วล่ะ”

ร่างสูงพูด และไม่รอให้อีกฝ่ายมีโอกาสได้ตอบ แล้วริมฝีปากของคนทั้งคู่ประกบกันอีกครั้ง หากแต่ต่างไปจากครั้งแรกเล็กน้อย อาการประหม่านั้นดูเหมือนจะลดลงไปมาก เมื่อริมฝีปากสองคู่ทักทายกัน มันก็ถูกเชื่อมเข้าหากันด้วยความรู้สึกที่เกี่ยวพันอย่างรวดเร็ว คุ้นเคย และคล่องแคล่ว ในแสงไฟสีส้มสลัว ดูเหมือนความเขินอายจะถูกลบให้หายไปจากจิตสำนึก ที่เพิ่มเติมขึ้นมายิ่งกว่านั้นคือความกระหาย เขาเองก็อยากจะเข้าใกล้ ให้ได้มากกว่านี้

ไอร้อนผะผ่าวถูกส่งออกมาจากลมหายใจของคนทั้งคู่ ริมฝีปากเปิดอ้ารับเรียวลิ้นของกันและกันให้เข้ามาเก็บเกี่ยวหารสชาติของความรู้สึก เรียวลิ้นอุ่นลากไล้ลงบนริมฝีปากนุ่ม แล้วกวาดเข้าไปด้านใน เกี่ยวกระหวัดรัดรึงให้รู้ว่าไม่มีฝ่ายไหนที่รู้สึกต่างไปจากกัน

ในท่วงทำนองนั้น เหมือนจะมีการช่วงชิงกันอยู่นิดๆ หากแต่ก็ไม่มีฝ่ายไหนที่ยอมอ่อนให้กัน

ฝ่ามืออุ่นที่ประคองแผ่นหลังของร่างเล็กกว่าเอาไว้ เลื่อนสอดเข้าไปใต้เนื้อผ้า ชุดคนป่วยตัวหลวมโพรกปกป้องอะไรเอาไว้ไม่ได้ และมีร์เองก็มัวเมากับรสจูบเกินกว่าจะใส่ใจปัดป้องใดๆ เขาปล่อยให้ฝ่ามือนั้นลากไล้บนไปบนแผ่นผิวอย่างเชื่องช้า ระมัดระวัง ไม่ให้พลาดไปโดนแผลที่ถูกผ่าตัดเอาไว้เข้า

ทั้งที่แอร์ตอนแรกมันออกจะหนาว แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่ามันชักจะเริ่มร้อนอบอ้าวขึ้นมาแล้วแหละ

ริมฝีปากเรียวอ่อนนุ่มของร่างสูงกดจูบเบาๆที่มุมปากของร่างเล็กกว่า ปล่อยให้มีร์หลับตาเคลิบเคลิ้มอย่างชะล่าใจ ก่อนจะเคลื่อนต่ำลงมาที่ซอกคอ

มีร์ไม่ได้ทักท้วงอะไร ปล่อยให้ริมฝีปากคู่นั้นไล่กดจูบลงไปบนผิวเนื้อของตัวเอง มันเป็นความรู้สึกที่ดีอย่างประหลาด เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีใครมาทำแบบนี้ได้ แต่ในเวลานี้ เขาปล่อยให้มันเป็นไป อย่างที่ต่างฝ่ายต้องการ ริมฝีปากอุ่นร้อนไม่หยุดลงเพียงเท่านั้น หากแต่เคลื่อนลงลากไล้ หยอกล้อไปทั่วแผ่นอกเปลือยเปล่า รวดเร็วพอๆกับมืออีกข้างที่สอดลึกเข้าไปใต้กางเกงผ้า

ตอนนั้นล่ะที่มีร์เพิ่งจะรู้สึกตัวว่าสถานการณ์ชักจะผิดรูปผิดรอยเสียแล้ว

ชิบหาย!

พอฝ่ามือหนาทำท่าจะวกมาสัมผัสด้านหน้า คนร่างเล็กกว่าก็สะดุ้งโหยง มีร์ถอยร่างตัวเองออกห่างจากร่างสูงกว่า ชอนดุงเงยหน้าขึ้นมามองใบหน้าของคนไม่สบาย ซึ่งกำลังดูตื่นตระหนกตกใจจนเขาเห็นแล้วต้องยิ้ม

“ยิ้มบ้าอะไรน่ะ” มีร์ร้องถามเบาๆ รู้สึกหมั่นไส้รอยยิ้มนั้นขึ้นมาซะเฉยๆ

ไอ้หน้าตาเจ้าเล่ห์แบบนี้น่ะ สาบานเลยว่าตั้งแต่รู้จักกันมา เพิ่งเคยเห็นหน้าแบบนี้ของปาร์คซังฮยอน ครั้งแรก!

แต่คนตัวสูงกว่ากลับไม่ตอบคำถาม เขาขยับร่างตามเข้าไปใกล้ ซึ่งมีร์ก็ยิ่งถดตัวถอยห่างออกไปอีก

“กลัวเหรอไง?” ร่างสูงถาม ทำเอาคนป่วยละล่ำละลักตอบแทบไม่ทัน

“ไม่ได้กลัวซักหน่อย” และขอวงเล็บในใจต่อว่า แค่มันหวั่นๆโว้ย แบบนี้มันผิดโพสิชั่น เข้าใจปะ!!?

“อาย?” คนตัวสูงนึกสนุกจึงถามต่อ แล้วมันก็ทำให้มีร์หน้าขึ้นสีระเรื่อขึ้นมาได้จริงๆ

“ไม่จำเป็น” มีร์ตอบ มองหน้าอีกฝ่ายจ้องตาเขม็ง แล้วจึงเป็นฝ่ายดันร่างเข้าไปหา ก่อนจะกระแทกจูบใส่อีกฝ่าย รุกล้ำควานไล่เกี่ยวกระหวัดปลายลิ้นนั้นด้วยตนเอง

เอาสิวะ มาถึงขนาดนี้แล้ว คิดว่าแน่ก็จัดมา ไม่ยอมหรอกโว้ย!! 
 
 
ในจูบนั้น คนตัวสูงกว่าลอบยิ้ม ปล่อยให้อีกฝ่ายกระหน่ำจูบจนสาแก่ใจ ร่างสูงพิงพนักโซฟา ปล่อยให้ร่างเล็กกว่าขึ้นคร่อมร่างกายของเขา แผ่ร่างนอนรับจูบนั้น วงแขนกว้างทำเพียงแค่ประคองกอดร่างด้านบนเอาไว้เบาๆ คอยระมัดระวังด้วยห่วงว่าจะทำให้คนเจ็บต้องเป็นอะไรไป

มีร์ลากริมฝีปากลงสัมผัสลำคอยาว เมื่อครู่อีกฝ่ายทำเขาไว้มากเท่าไหร่ มีร์ก็จัดกลับให้อย่างไม่ยอมแพ้ รอยช้ำเป็นจ้ำสีแดงเข้มกระจายอยู่บนผิวขาว เสื้อของชอนดุงเปิดคอลึกกว้าง มีร์ดึงมันให้ต่ำลงมาอีก แล้วไล่ลิ้นย้ำลงไปหนักๆที่แผ่นอก

ชอนดุงปล่อยให้อีกฝ่ายทำแบบนั้นอย่างไม่ขัดใจ แต่อีกทางหนึ่ง เขาเองก็พอใจกับสัมผัสแบบนี้ไม่น้อย

เพราะความตั้งใจที่มีเสียมากมาย มีร์ไม่รู้ตัวเลยว่า จู่ๆฝ่ามือเดิมนั้นล้วงกลับเขามาอยู่ใต้เนื้อกางเกงของเขาตอนไหน เขารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่สัมผัสอุ่นๆนั้นกอบกุมเอาส่วนอ่อนไหวไว้ มันเสียวซ่านรื้นไล่ขึ้นมาตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงใบหู

พอลืมตาขึ้นมา จังหวะเดียวกนนั้นเขาก็ถูกพลิกอย่างระมัดระวังให้ลงไปนอนอยู่กับพื้นโซฟาอีกครั้ง ชอนดุงมองตาเขา และเขาก็เห็นรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปากนั่นด้วย

“เจ็บหน่อยนะ”

ชอนดุงพูดเท่านั้น และร่างเล็กกว่าก็ไม่มีโอกาสได้พูดอะไรตอบกลับไป เพราะถูกริมฝีปากร้อนผ่าวประกบจูบปิดเสียงเอาไว้จนสิ้น มือของชอนดุงเริ่มขยับ เป็นจังหวะเชื่องช้าทว่าหนักหน่วง มีร์รู้สึกจุกเล็กๆ และสมองก็ตื้อ หูอื้อตาลายไปหมด เขานึกไม่ออกว่าไอ้ที่บอกว่าเจ็บมันหมายถึงอะไรกันแน่ นี่อีกคนหมายถึงแผล หรือ อะไร…?

วงแขนกว้างประคองร่างของคนป่วยเอาไว้ ระมัดระวังอย่างที่สุดว่าจะต้องไม่ทำให้อีกฝ่ายเจ็บ ชอนดุงพลิกร่างของมีร์กลับด้าน ให้อีกฝ่ายเกยคางอยู่กับโซฟา หันแผ่นหลังเปลือยเปล่ามาประจันหน้ากับเขาแทน

ร่างสูงก้มหน้าลงไปซบที่หัวไหล่นั้น มันเป็นสัมผัสที่แม้กระทั่งถึงเวลานี้ มีร์ก็ยังรู้สึกว่ามันอบอุ่น อ่อนหวาน และแสนสุภาพ

ริมฝีปากของเขาเป็นอิสระ หากแต่ตอนนี้สมองเขากลับคิดไม่ทันว่าควรจะทักท้วงว่าอะไรบ้าง ความรู้สึกมันสับสนปนเอ ใจนึงเขาอยากจะปฏิเสธที่สัมผัสที่กำลังรุกรานเหล่านั้น หากแต่อีกใจก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ ว่าเขาชักจะติดใจจนไม่อยากห้าม

ในช่วงเวลาแห่งความสับสน ความรู้สึกจุกเสียดที่ช่องทางด้านหลังก็อัดแน่นเข้ามาจนเขาเหลือกตาค้าง สติสตังที่ปล่อยให้มันหลุดไปรีบเข้ากลับมาประจำที่ตัวเองแทบไม่ทัน

ไอ้ชั่ว! ไอ้เลว! ไอ้หน้าใสใจทราม! ทำแบบนี้กับคนที่กำลังไม่มีทางสู้ได้ยังไงวะ!
มีร์กรีดร้องอยู่ในใจ เขากำลังจะอ้าปากร้องห้าม แต่ร่างกายที่อยู่สภาพสมบูรณ์กว่าด้านบนก็ขยับจังหวะเข้ามา

แล้วเสียงที่เขาตั้งใจจะร้องอย่าก็กลายเป็นเสียงคราง

“อะ… อา”

มีร์ร้องได้แค่นั้น วนไปวนมาพร้อมกับจังหวะการขยับร่างของคนตัวสูง ชอนดุงประคองมือเอาไว้ที่หน้าท้องของคนป่วย มีร์ตะกายมือไปเกาะพนักโซฟาเอาไว้เป็นหลักให้ตัวเองไม่พลาดพลั้งตกลงไป เขาจินตนาการแทบไม่ออกว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในท่วงท่าน่าอายขนาดไหน รวมถึงเสียงร้องไม่เป็นภาษาที่ดังระงมอยู่ในตอนนี้ด้วย

ในหัวเขามีอะไรร้อยแปดพันเก้าวิ่งสวนกันขวักไขว่จนไล่เรียงไม่ได้ มันเยอะแยะและวุ่นวายเสียจนเขาไม่มีกะใจจะนึกห้ามอีกคน

เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วเขาเพิ่งจูบกับคนๆนี้ รุ่นพี่ร่วมวงที่เขาแอบชอบ มันเป็นเรื่องคาดฝันที่เขาไม่เคยคิดว่ามันจะสามารถเกิดขึ้นจริง ภายในเวลาไม่ถึงสิบสองชั่วโมง เขาจูบกับผู้ชายคนนี้อีกครั้ง และตามมาด้วยการร่วมรักที่ไม่มีสัญญาณบอกล่วงหน้า

นี่เขากำลังมีอะไรกับรุ่นพี่ในวงตัวเองอยู่นะ!! ในโรงพยาบาล!!

และที่สำคัญยังเป็นฝ่ายถูกกระทำด้วย!!!!

พอคิดได้ถึงตรงนี้มีร์ก็อยากจะแหกปากร้องดังๆ แต่เขายังห้ามตัวเองเอาไว้ เขาจะทำแบบนั้นไม่ได้ เกิดแหกปากออกไปตอนนี้ พยาบาลที่เฝ้าเวรอยู่ได้วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาแน่ๆ แล้วถ้าเป็นแบบนั้น อนาคตของเขาและวงบอยแบนด์คงจบกัน ดังนั้นสิ่งเดียวที่เขาทำได้คือเก็บอาการเหล่านั้นเอาไว้ ปล่อยเพียงเสียงครางเบาๆสอดคลอไปกับท่องทำนองร้อนเร่าที่เขากำลังได้รับ

เขาไม่คิดว่าคนใสๆหงิมๆอย่างปาร์คซังฮยอนจะเป็นไปได้แบบนี้ คนเรานี่มันรู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆเถอะให้ตาย

ในใจเขาล่ะอย๊ากอยากจะลุกขึ้นมาพลิกร่างอีกคนแล้วจับกดลงกับโซฟาเสียให้หนำใจ ท่วงท่าที่ถูกต้องจะต้องไม่ใช่แบบที่เป็นอยู่นี้ หากแต่ตอนนี้ร่างกายมันไม่อำนวยให้เขาสามารถทำได้ เขาจึงตกเป็นเบี้ยล่างให้อีกฝ่ายรุกตามใจชอบ

ทั้งที่เป็นครั้งแรกแท้ๆ มันน่าเจ็บใจนัก!! 

ตอนนี้เขาได้ยินเสียงลมหายใจไม่เป็นจังหวะดังสอดเข้ามาในหู ลมหายใจร้อนๆนั้นเป่ารดไปทั่วทั้งต้นคอและแผ่นหลัง มันใกล้ชิด แนบสนิทอยู่เพียงเท่านี้ บางครั้งริมฝีปากคู่นั้นก็ยงแวะเวียนมาจูบลงบนหัวไหล่ และแผ่นหลังสลับกันไป พอเขาส่งเสียงร้องที่เหมือนว่าจะชัดเจนเกินไป อีกฝ่ายก็จะส่งเสียงปรามเบาๆ

“ชู่ว…”

เสียงหอบในลำคอของคนตัวสูกว่าบอกเขาแบบนั้น มันกระเส่าจนเขาหวั่นไหว เอวที่ทำท่าว่าจะดีขึ้นแล้วก็ร้าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แข้งขาพากันอ่อนแรงสั่นระริก แต่เขาก็ไม่อาจทักท้วงอะไรเมื่อความรู้สึกกระหายมันตีตื้นขึ้นมาจนหยุดเอาไว้ไม่ได้ แทนที่จะห้ามปรามออกไปแต่กลายเป็นเขาขยันร่างกายตามท่วงทำนองนั้นไปแล้วเสียด้วยซ้ำ

“อะ ซังฮยอนอา… อะ อา”

มีร์รู้ตัวว่าเขาพูดไม่เป็นภาษา และเรียกชื่อของร่างสูงกว่าอย่างที่ไม่เคยใช้เรียกด้วย

คนป่วยก้มหน้าซบกับพนักโซฟาตัวยาว เขาหลับตาแน่น ความเจ็บที่ช่วงเอวมันรวดร้าวจนทำให้เขาน้ำตาไหล เสียงร้องที่ในลำคอกระชั้นตามจังหวะที่อีกคนขยับเข้าใส่ ความปวดเสียดกับเสียวซ่านกำลังแข่งกันเดินทางไปพร้อมกัน แต่ตอนนี้เขาไม่สามารถเลือกได้ ความปรารถนามันชัดเจนเสียยิ่งกว่าจนเขาปล่อยให้ร่างกายมันตอบรับ

“อึก… ฮะ”

เสียงครางสลับเสียงเรียกชื่อของกันและกันสอดรับสลับกันไป กระทั่งถึงห้วงจังหวะสุดท้าย มีร์สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ฝ่ามือของร่างสูงรองรับเอาความเปียกชุ่มของร่างเล็กกว่าเอาไว้ ก่อนที่คนป่วยจะทิ้งร่างตัวเองลงกับฟื้นโซฟาไปอย่างอ่อนล้าหมดแรง

ชอนดุงยันร่างตัวเองไว้เหนือร่างเล็กกว่าหลวมๆ ถอนกายของตัวเองออกจากร่างของอีกคนอย่างเชื่องช้า แล้วพลิกตัวมาหอบหายใจอยู่ไม่ห่างกัน

มีร์หลับตานิ่ง พอความรู้สึกเสียวซ่านค่อยๆพากันไหลลงไปกับหยดเหงื่อที่เกาะพร่างพราวอยู่บนร่างกาย ความรวดร้าวเหมือนจะตายที่ช่วงเอวก็แล่นกลับเข้ามาเล่นงาน

ชอนดุงมองท่าทางนั้น 

เขารู้ว่าอีกฝ่ายเจ็บ แต่เขาเชื่อว่ามันคุ้มค่า

“ขอโทษนะ” ร่างสูงพูดเพียงเท่านั้น แม้จะเป็นคำพูดสั้นๆง่ายๆ แต่ในน้ำเสียงขอโทษที่ออกมาอย่างจริงใจ มีร์รู้สึกได้ และไม่ได้รู้สึกไม่พอใจอะไรทั้งนั้น

จะมีก็แต่ความเจ็บใจเล็กๆนี่แหละ มันพลาดครั้งใหญ่เลยล่ะที่ครั้งนี้มันเกิดขึ้นตอนที่เขาไม่สบาย

ที่จริงมันต้องไม่ใช่แบบนี้สิ!!

“ก็รู้หนิว่ามันเจ็บ” มีร์แยกเขี้ยวใส่อีกคน พอได้ยินคนป่วยส่งเสียงแบบนั้น ชอนดุงถึงค่อยเบาใจ ถ้าลองมีปากมีเสียงกลับมาได้ แปลว่าความเจ็บปวดที่แผลคงกำลังค่อยๆบรรเทาลง

“กายภาพบำบัด” ร่างสูงตอบยิ้มๆอย่างที่มีร์คิดว่ามันโคตรจะน่าหมั่นไส้ พลางจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่ แล้วหันมาแต่งตัวให้คนป่วยบ้าง มีร์ค้อนขวักทำตาเขียวปั้ด คนตัวสูงจึงหัวเราะออกมาเบาๆ 

“ฝากไว้ก่อนเถอะ” มีร์พูดได้แค่นั้น แทบไม่น่าเชื่อว่าคำขอโทษของชอนดุงทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดน้อยลงได้อย่างประหลาด มันเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ บางทีวงการแพทย์อาจต้องทำการศึกษาเรื่องนี้

ชอนดุงมองอีกคนยิ้มๆ 

“เมื่อไหร่ก็ได้เลย” ร่างสูงตอบอย่างนั้น ไม่หวาดหวั่น แต่ไม่ได้สัญญาว่าคราวหน้าผลจะออกมาเป็นแบบไหน คราวนี้ถือว่าได้เปรียบ แต่ถึงยังไงคราวหน้าก็ไม่ใช่ว่าจะยอมให้หรอกนะ แต่ปล่อยให้คนป่วยได้ใจไปก่อน คราวนี้คงจะระบมไปหมดทั้งตัวและหัวใจแล้วล่ะ

ร่างสูงกว่าจัดแจงเสื้อผ้าให้อีกคนเสร็จเรียบร้อย ถึงยังไงคนป่วยก็เป็นคนป่วย ต่อให้จะไม่ชอบไอ้โพสิชั่นนี้ก็เถอะ ยังไงซะก็ต้องกลายเป็นหมาน้อยตัวเชื่องๆไปเสียงอย่างนั้น ชอนดุงรู้ว่าอีกคนคงไม่ค่อยชอบใจ แต่เขาก็กึ่งช้อนตัวขึ้นเพื่อประคองร่างอีกคนให้กลับไปที่เตียง

มีร์ก็ไม่พอใจจริงๆนั่นแหละ

ดูแม่ง ทำแล้วยังจะมายิ้ม เขาไม่ใช่หนุ่มน้อยตาหวานอะไรแบบนั้นนะเว้ย อุเคะอะไรน่ะ ไม่ใช่นะ อย่ามาเข้าใจผิด!!

เหมือนชอนดุงจะอ่านใจเขาออกอีกครั้ง

“ไว้คราวหน้าก็มาเอาคืนแล้วกัน”

คนตัวสูงพูด เผื่อจะทำให้มีร์สบายอกสบายใจขึ้นได้บ้าง ซึ่งคนตัวเล็กกว่าก็ฉายแววตาเป็นประกายทันที

“ไม่ต้องบอกก็ทำแน่ หึหึ” ร่างบนเตียงหัวเราะในลำคอเบาๆ ชอนดุงมอง รู้สึกเหมือนมีร์เป็นลูกหมาตัวเล็กที่เขี้ยวเพิ่งงอก แต่ก็ร้ายอาจ หมาตัวใหญ่ใจดีอย่างเขาคงประสาทไม่ได้แล้วล่ะ

ร่างสูงเหลือบมองเห็นนาฬิกา มันเพิ่งผ่านพ้นเวลาเที่ยงคืนมาพอดิบพอดี

ใบหน้าหวานก้มลงจูบหน้าผากของคนที่นอนอยู่บนเตียงเบาๆ ก่อนจะสบสายตา

“วาเลนไทน์สวัสดิ์” ชอนดุงพูดอย่างนั้น ซึ่งมีร์ก็อมยิ้มเล็กๆอย่างพอใจ

“อือ วาเลนไทน์สวัสดิ์เหมือนกัน”

หมดวันแล้ว แสงไฟสีส้มจางยังคงสาดส่อง กลิ่นอายและไอรักร้อนๆยังคงกระจายอย่างบางเบาอยู่รอยหายของคนทั้งสอง ในค่ำคืนนี้ จะไม่มีใครที่ลืมมัน และหลังจากวันนี้ไป จะไม่มีอะไรที่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วด้วย

ทั้งสองฝ่ายต่างรู้ดี 

อย่างที่ใครคนอื่นจะไม่มีวันเข้าใจ

รู้จักกันมากขึ้น เยอะเลยสินะ

คนทั้งสองปล่อยให้ความรู้สึกที่งอกเงยขึ้นมาในใจขับกล่อมพวกเขาให้จมดิ่งลงไป หลับใหลสู่ใต้ราตรีแห่งนิทรา


แถลงการณ์ในชั่วสติสุดท้ายของบังชอลยง:

คราวหน้ามันจะต้องไม่ใช่แบบนี้แน่ๆ ผมสัญญา ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ ไอ้น่ารักซังฮยอน!!

Cheonchul's story : ALL DAY

posted on 19 Mar 2011 18:29 by cheonchul  in Fiction

U like my favorite song on the radio I can listen to U all day,
U like a music video so I can look at U all day.


ALL DAY
Cheondoong x Mir

Title :: Valentine's story : ALL DAY
Author :: S.Momei
Couple :: Cheondoong x Mir
Rate :: NC-17
Background song :: All Day - Cody Simpson
** คลิกฟังเพลงประกอบฟิคกันด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ **




แถลงการณ์วันที่ 14 กุมภา:


เวลาที่คนเราถูกขังอยู่ในห้องแคบๆที่มีเฟอร์นิเจอร์เรียบๆอยู่น้อยชิ้นอย่างในโรงพยาบาลแล้ว มันจะเหลืออะไรให้เราทำอยู่แค่ไม่กี่อย่าง ขณะนี้ ผม บังชอลยง กำลังพยายามตั้งสมาธิมองเข็มนาฬิกาสั้นยาวมันแข่งกันเดินนำหน้าถอยหลังไปๆมาๆอยู่บนผนังฝั่งตรงข้าม ถ้าเบื่อก็ย้ายสายตามาจดจ้องหยดน้ำเกลือใสๆที่ร่วงลงมาทีละหยดเพื่อเตรียมส่งเข้ามาในร่างกายของผมเอง คิดแล้วก็ลองขยับข้อมือเบาๆ รอยพลาสเตอร์เหนียวๆบนหลังมือทำท่าจะหลุดแหล่ไม่หลุดแหล่ คงเป็นเพราะชื้นเหงื่อแล้วก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแผ่นมาหลายวัน ให้ตายเถอะ ไม่อยากจะเชื่อว่าผมถูกไอ้เข็มยาวๆแหลมๆที่แทงไว้บนหลังมือตัวเองมานานขนาดนี้แล้ว

ผมกลัวเข็ม กลัวจนสติแตก สติแตกจนเริ่มเหนื่อย เหนื่อยจนเริ่มชิน ชินจนเริ่มสงบสติอารมณ์ตัวเองได้ พอคิดว่ามีไอ้เข็มยาวๆที่ปักอยู่บนหลังมือก็เริ่มไม่ค่อยจะสะเทือนใจเท่าไหร่ มันก็ไม่ได้เจ็บมากมายนัก กลัวก็แต่ไอ้ตอนที่จะดึงมันออกนั่นแหละ เอาไว้ถึงเวลาค่อยเตรียมตื่นแล้วแล้วสติแตกใหม่ตอนนั้นก็แล้วกัน

แต่ยังไงก็เถอะ ผมว่าผมก็เริ่มฟั่นเฟือนนิดๆอยู่ดี จากที่ผมสาธยายมาทั้งหมดนี่ คุณก็กำลังคิดว่าผมบ้าใช่ไหมล่ะ ตลอดสี่ห้าวันที่ผ่านมาผมติดแหง็กอยู่ในห้องแคบๆ ไปไหนไม่ได้ไกลว่าเขตตึกในโรงพยาบาลนี้ ได้กลิ่นแอลกอฮอล์และเคมีจนจมูกชิน มันเฉื่อยชาและหมดอาลัยตายอยากจนถึงขั้นที่ต้องทำอะไรที่มันไร้สาระมากๆอย่างที่ว่าไปแล้ว เชื่อเถอะ เวลาที่ว่างจนไม่รู้จะว่างยังไง ไอ้การพยายามดูเข็มนาฬิกามันเดินแข่งกันกับนับหยดน้ำเกลือนี่มันก็หฤหรรษ์ได้ที่สุดแล้วล่ะ เพราะว่าปกติคงจะไม่มีโอกาสได้ทำ

ผ่านมาตลอดบ่ายนี้ มองหยดน้ำเกลือเฉยๆก็แล้ว พยายามจับเวลาว่าหนึ่งนาทีมันจะได้กี่หยดก็แล้ว ทำจนหมดนั่นล่ะ แต่ว่าเวลามันก็ดูจะผ่านไปอย่างเชื่องช้าอยู่ดี


ผู้หญิงสวยๆน่ารักๆน่ะมีบ้างไหม? ตอนนี้ขาดแคลนมาก!!


โอเค คุณพยาบาลบางคนแถวนี้ก็น่ารักดีหรอกนะ เห็นอยู่เมื่อสองสามวันที่ผ่านมานี่แหละ แต่พอถึงวันนี้ ไม่รู้พร้อมใจกันออกกะหรือลาไปไหนกันหมด ตอนนี้เลยไม่เหลือซักคน จะเหลือไว้ก็แต่นะ เหล่าป้าป้าพยาบาลที่ไม่ติดภารกิจในวันวาเลนไทน์แบบนี้เท่านั้นแหละ


อืม ถูกครับ ฟังไม่ผิดหรอกครับ นี่มันวันวาเลนไทน์!!


วาเลนไทน์ที่ผมต้องมาติกแหง็กอยู่ในโรงพยาบาล มีคู่เดตเป็นเสาน้ำเกลือสูงสองเมตร โอ้โห อะไรจะวิเศษได้ขนาดนี้นะ ถ้าเป็นปกติผมคงได้ร้องกรี๊ดลั่นอาละวาดโรงพยาบาลแตกไปแล้วแน่ๆ เรื่องอะไรต้องเอาผมมาขังอยู่ในโรงพยาบาลบ้าๆนี่ด้วยล่ะ ถ้าไม่ติดว่ากลัวเอวจะหักขึ้นมาอีกผมคงทำไปแล้วล่ะ แตด้วยสภาพสังขารที่มใอยู่ตอนนี้ คงต้องกล้ำกลืนฝืนนอนต่อไปอย่างนี้นี่แหละ

จริงอยู่ครับว่าผมมันคนไม่มีแฟน แต่แหม วันวาเลนไทน์ เป็นคุณจะไม่อยากออกไปเปิดหูเปิดตาหาอะไรสวยๆงามๆดูบ้างเหรอครับ วันพิเศษทั้งที ผมก็อยากจะออกไปมีประสบการณ์ร่วมกับคนอื่นเค้าบ้าง 

คิดแล้วมันก็น่าเจ็บใจนัก ป่านนี้ไอ้พวกพี่ๆทั้งสี่มันคงพากันออกไปตะลอนถึงไหนต่อไหนกันแล้ว ฮึ่ย

อ้อไม่สิ เขาเกือบลืมไป เมื่อวานนี้อีชางซอนเพิ่งตามเขาเข้าโรงพยาบาลมาติดๆ แต่เห็นว่าก็ดีขึ้นมากแล้ว ก็นะ หยั่งกับเป็นกระแส พอเขาเข้ามาละก็เอาบ้างเชียว เข้าโรงพยาบาลวันวาเลนไทน์นี่มันอินเทรนด์หรือไงกัน?

เอาเถอะ อย่างน้อยมันก็ทำให้เขาร้สึกดีขึ้นมาได้นิดนึงว่า เขาไม่ได้กำลังเผชิญชะตากรรมนี้อยู่คนเดียว


คิดแล้วพ่อคนป่วยก็ยกมือข้างที่ไม่มีเข็มปักอยู่ไปคว้าเอาอุปกรณ์สื่อสารที่อยู่ใกล้ตัวมาถือไว้ในมือ เลื่อนดูทวิตเตอร์แล้วมันก็น่าชื่นใจล่ะที่กำลังใจท่วมท้นมาซะขนาดนี้ ถึงตอนนี้จะมีปันกระแสไปให้อีจุนแล้วบ้างก็เถอะ เขาเลื่อนหาข้อความที่รุ่นพี่ร่วมวงเขียนไว้ แล้วก็เบ้ปาก

หึ มีร์ของฉัน มักเน่ของพวกเรา หายไวๆ หายไวๆ พูดกันเข้าไป แต่ไม่เห็นจะมีใครโผล่มาเยี่ยมเขาซักคน ถึงจะรู้ว่าคิวงานมันเยอะแล้วก็ปลีกตัวออกมากันเองไม่ได้อยู่แล้วก็เถอะ แต่เขาป่วยขนาดนี้เลยนะ เหตุผลก็ไม่สนใจแล้วแหละ นี่โดนขังไว้ในโรงพยาบาลขนาดนี้ แถมต้องเข้าผ่าตัดอีก ผมเป็นคนป่วยนะ มันควรจะได้รับการเอาใจใส่กันบ้างเซร่!!

นี่ถ้ารู้ว่าคนอื่นมาเยี่ยมพี่ชางซอนล่ะก็ เขาจะงอนจนไม่กลับไปเป็นแรพเปอร์ให้เลยจริงๆด้วย!!


ปลายนิ้วพิมๆกดๆข้อความลงไปในทวีตภพแก้เซ็ง เสร็จแล้วก็กลับไปเลื่อนหน้าจอข้อความอีกครั้ง เขาเลื่อนไปเพลินๆ อ่านข้อความมากมายที่แฟนคลับส่งมาให้ แล้วก็พลันไปสะดุดอยู่กับข้อความหนึ่งในจำนวนหลายร้อยหลายพันข้อความนั้น


ㅠ__ㅠ ฮึก.. น้องเล็กของเรา.... หายไวๆนะ เราจะได้กลับมาเล่นด้วยกัน!!


แล้วริมฝีปากก็เบ้ลงอีกครั้งหนึ่ง

โธ่เอ๊ย ก็มีอยู่แค่อันเดียว ไม่เห็นจะเขียนข้อความถึงเขาเพิ่มอีกซักกะอัน ที่จริงแล้วก็แค่เขียนไปอย่างนั้นๆล่ะสิ นายมันจะมาห่วงอะไรฉันล่ะ ไม่มีฉันนายก็ไม่เหงาหรอก งานก็เยอะ ไหนจะใครต่อใครต่อใครอีก ทั้งเพื่อนนาย แล้วอาจจะยังมีใครที่ฉันไม่รู้จักอีกก็ได้ ใครก็ตามที่นายอาจต้องไปดูแลในวันนี้

เหอะ... 

เขานั่งมองรูปประจำตัวของตัวเองในทวิตเตอร์ จะมี่ใครมองออกบ้างมั้ยนะ ว่าทำไมเขาถึงเลือกใช้รูปนั้น จะมีใครสังเกตบ้างหรือเปล่า ว่าในรูปนั้นเขามองหน้าใครอยู่

คิดแล้วเขาก็นึกถึงโครงหน้าหวานๆที่ทั้งน่ารักและหล่อเหลาของเจ้าของข้อความนั้น แล้วมันก็อดเสียไม่ได้ ที่จะพาลนึกไปถึงริมฝีปากเรียวได้รูปที่เขาเคยเกือบจะได้จูบมาแล้วครั้งหนึ่งด้วย


งงล่ะสิว่าตอนไหน


โอเคว่าตอนนั้นมันเป็นแค่การถ่ายพาโรดี้เล็กๆไม่มีอะไรมาก แถมผมก็ยังอยู่ในชุดเสื้อสายเดี่ยวสีเขียวอี๋ที่ตอแหลแบบสุดๆ แต่ยอมรับเลยก็ได้เหอะ ว่ากว่าจะถ่ายเสร็จ ไอ้ตอนที่ต้องเทคซ้ำแล้วซ้ำเล่าน่ะ ผมว่ามันก็สนุกดีอย่างช่วยไม่ได้ ก็นะ เห็นหน้าตาท่าทางตื่นๆเล็กๆของเจ้าตัวแบบนั้นแล้วมันน่าหมั่นเขี้ยวจะตายไป จริงๅถ้าอีกฝ่ายไม่ได้พยายามปัดป้องล่ะก็ ผมคงแกล้งทำเป็นว่ามันบังเอิญไปจุ้บกันเข้าจริงๆแล้วล่ะ

คิดๆไปก็น่าเสียดาย โอกาสที่จะได้ทำแบบน้ั้นมันก็ไม่ได้มีบ่อยๆ หลังจากตอนนั้น ถึงจะผ่านมานานขนาดนี้แล้วผมก็ไม่มีโอกาสได้ทำอะไรทำนองนั้นอีกเลย ต่อให้เราจะอยู่ด้วยกันเกือบตลอดเหมือนสมาชิกคนอื่นๆในวงก็เถอะ อีกอย่างผมเองก็ไม่ได้ใจจดใจจ่อพยายามอะไรขนาดนั้้น มันเป็นอารมณ์ประมาณที่ว่า ถ้าได้ก็ดี แต่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร อะไรประมาณนั้นน่ะ

ก็ผมก็ไม่ได้ชอบผู้ชายซักหน่อยนี่นา มันก็แค่อารมณ์ประมาณว่า อะไรที่น่ารักๆ ถูกใจ เจริญหูเจริญตา เราก็ต้องชอบเป็นธรรมดาอยู่แล้วน่ะ จริงไหมล่ะครับ?

แต่ก็ไม่ปฏิเสธหรอกน่ะว่า เสียดาย…

ก่อนที่ทันจะได้คิดอะไรต่อ จู่ๆก็ได้ยินเสียงประตูที่ถูกผลักเปิด มีร์รีบกดออกจากหน้าจอทวิตเตอร์ที่เปิดค้างเอาไว้แล้ววางโทรศัพท์คืนที่โต๊ะข้างเตียง พร้อมกับลดตัวลงไปอยู่ใต้ผ้าห่ม พอพลิกหน้าหันไปมองว่าใครที่เปิดประตูเข้ามา ตัวเขาก็เหมือนจะแอบชาไปเล็กๆ

ทายสิว่าใคร เชื่อได้ว่าทายกันไม่ผิดหรอก...


รอยยิ้มนุ่มนวลแบบที่ใครต่อใครพากันทั้งหลงใหลทั้งเอ็นดูนั่นส่งมาให้ผมที่นอนซุกอยู่บนเตียงคนไข้ ก่อนที่สายตาคู่นั้นจะเปลี่ยนแววไปเป็นการตั้งคำถามกับท่าทางลุกลี้ลุกลนผิดปกติของผมเมื่อครู่


“ทำอะไรอยู่น่ะ” เทพบุตรซังฮยอนถามผมเป็นคำแรก มือก็วางของพะรุงพะรังที่หอบมาลงกับเคาน์เตอร์ใกล้ๆกับหัวเตียง

“เปล่าหนิ ก็แค่เปิดข้อความในเว็บเพจดูเฉยๆ” ผมตอบไปตามนั้น ไม่ได้โกหกซักคำเดียว ส่วนรายละเอียดน่ะมันอีกเรื่องนึง

แต่คนตัวสูงกว่าก็เลิ่กคิ้วมองงงๆอยู่ดี

“นี่พี่มาคนเดียวเหรอ?” มีร์ชิงเปลี่ยนเรื่องถามกลับ เมื่อมองข้ามไปด้านหลังคนตัวสูงแล้วไม่พบใคร

“อื้ม คนอื่นๆไม่ว่างกันน่ะ” ร่างสูงตอบกลับมา แต่มีร์ก็ยังเห็นว่าสีหน้าอีกคนยังดูมึนๆงงๆอยู่ หรือเขาสับสนเองนะ? ก็ปกติหน้าตาของปาร์คซังฮยอนมันก็เป็นแบบนี้ตลอดอยู่แล้วหรือเปล่า? ไม่ได้เจอหน้ากันหลายวัน เขาชักจะจำไม่ได้

“หนีไปเที่ยวกับสาวกันหมดล่ะซิ” มีร์ว่า ประชดประชัน

“ฮ่าๆๆ ก็มีพี่ชางซอนนอนอยู่ในโรงพยาบาลด้วยอีกคนไง” ชอนดุงเว้นวรรค ก่อนจะพูดต่อ “แต่คนอื่นเค้าก็มีงานกัน นายไม่อยู่เราก็ต้องเหนื่อยขึ้นกันทุกคน” ชอนดุงพูด แม้ในคำพูดไม่ได้มีความหมายอะไรไปมากกว่าการอธิบาย แต่ก็มีผลทำให้คนป่วยบนเตียงหน้าจ๋อยลงไปทันที

“ว่าแต่เมื่อกี๊ทำไมต้องทำท่าตกใจด้วยล่ะ?” คนตัวสูงเลิกคิ้วถาม บ้ะ ยังอุตส่าห์จะสงสัยอีกเนอะ

“ก็แบบว่านึกว่าเป็นคุณพยาบาลเข้ามาอะไรอย่างนี้ไง” มีร์ตอบปัดๆเมื่อเห็นว่าชอนดุงดูสงสัยอะไรกับพฤติกรรมของเขา อ่านะ จะสงสัยให้มันเกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาล่ะ กับอิแค่คนกดมือถือตัวเองดูข้อความเนี่ยห้ะ

“แล้วปกติเขาห้ามนายเล่นมือถือด้วยเหรอ?” แน่ะ ยังจะถามต่อ

“ก็ เปล่า” มีร์กลอกตาตอบ เอาลิ้นดุนกระพุ้งแก้มตัวเองกลายๆ อืม เขาก็ตอบได้แค่นี้แหละ จะให้อธิบายยังไงล่ะ มันก็แค่อาการตกใจของคนที่กำลังนั่งคิดถึงคนที่แอบชอบ(นิดนิด)อยู่น่ะ จะให้ตอบอย่างนี้ไหมล่ะคุณปาร์คซังฮยอน เหอะเหอะ

พอเห็นว่ามันชักไร้สาระและดูไม่น่าจะมีอะไร คนตัวสูงเลยไม่ได้ถามต่อ แต่ถอยไปนั่งลงบนโซฟาที่ลาเวนเดอร์ที่อยู่ไม่ไกลนัก

“แล้วเป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นบ้างหรือยัง?”

“นรก ชัด ชัด” มีร์พูดเน้นทีละคำ จนคนฟังทำหน้าตกใจ

“มันทรมานมากเลยเหรอ? เค้าผ่านายตรงไหนยังไง” ชอนดุงรีบถาม คนป่วยฟังแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองเป็บกบที่เพิ่งถูกจับไปทดลองแล้วเอามานอนตากแห้งไว้ยังไงอย่างงั้น

“นั่นก็ด้วย แต่จริงๆตอนนี้คือเบื่อมากกว่า ยิ่งตอนเห็นว่าประกาศทำกิจกรรมแค่สี่คน ผมก็คงไม่ได้ออกไปเปิดหูเปิดตาอะไรที่ไหนแล้ว” 

“ตอนนี้เหลือสามแล้วไง งานก็เลยแคนเซิลไปเลย” ชอนดุงว่า มีร์พยักหน้าหงอยๆ

“พี่ชางซอนก็ดีขึ้นแล้วใช่ไหม?” เขาถาม ในใจก็นึกเป็นห่วงอยู่เหมือนกันนั่นล่ะ ถึงจะได้ข่าวมาว่าไม่ได้เป็นอะไรหนักหนาเท่าเขาก็เถอะ

“อื้ม แค่พักผ่อนหน่อยก็หายแล้วล่ะ หมอว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก นี่ก็ยังไม่ได้แวะไปเยี่ยมเลย เดี๋ยวพี่เค้าก็คงได้ออกแล้ว” ชอนดุงพูด ซึ่งพอได้ยินแบบนั้น มีร์ก็ทำหน้าเบ้ขึ้นมาทันที

“ก็มีแต่ผมนี่ ที่โดนขังไว้ในนี้ทั้งปีทั้งชาติ”

“ไม่ได้นานขนาดนั้นซักหน่อย เดี๋ยวนายก็จะได้กลับไปที่หอพักแหละน่ะ” ชอนดุงพูดปลอบใจ แต่อีกคนกลับทำหน้าหน่ายๆอย่างไว้อาลัยให้ชีวิต

“ออกจากนรกก็เอาไปใส่คุกแทนล่ะสิไม่ว่า” เขาพูดพลางนึกถึงสภาพตัวเอง พอออกจากโรงพยาบาลไป ก็คงได้อยู่แต่ในหอพักอีกอยู่ดี นี่ไม่ต่างอะไรจากนักโทษเลยนะ นักโทษพิการที่ช่วยเหลือตัวเองออกไปไหนไม่ได้ด้วย นึกแล้วอนาถใจตัวเองพิลึก

“พูดอะไรแบบนั้นล่ะ พวกพี่ก็อยู่ด้วย ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก นี่คนอื่นๆเป็นห่วงนายกันมากนะ แล้วก็ฝากความคิดถึงมาด้วย” คนอายุมากกว่ารีบพูดเปลี่ยนประเด็นก่อนที่เจ้าน้องชายร่วมวงจะพาลนู่นพาลนี่กับชะตากรรมตัวเองไปมากกว่านี้ พูดจบก็ก้มไปไปหยิบถุงของที่หอบหิ้วมาไว้บนตัก

“นี่ พวกครีมบำรุงผิว พี่จีโอฝากมา บอกว่าไหนๆนายก็ได้พักผ่อนอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว ควรจะรักษาสภาพผิวไปตอนนี้เลย” คนพูดพูดพร้อมรอยยิ้มอย่างเต็มใจนำเสนอ แต่คนฟังทำหน้ายู่ จะบ้าเหรอ นี่มันใช่ของที่ควรจะเอามาฝากคนป่วยหรือไงกัน นี่ลุงท่าจะบ้าไอ้เครื่องประทินผิวพวกนี้จนประสาทกลับไปแล้ว

“ส่วนนี่ขนมกับของกิน พี่ซึงโฮฝากมาให้ แต่พี่จีโอก็ยังฝากเตือนมาด้วยว่า อย่ากินเยอะ เพราะไม่ได้ออกกำลังกาย เดี๋ยวมันจะอ้วน” คนรับสาส์นมาเจรจาให้ฟัง พูดเนือยๆเฉื่อยๆด้วยเสียงใสๆ “แล้วก็ยังมีขนมของแฟนๆด้วย บางอย่างน่ากินก็เก็บเผื่อไว้ให้”

มีร์เหลือกตาดูขนมหวานพวกนั้น คนป่วยก็ยังไม่วายทำหน้ามุ่ยนิดหน่อย… ก็นะ มันก็ดูน่ากินดีอยู่หรอก แต่ให้กินแบบไม่มีคนป้อนน่ะมันจะไปอร่อยอะไร๊ 

"มีแต่ของคนอื่น แล้วของพี่ล่ะไม่มีบ้างเลยเหรอไง?" มีร์ถามกลับ ซึ่งก็ทำให้ชอนดุงยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ แล้วหยิบถุงผ้าอีกใบที่เหลืออยู่ขึ้นมา

"มี" จากนั้นก็ดึงเอาหนังสือการ์ตูนที่อยู่ข้างในออกมา "นี่ไง"


มีร์มองตาม ไอ้ตอนแรกก็ว่าจะดีใจอยู่แล้วล่ะ ที่เห็นว่าหอมหนังสือการ์ตูนมาให้ แต่พอเพ่งดูดีๆ กลับเห็นว่าหนังสือการ์ตูนที่พี่ชายหน้าหวานเอามาให้น่ะ มันการ์ตูนของเค้าเองที่อ่านมาจนจะเปื่อยอยู่แล้วล้วนๆ


"โหย อะไร นี่ไม่ลงทุนเลยอะ" คนบนเตียงโวยวาย แต่อีกคนกลับทำหน้าตาย เพราะอุตส่าห์ตั้งใจขนเอาการ์ตูนที่คนไข้ชอบอ่านมาให้

"แล้วไม่ดีเหรอไง อยู่ที่นี่เบื่อๆนายก็จะได้อ่านไงล่ะ" 

"แต่ก็เคยอ่านหมดแล้วนี่..." คนตัวเล็กกว่าขยุบขยิบปากบ่นอุบอิบ "ใจคอจะอยากให้อยู่ที่นี่ไปอีกนานแค่ไหนกัน ถึงได้ขนเสบียงมาทิ้งไว้กันขนาดนี้"

“เอาน่ะ อีกไม่นานหรอก พวกพี่ๆทุกคนแค่อยากส่งความคิดถึงมาให้นายก็เท่านั้นเอง” คำพูดใสๆกับรอยยิ้มหวานๆ ที่พอมีร์เห็นและได้ยินมัน ก็ช่วยไม่ได้ที่หัวใจจะเต้นตุบตับไม่เป็นจังหวะ


มันก็จริงอยู่นะ ที่ว่าพวกเขาก็เป็นสมาชิกในวงเดียวกัน มันก็ควรจะสนิทกันอยู่แล้ว แต่ไม่รู้สิ มันก็แค่ประมาณนึงเท่านั้นแหละ ตลอดเวลาที่พวกเขาอยู่ด้วยกันนี่ มันมีอะไรอีกตั้งหลายอย่างมากมายที่เขายังไม่รู้จักกั้นและกัน เรื่องการพูดคุย ถ้าไม่ได้อยู่หน้ากล้องแล้ว มันก็ไม่ได้มากมายอย่างที่คิด ยิ่งอะไรที่ฟังดูน่าประทับใจแบบนี้ ลืมไปซะเถอะ มันหาไม่ได้ในชีวิตประจำวันหรอก สาบานเลย

นั่นแหละ เพราะฉะนั้นเขาว่าเขาไม่ได้ผิดปกติหรอก ที่ตอนนี้จะรู้สึกเขินกับการกระทำของคนตรงหน้า


"แต่เดินผ่านประตูนรกนั่นเข้ามาแล้วไม่พกเข็มฉีดยามาด้วยผมก็ซึ้งแล้วล่ะ" มีร์พูดประโยคยาวๆปัดความเขินที่เกาะอยู่เต็มหน้า ซึ่งก็เรียกเสียงหัวเราะเบาๆมาจากชอนดุงได้

“ฮ่าๆๆ นึกว่าจะโดนทิ่มจนหายกลัวไปแล้วซะอีก”

“ชินชั่วคราวเท่านั้นแหละ แต่เดี๋ยวพอถูกทิ่มใหม่ ก็กลัวอีก” มีร์พูดพร้อมกับทำหน้าตาสยดสยอง ตอนนี้เขาพยายามจินตนาการถึงปลายเข็มแหลมๆที่ทิ่มแทงเข้ามาในตัวเองอยู่ ไอ้ภาพนั้นมันทำให้เขากลัว พอกลัวก็จะได้รู้สึกสยองแทนเขินขึ้นมา


คนฟังขำเบาๆกับท่าทางของเขา มีร์เหลือบมองสีหน้าบนโครงหน้าดูดีนั้น เขามองเห็นความเอ็นดูที่ลึกซึ้งบางอย่าง ทั้งจากรอยยิ้มและแววตาของคนตัวสูงกว่า เขาไม่เคยกลัวที่จะต้องสบสายตากับใคร และไม่ได้หลบตาใครง่ายๆด้วย แต่คราวนี้ พอมองได้แค่พักหนึ่ง เขาก็พบว่าตัวเองกำลังหลบสายตาที่แสนบริสุทธิ์คู่นั้นโดยไม่ทันรู้ตัว

แล้วร่างสูงก็ลุกขึ้นจากโซฟา ตอนนั้นเองที่มีร์เพิ่งรู้ตัวว่าจู่ๆตัวเองก็กำลังก้มหน้ามองตราโรงพยาบาลบนผ้าห่มที่คลุมขาตัวเองไว้อยู่

ชอนดุงควานมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายของตัวเองแล้วหยิบเอาไอพอดของตัวเองขึ้นมา มีร์มองท่าทางนั้นด้วยความสงสัยเมื่อชอนดุงวางมันลงที่หัวเตียงข้างมือถือของคนไข้


“กลัวว่าจะเบื่อฟังเพลงเก่าๆ ก็เลยยกให้ก่อน เผื่อฟังเพลงใหม่ๆแล้วจะได้หายเบื่อ” คนตัวสูงกว่ายืนค้ำอยู่ที่หัวเตียง รอยยิ้มนุ่มๆนั้นก็เหมือนกับทุกครั้งที่เจ้าตัวชอบยิ้ม มีร์มองรอยยิ้มนั้น มองลึกเข้าไป ในหัวตั้งคำถามว่าเจ้าตัวจะรู้ไหมนะ ว่ารอยยิ้มของตัวเองน่ะ มันอบอุ่นขนาดไหน

มันคงเป็นเรื่องที่ช่วยไมได้จริงๆ ที่ใบหน้าของเขาจะร้อนผ่าวขึ้นมาเสียดื้อดื้อแบบนี้


“เป็นอะไรหรือเปล่า?” ชอนดุงถามมีร์เมื่อเห็นใบหน้าของคนป่วยขึ้นสีระเรื่อ ฝ่ามือยาวยื่นออกไปตั้งใจจะแตะหน้าผากน้องชายร่วมวงวัดไข้ แต่กลายเป็นว่ามีร์กลับสะดุ้งเบาๆแล้วเอี้ยวตัวหนี


ใจหายใจคว่ำ…


มีร์ก้มหน้ามองบสายน้ำเกลือบนหลังมือตัวเอง ทั้งที่ปกติเขาเป็นฝ่ายเข้าหาอีกคนก่อนแท้ๆ แต่ทำไมตอนนี้มันกลับกันไปได้ก็ไม่รู้

แต่เพราะว่าไม่ได้เงยหน้าขึ้นมานั่นแหละ มีร์ถึงไม่ได้เห็นอมยิ้มเล็กๆที่มุมปากของคนร่างสูงกว่า


“ไหนว่าพอผมไม่อยู่ก็ต้องทำงานหนักกันทุกคนไง แล้วทำไมพี่ถึงมาเยี่ยมผมได้ล่ะ?” พยายามหาเรื่องพูดขึ้นมาแก้เขินไปอย่างนั้น บังเอิญว่าเรื่องนี้มันก็คาใจอยู่ตั้งแต่แรก พูดไปมือไม้ก็ไม่อยู่สุข ควานไปที่หัวเตียงแล้วคว้าไอพอดที่หัวเตียงขึ้นมากดเลื่อนเพลงดูไปเรื่อย

“ก็งานที่ต้องทำวันนี้น่ะเสร็จแล้ว ตอนนี้ก็ให้เป็นเวลาไปทำธุระส่วนตัวกันไง” คนตัวสูงตอบ แล้วหย่อนตัวเองนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้

“ธุระควงสาวๆไปเที่ยววาเลนไทน์น่ะนะ?” มีร์พูด ในหัวก็จินตนาการว่าพี่ๆแต่ละคนในวงคงมีไอ้ธุระภารกิจที่ว่านี่รัดตัวกันทุกคนเลยทีเดียว

“ก็อะไรทำนองนั้นแหละ” ชอนดุงตอบยิ้มๆ 


เหอะ… 


นั่นไงล่ะ นี่เขาก็คงเป็นแค่ทางผ่านเท่านั้นล่ะ แวะมา แล้วเดี๋ยวก็ต้องรีบไปทำไอ้ภารกิจวุ่นวายที่ว่านั่นเหมือนๆกัน

คนตัวเล็กกว่าเอาไอพอดไปวางคืนไว้ที่ข้างหัวเตียงเหมือนเดิม


“คิดอะไรอยู่?” ชอนดุงมองหน้าเบ้ๆนั่นแล้วถาม มีร์เองก็เงยหน้าขึ้นมามองหน้าคนถามกลับ ดูเถอะ ยังจะมาทำหน้าใสใจซื่อใส่อีก แม่ง คนอะไรวะ ขอขีดเส้นใต้คำว่า น่ารัก ตัวโตโตเลย


ร่างสูงเลิ่กคิ้วตั้งคำถาม


“คิดว่าแล้วคุณปาร์คซังฮยอนจะมานั่งหัวโด่อยู่ในห้องผมทำไม ป่านนี้แล้วทำไมยังไม่รีบไปทำธุระส่วนตัวอะไรนั่นกับคนอื่นเค้าซักที” ร่างบนเตียงลอยหน้าลอยตาพูด จนท่าทางแบบนั้นทำให้ร่างสูงอดขำเล็กๆไม่ได้



“ก็มีแหละ…”



พูด ยิ้มยิ้ม ยิ้มหวานเลยด้วยแหละ

โอ้ย หมั่นไส้โว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

ที่แท้ก็ตั้งใจจะไปหลีสาวเหมือนกันนี่หว่า

มีร์หันหน้าหนีอีกทางอย่างหงุดหงิด ปกติเวลาไม่พอใจอะไร ถ้าไม่โวยวายไปเลย เขาก็จะเงียบเฉยแล้วตีหน้านิ่ง ยอมรับว่าไอ้อาการกระเง้ากระงอดแบบนี้ เขาเพิ่งเคยเป็นครั้งแรก

ชอนดุงมองตามท่าทางแบบบนั้นพร้อมรอยยิ้ม…

กะไว้บ้างแล้วแหละว่าต้องมีไม่พอใจ แต่ไม่คิดว่าจะ งอน เป็น


“มีรือยา…”


ชอนดุงเรียก ถึงจะเป็นเสียงโทนเดียวธรรมดาๆแบบที่เป็นมาตลอด แต่มีร์ก็รู้สึกว่าเสียงนี้มันทำให้เขาหน้าร้อนขึ้นมาอีกครั้ง

คนป่วยที่นั่งพิงหัวเตียงอยู่หันไปทางคนเรียก แล้วก็ต้องประหลาดใจ


“สุขสันต์วันวาเลนไทน์” 
 
 
คนหน้าหวานพูดยิ้มๆ ที่อยู่ในมือและยื่นมาตรงหน้ามีร์คือชอคโกแลตแบบแท่งห่ออยู่ในฟรอยด์สีเงิน แล้วผูกด้วยริบบื้นสีแดงกำมะหยี่เป็นชื่อยี่ห้อราคาแพง

คราวนี้ไม่ใช่แค่ประหลาดใจแล้วล่ะ แต่เขาว่าเขาตกใจเลยแหละ

มีร์สบตา มองหน้าคนให้ เขาเห็นแค่รอยยิ้มบนใบหน้านั้น โดยที่คนให้ไม่ได้พูดอะไรต่อทั้งนั้น ในรอยยิ้มนั้น เขาเห็นแววตาจริงจัง แต่เขากำลังสับสน ตกลงว่าคราวนี้มันแปลกไป หรือนี่เป็นปกติของปาร์คซังฮยอนอยู่แล้วกันแน่?

เด็กหนุ่มสองคนนั่งนิ่งสบตากันอยู่อย่างนั้น ต่างฝ่ายต่างพยายามหาคำตอบและคำอธิบายจากกันและกัน

มีร์ได้แต่สับสน เขาอาจกำลังไม่สบาย หัวสมองมันเลยตื้อตันและคิดวกวนสับสนได้มากมายขนาดนี้ บางครั้งเขาก็รู้สึกว่าเขากับรุ่นพี่ร่วมวงคนนี้อยู่ใกลักันมาก ดูเหมือนว่าเขาสองคนควรจะสนิทกันมากกว่าคนอื่น แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็รู้สึกว่ามันช่างห่างกันแสนไกล และเหมือนว่าแทบจะไม่รู้จักกันจริงๆเลยด้วยซ้ำ เวลาที่เริ่มต้นบทสนทนา บางครั้งมันก็ต่อไม่ติด บางครั้งมันก็ยากที่จะพูดคุย ถ้ามาสำรวจตัวเองดีๆ เขาก็ยังสงสัย และแปลกใจ ว่าทำไมหลายๆครั้งมันถึงเป็นแบบนั้นไปได้ ต่างกันไปในแต่ละวัน บางวันก็สนิทใจ บางวันก็แทบจะไม่กล้าเข้าใกล้ เชายังจำได้ถึงปฏิกิริยาของคนตรงหน้า เวลาที่เคยพยายามจะเล่นด้วย จะกอด จะเกาะแกะ หรืออะไรก็ตาม พอเข้าถึงเนื้อถึงตัวได้นิดหน่อย แม้ว่าตอนนั้นจะไม่ได้คิดอะไรเลยซักนิด แต่ปาร์คซังฮยอนคนนี้ก็จะดีดตัวหนีออกทันทีทุกครั้ง เพราะฉะนั้นช่วงหลังมา ต่อให้เขารู้สึกอะไรแค่ไหน อยากเข้าใกล้ แต่เขาก็ทำไม่ได้อีก ไอ้ความหน้าด้านที่เคยมีน่ะมันหายไปหมดตอนที่รู้ตัวว่าคง ชอบ เข้าแล้วจริงๆ แล้วก็กลายเป็นเขาเองที่เป็นฝ่ายเงียบไป ไม่ค่อยพูดค่อยจาอะไรกับอีกฝ่ายแทน

เป็นเวลาเนิ่นนาน ที่ชอนดุงยังคงนั่งนิ่งและสบตาเขาอยู่อ่างนั้น แต่รอยยิ้มที่มีค่อยหายไปทีละนิด เปลี่ยนเป็นแววตาจริงจังที่มีร์รู้สึกว่าความร้อนผ่าวมันรายล้อมอยู่รอบตัวเขา เหมือนจะละลาย

เขามองดูชอคโกแลตในมือ จะเป็นการคิดมากเกินไปหรือเปล่า ถ้าเขาจะคิดอะไรกับความหมายของชอคโกแลตแท่งนี้ ก็นี่มัน ชอคโกแลตวันวาเลนไทน์เชียวนะ 

ชอคโกแลตที่ให้กันในวันวาเลนไทน์น่ะ ไม่ใช่ว่ามันมีความหมายถึงอะไรหรอกเหรอ…


“ไม่กินเหรอ?”


ชอนดุงเลิกคิ้งถาม และก็เป็นอีกครั้งที่เขายังคงมีรอยยิ้มจางๆติดอยู่บนใบหน้า

รอยยิ้มแบบที่มีร์คิดว่ามันทั้งน่ารัก และอบอุ่น อย่างที่เขาไม่เคยเห็นจากใคร

มีร์แหงนหน้ามองร่างสูงที่อยู่เหนือหัว เขาตกลงไปในหลุมอะไรสักอย่างที่ถูกขุดซ่อนเอาไว้ใต้ดวงตาหวานๆคู่นั้น เสียงที่เขาได้ยินอยู่ในหู มันฟังดูทั้งใกล้และไกลในเวลาเดียวกัน มันก้องเหมือนกับมาจากที่ไกลๆแต่ก็สะท้อนกลับไปกลับมาอยู่ในหูของเขา เสียงของพี่ชอนดุงที่น่ารักของเขา เสียงใสๆแบบที่ดูไม่ค่อยเข้ากับหน้าตาหล่อๆนุ่มๆนั่นเสียเท่าไหร่ นอกจากนี้แล้วเขาไม่ได้คิดอะไรอย่างอื่นอีกเลย เพียงแต่ปล่อยให้ตัวเองร่วงหล่นลงไปในห้วงนั้น ลึกลงไป ลึกลงไป 

ใบหน้าของปาร์คซังฮยอนอยู่ในกรอบดวงตาของเขา เขามองเห็นแค่นั้น ไม่ได้มองเห็นอะไรอย่างอื่นด้วยเช่นกัน แล้วจู่ๆใบหน้านั้นก็ขยายใหญ่เพราะเคลื่อนลงใกล้เข้ามา


“ชอลยงอา…”


มีร์สะดุ้งเล็กๆเมื่อรู้สึกตัว ไม่ใช่เพราะเสียงนั้นที่เรียก หรือใบหน้านั้นที่เข้ามาใกล้หรอก แต่เป็นเพราะลมหายใจอุ่นๆที่กระทบผิวแก้มเขาอยู่ต่างหาก

“กินซะสิ”


คำพูดนั้นเหมือนมีความหมายอะไรบางอย่างที่มีร์ไม่แน่ใจว่าเขาจะตีความมันได้ถูกต้องหรือเปล่า แต่สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจคือเขาไม่เคยเห็นท่าทางแบบนี้ของพี่ชายร่วมวงมาก่อนเลย


เขาอาจจะไม่รู้เอง หรืออะไรก็ตามแต่

แต่ว่าตอนนี้ เขาไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว

จะปกติหรือไม่ปกติก็ช่าง แต่ตอนนี้ปาร์คซังฮยอนกำลังทำแบบนี้กับเขาอยู่ต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญ


มีร์ดึงริบบิ้นสีแดงบนชอคโกแลตออก แล้วฉีกกระดาษฟรอยด์สีเงินออกไปทั้งแผ่น เหลือเพียงช็อคโกแลตสีน้ำตาลเข้มในมือ

เขาหยิบมันใส่ปาก ปลายอีกด้านของชอคโกแลตเหลืออยู่อีกฝั่งของริมฝีปากเขา

มีร์เหลือบตามองเจ้าของชอคโกแลตที่อยู่ใกล้ ในความใกล้ชิดอาจยังอธิบายได้ไม่ดีพอ

ฝ่ามือข้างที่ไม่มีสายน้ำเกลือของคนป่วย จึงคว้าเข้าที่ปกเสื้อของคนร่างสูงกว่า ขยำเบาๆ แล้วดึงตัวเข้ามาใกล้

ยื่นปลายชอคโกแลตอีกฝั่งไปจรดปลายอยู่ที่ริมฝีปากนุ่มของอีกคน…

หัวใจของมีร์เต้นแรง… และเหมือนว่าเขาจะได้ยินเสียงหัวใจของอีกคนเช่นกันด้วย


เสี้ยววินาทีของความชั่งใจ…


แล้วร่างสูงกว่าก็กัดลงไปที่ปลายชอคโกแลตอีกด้าน เพียงเท่านั้นหัวใจของมีร์ก็ยิ่งเต้นแรงขึ้นกว่าเดิมอีกไม่รู้กี่เท่าตัว ชอนดุงขยับริมฝีปากกัดชอคโกแลตอีกคำต่อ ย่อระยะทางความห่างให้ยิ่งใกล้ ในตอนนั้นหัวสมองของมีร์เหมือนถูกล้างจนว่างเปล่า เขาไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น สัมผัสได้เพียงรสหวานปบขมของชอคโกแลตในปาก ต่างฝ่ายต่างกัด คำแล้วคำเล่า


กระทั่งริมฝีปากสองคู่นั้น ห่างกันเพียงกั้นด้วยลมหายใจ


ดวงตาสองคู่สบกันในความเงียบ สงบนิ่ง ทว่าข้างในนั้น เกิดความสั่นไหวแล่นระรัวและผะผ่าว 

ตอนนั้นเองที่มีร์รู้สึกตัวได้…

เขามีโอกาสแล้ว และจะไม่ปล่อยให้มันเลยผ่านได้อีกต่อไป


คนร่างเล็กกว่าเอียงหน้าขึ้นไปหาร่างสูง หยัดตัวขึ้นนิดหนึ่งจนรู้สึกได้ถึงความเจ็บเสียดเบาๆที่เอว คิ้วขมวดเข้าหากันนิดหนึ่งเพราะความเจ็บนั้น คนตัวสูงสังเกตเห็นได้ จึงเป็นฝ่ายกดหน้าลงไปหา และดันร่างเล็กกว่าให้ราบลงกับพื้นเตียง-

ริมฝีปากสองคู่ประกบกัน ในวินาทีนั้น ทั้งสองฝ่ายปิดเปลือกตาลงและปล่อยให้ความรู้สึกพาทุกอย่างไป

แล้วผมก็ได้จูบเขา ผมไม่ได้อยู่ในชุดสายเดี่ยวสีเขียวบ้าบอนั่น แต่มันก็ไม่ได้ดีกว่ากันไปเท่าไหร่นัก ผมอยู่ในชุดคนไข้ในโรงพยาบาล เนื้อตัวเต็มไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์และกลิ่นยา แต่บนร่างกายของคนที่อยู่ใกล้ชิดกับผมตอนนี้คือกลิ่นน้ำหอมละมุนละไม กลิ่นหอมอ่อนๆที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลายอย่างที่ผมคุ้นเคย
ผมหวังว่านี่จะไม่ใช่ความฝัน ไม่ใช่อาการเมาบรรยากาศโรงพยาบาล และไม่ใช่ความบังเอิญด้วย

มันเป็นจูบหวานๆที่แสนจะเรียบง่าย ริมฝีปากสองคู่บดเบียดเข้าหากัน หนักบ้าง เบาบ้าง ลากไล้สัมผัสกันอย่างประหม่า แต่ในทว่าในที่สุด เมื่อคุ้นเคย ความต้องการที่จะสัมผัสให้มากกว่านี้ก็ทำให้เขาหยุดตัวเองเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไป มีร์เป็นฝ่ายดันริมฝีปากนุ่มของอีกคนให้เปิดอ้าออก ก่อนจะแตะลิ้นลงไปเบาๆ เขาต้องการเพียงความอุ่นหวานที่อยู่ด้านในริมฝีปากคู่นั้น รสช็อคโกแลตเริ่มละลายหายไป กลายเป็นรสชาติเจือจางบางเบา แต่ทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอย 

เป็นช่วงเวลาขณะหนึ่ง บอกไม่ได้ว่ายาวนานหรือแสนสั้น ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะถอนจูบออกจากกัน

ความเขินอายกระจายอยู่ทั่วใบหน้าของทั้งสองฝ่าย แต่เมื่อได้จูบนั้นแทนความมั่นใจ มีร์ก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน


“สุขสันต์วันวาเลนไทน์”


มีร์พูด สบตาคนฟัง ชอนดุงก็อมยิ้มแล้วตอบเสียงอ้อมแอ้มเบาๆในลำคอ


“อื้ม”


มีร์คิดว่ามันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ที่เขากับชอนดุงเพิ่งจะ จูบ กัน แต่เขายอมรับ นี่มันคือความจริงที่เหมือนฝัน และเขาก็ขอบคุณที่สุดที่มันเกิดขึ้น


“แล้วตกลงว่านี่ต้องไปหาสาวๆที่ไหนอีกมะ?” มีร์หยอกถาม แต่ในใจก็แอบสงสัยอยู่จริงๆ ก็เห็นเมื่อกี๊ยังบอกว่าก็มีเหมือนไอ้พวกพี่ๆคนอื่นๆอยู่เลย


คิดแล้วก็ชักจะงิดขึ้นมานิดๆอีกละ

ชอนดุงเลิกคิ้วข้างนึงมองหน้าคนถามงงๆแล้วถามกลับ


“อ้าว นี่ตกลงว่ายังไม่เข้าใจอีกเหรอ?”

“หา? เข้าใจว่าอะไรอ่ะ?” มีร์ตอบท่าทางเหรอหรา เห็นแววตาของอีกคนแล้วเขาได้แต่ตั้งคำถาม ทำไมอะ?? แล้วเขาต้องเข้าใจว่าอะไรด้วยเหรอ??

ชอนดุงอมยิ้ม


“ก็บอกไปแล้วนี่ ว่า ก็มีร์ไง…”


เสียงใสตอบมาง่ายๆ เป็นคำตอบง่ายๆที่มีร์ต้องใช้เวลาคิดไปพักหนึ่ง

มี? ก็มี? ก็มีไง? ก็ มีร์ ไง เหรอ?


“มีร์…?” คนป่วยพูดมึนๆแล้วจิ้มนี้วชี้ที่หน้าอกของตัวเอง


หน้าตาครุ่นคิด ที่เหมือนจะเจอคำตอบแล้ว ทำให้ชอนดุงเดาได้ไม่ยาก แล้วพยักหน้าให้เบาๆ แค่นั้นก็ทำให้เจ้าคนป่วยยิ้มหน้าบานทั้งที่ยังหน้าแดง


“ตกลงว่านี่ตั้งใจใช่ไหมเนี่ย!?” มีร์โวยวายถาม ซึ่งชอนดุงก็ได้แต่ขำจนตาหยี

ไอ้บ้าเอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ชอบเหมือนกันก็ไม่บอกแต่แรก เลวว่ะ!!!!

“เออดี งั้นวันนี้ก็ไม่ต้องไปไหนแล้ว ยึดตัว” พอมีความมั่นอกมั่นใจ ก็ถือวิสาสะออกคำสั่งยกใหญ่ ขอเถอะ ขอใช้สิทธิให้เต็มที่ ทั้งสิทธิมักเน่ สิทธิคนป่วย แล้วก็สิทธิคนพิเศษด้วย มีไรม๊ะ

หยั่งกับจะอ่านใจคนได้ ที่ชอนดุงส่งยิ้มกลับไปให้อย่างอ่อนโยน


“ยกให้ทั้งวันเลย”


เป็นคำพูดสั้นๆที่มีความหมาย 

ความหมายที่เปลี่ยนทุกอย่างรอบตัวเขาไปในทันใด

ทั้งที่นาฬิกาที่ผนังก็ยังเดินอยู่เหมือนเดิม หยดน้ำเกลือบนสายที่ระโยงระบางก็ยังหยดอยู่เหมือนเดิม เสียงหึ่งๆของแอร์มันก็ยังดังอยู่อย่างนั้นเหมือนเดิม ทุกอย่างรอบๆตัวเขายังคงทำหน้าที่ของมันอยู่เหมือนๆอย่างเดิม


ที่จริงเขาก็เหมือนเดิมนะ

ก็ยัง ชอบ รุ่นพี่ร่วมวงของเขาอยู่เหมือนเดิม แค่เปลี่ยนจาก แอบชอบ มาเป็น ชอบจริงจริง ก็เท่านั้นเอง

แค่นั้นแหละ ที่ทำให้ทุกอย่าง มันไม่เหมือนเดิม


แถลงการณ์ล่าสุดจากบังชอลยง:

ในที่สุดผมก็ยินดีจะเรียกวันนี้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า วันวาเลนไทน์

แล้วแบบนี้จะให้เขาอยู่โรงพยาบาลไปอีกกี่วัน ก็ยังไหว

จริงจริงนะ : ))