Cheonchul's story : Best Wishes
posted on 09 Apr 2011 03:08 by cheonchul in FictionI close my eyes and believe completely
That I can feel you touching my skin so tenderly
Come morning light, Just the victim of fantasy
Best Wishes
Cheondoong x Mir
Title :: Best Wishes
Author :: S.Momei
Couple :: Cheondoong x Mir
Rate :: PG
Background song ::All I want is you - 911
** คลิกฟังเพลงประกอบฟิคกันด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ **
น้ำฝนที่ค้างอยู่บนหลังคาตกลงมาพื้นเป็นจังหวะดังเปาะแปะ พักนี้ฝนตกบ่อยเกือบตลอดทั้งวัน และมันก็พาเอาความชื้นที่กลั่นตัวรวมกับสายลมหนาว กลายเป็นไอเย็นๆที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง หนำซ้ำในห้องครัวนี้ก็ไม่มีเครื่องฮีทเตอร์ บรรยากาศที่พบเจอจึงมีกลิ่นไปดินไอหญ้าปะปนกัน
เด็กหนุ่มยืนอยู่หน้าเตา เคี่ยวน้ำซุปที่ตั้งเอาไว้บนไฟอ่อนๆ ไอร้อนที่ลอยขึ้นมาปะทะกับใบหน้าให้ความอบอุ่น จนเขาแทบจะอยากมุดอยู่ในครัวนานๆ เพราะดูเหมือนทำแบบนี้มันจะอุ่นกว่าในห้องนั่นเล่นเสียอีก
ปลายทัพพีช้อนเอาน้ำซุปขึ้นมา เป่าเบาๆแล้วลองเอาเข้าปาก เขาไม่ค่อยแน่ใจ แบบนี้นี่พอกินได้หรือยังล่ะ?
จริงๆแล้วเขาก็เคี่ยวไม่ค่อยเป็นหรอกนะไอ้ซุปเนี่ย อาศัยมั่วๆเอาเท่าที่จำได้ ถ้ามันไม่อร่อยหรือกลืนไม่ลงก็อย่ามาว่ากันล่ะ เขาก็แค่อาวุโสน้อยที่สุดก็เลยโดนกดขี่ให้มารับหน้าที่สำรอง แทนแม่และพี่สาวของเขาที่หมดวาระและพากันเข้าไปหลับในห้องหมดแล้วในเวลาดึกดื่นขนาดนี้
น้ำซุปที่มาเคี่ยวตอนปาเข้าไปสี่ห้าทุ่มนี่นะ แน่นอนว่าไม่ได้เอาไปกินกับข้าวแน่นอนล่ะ
เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อสักสองสามชั่วโมงที่แล้วตอนที่เขาเพิ่งอาบน้ำเสร็จ อยู่ดีๆแม่ของเขาก็เปิดประตูเข้าห้องมา แล้วก็บอกว่า เพื่อนร่วมวงของเขามาหาที่บ้าน ตอนนั้นน่ะเขาก็ลืมคิดไป ว่าดึกดื่นป่านนี้ ไอ้คนที่คิดถึงอยู่มันคงไม่มีปัญญาออกมาหาได้ ไอ้เรารึก็อุตส่าห์ดีใจ รีบร้อนแต่งตัวออกไปรับหน้า
พอเปิดประตูออกไปจ๊ะเอ๋ก็ผงะ พอพบว่าเพื่อนร่วมวงที่แม่เขาว่า คือยังซึงโฮ ต่างหากล่ะ
เขาแทบอยากจะหันไปบอกแม่ว่า ถ้าคนนี้มาล่ะก็นะ แม่ต้องไปเรียกป๊า ไม่ใช่ผม!
ซึ่งอันที่จริงแล้วก็แทบไม่ต้องรอให้เรียก เพราะคนที่ออกมาทักทายตัดหน้าเขาก็คือคนที่ว่านั่นล่ะ และเขาก็เพิ่งรู้ทีหลังด้วยว่า มีการโทรหานัดแนะกันล่วงหน้าแล้วเรียบร้อย เออ ให้มันได้อย่างงี้ ตกลงว่าพี่ซึงโฮนี่เป็นเพื่อนเขาหรือเป็นเพื่อนพ่อเขากันแน่นะ
พวกคุณคงแปลกใจใช่ไหมล่ะ? ว่าทำไมการโผล่มาของลีดเดอร์ยังถึงดูเป็นเรื่องปกตินัก?
ก็ถ้าคุณเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวบังแล้วนะ คุณจะไม่สงสัยเลยว่าทำไม เพราะพี่ซึงโฮน่ะมาที่บ้านบ่อยมากๆ มาจนสนิทกับแม่และป๊าเขาไปแล้ว เวลาพี่แกอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศมาโอเรียนทอลสไตล์ ไอ้อารมณ์ก๊งเหล้ากับญาติผู้ใหญ่น่ะนะ ก็จะหอบเนื้อย่างซักชุดใหญ่ๆมานั่งงมอยู่กับป๊าผมนี่ล่ะ ตลอด เอ๊อ ใช่ซี๊ ก็คนเขามีรถนี่หว่า จะไปไหนมาไหนเมื่อไหร่ก็ได้ดั่งใจ บ้านเขาเลยกลายเป็นปาร์ตี้น้ำจันท์ของคนชรา
นั่นล่ะ ตัวการที่ไล่เขาให้มายืนเคี่ยวในซุปอยู่แบบนี้ เครืองเคียงชั้นดีที่เอาไว้ซดกับโซจู
“เฮ่ยยยยยยยยย ชอลยง! เอ็งเข้าไปทำอะไรนานนักหนา ออกมาๆ แล้วเอาเหล้ามาอีกขวดด้วย!”
“รู้แล้วป๊า แป้บนึง”
ไม่ทันไรพ่อเขาก็ตะโกนข้ามมาจากในบ้าน เขาก็เลยตะโกนกลับไป เอะอะก็ไม่ทันใจ พวกผู้ชายวัยทองก็อย่างนี่ล่ะน้า เขาย่นคิ้ว ว่าแล้วก็เอื้อมมือไปปิดเตาไฟฟ้า ใส่ถุงมือแล้วยกหม้อขึ้นมาเทซุปใส่ถ้วยไปให้ เสร็จเรียบร้อยก็ปิดฝาหม้อเอาไว้ จากนั้นก็เดินไปเปิดตู้เย็น
ขาดแก้วสีเขียวตั้งอยู่ที่ชั้นล่าง เขาหยิบออกมา เย็นเจี๊ยบจนมือชาตอนที่จับ
มันเป็นโซจูต้นตำรับแบบที่พ่อเขาโปรดนักโปรดหนา และลีดเดอร์ยังของเขาก็คอนเฟิร์มว่ามันเด็ดจริง
เสียงบ่นล้งเล้งของคนเป็นพ่อดังลอดเข้ามา เขาเดินทำหน้ามุ่ยไปหยิบถาดมารองเอาถ้วยน้ำซุปและโซจูตั้งไว้เพื่อยกไปพร้อมกัน นี่บริการกันอย่างดีเลยนะ ถ้าตกงานขึ้นมานี่สงสัยจะไปเป็นบ๋อยได้สบายๆ
แสงไฟในห้องนั่งเล่นถูกเปิดไว้รำไร อาศัยแสงจากไฟโคมตรงระเบียงหน้าบ้านที่สาดส่องเข้ามา บรรยากาศเหมาะเหม็งที่ลูกผู้ชายสามคนจะมารวมหัวกันนั่งกระดกเหล้าในคืนหนาวเช่นคืนนี้
พ่อของเขานั่งเป็นตัวตั้งตัวตีอยู่ที่หัวโต๊ะ และพี่ซึงโฮก็นั่งตาลอยอยู่ใกล้ๆ กรุณาอย่างงกับคำที่ผมใช้บรรยาย พี่ซึงโฮยังไม่ได้เมาอะไร แต่ผมว่าพี่แกนั่งตาลอยได้ตลอดเวลา
คนอายุน้อยนั่งย่อเข่าแล้วหยิบเอาถ้วยน้ำซุปวางลงตรงกลางโต๊ะ แล้วเอาโซจูตั้งแทนที่ขวดเก่าที่คนอาวุโสทั้งสองเล่นดวดกันเป๊กต่อเป๊กเสียจนมันไม่เหลือหลอ เขาล่ะนับถือในความคอแข็งซะไม่มี
พอเสร็จหน้าที่เขาก็นั่งลงไม่ไกล เอนหลังพิงไว้กับขอบโซฟา ในทันทีเจ้าหมาน้อยตัวกะจิดริดสีขาวก็วิ่งจี๋เข้ามาหาถึงตัก
“เอามันไปเก็บในห้องไป ปล่อยมันวิ่งไปวิ่งมา เดี๋ยวก็หลุดหายไปไหนจนได้” พ่อของเขาบ่นขึ้นขณะที่เปิดโซจูขวดใหม่แล้วรินลงไปในแก้วเปล่าใบเล็ก แบ่งกันคนละเป๊กกับคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ
เขาทำหน้านิ่วขมวดคิ้วไม่พอใจ มือก็ประคองไอ้เจ้าลูกชายตัวเล็กขึ้นมาไว้แนบอก
จริงสิ นี่ผมยังไม่ได้บอกพวกคุณใช่ไหม ผมเพิ่งได้ลูกหมามาใหม่วันนี้ล่ะ! แล้วก็จัดการสถาปนามันขึ้นมารับตำแหน่งรัชทายาทของผมแล้วด้วย!
น่ารักซะไม่มีอะ ตัวเล็กกระจิ๋วหลิวแบบว่ายัดใส่ถ้วยกาแฟได้สบายๆ!
ว่าแต่ว่า มันยังไม่มีชื่อเลยอ่ะ แล้วผมควรจะเรียกลูกชายผมว่าอะไรดี?
“ป๊า ตั้งชื่อให้ลูกผมหน่อยดิ” ผมพูด ทำเป็นไม่ได้ยินมาเมื่อครู่นี้พ่อสั่งว่าอะไร พี่ซึงโฮนั่งกึ่มๆมองผมกับหมาอยู่เงียบๆ จะว่าไปผมก็ชักไม่แน่ใจว่าลีดเดอร์ผมเริ่มเมาไปแล้วหรือยัง
“วู้ จะชื่ออะไรก็ให้มันชื่อไปซักชื่อเถอะ อิแค่ลูกหมา!” คุณกีซุนป๊าผมพูดออกมาปัดๆ ผมตีหน้าหงอยก้มลงมองเจ้าลูกหมา ลูกชายผมกะพริบตากลมๆใสแจ๋ว ดูซิ มันน่ารักขนาดนี้ แต่ผมก็ไม่มีปัญญาคิดชื่อให้มัน
คนเป็นพ่อดื่มโซจูกลืนลงคออึกๆจนหมดไปอีกแก้วเป็ก ก่อนจะเหลือบตามองลูกชาย เห็นแววตากับท่าทางประคบประหงมสุดกำลังแบบนั้นแล้วก็ยอมใจอ่อน
“เออๆๆ ไหนเอามันมาดูซิ” คนเป็นพ่อพูดด้วยน้ำเสียงเสียไม่ได้ มีร์เงยหน้าขึ้นมาอย่างดีใจ คนเป็นพ่อตีหน้าแข็งๆ แต่ก็เหลือบตามามองไอ้เจ้าลูกชายตัวเล็กของเขาเป็นระยะๆ โถ่เอ๊ย เก๊กไปอย่างนั้นล่ะว้า เขารู้ว่าป๊าเขาก็เอ็นดูมันเหมือนกันนั่นล่ะ ชอบทำท่าวางมาดไปได้
เขาช้อนตัวเจ้าลูกหมาขึ้นมาจากตัก ก่อนจะยื่นมันไปตรงหน้าคนเป็นพ่อ คนสูงอายุจับหน้าแหลมๆพลิกซ้ายพลิกขวา ลูกหมาตัวเล็กตาโตแลบลิ้นใส่ บังกีซุนหันกลับไปคว้าขวดเหล้าขึ้นมารินลงในแก้ว มีร์มองตาม เขาหันไปมองพี่ซึงโฮที่นั่งอยู่เงียบๆ แต่ก็ดูรู้ว่าเลียบๆมองอยู่เหมือนกัน
พ่อของเขายื่นแก้วโซจูไปตรงหน้าลูกหมา เจ้าของรีบคว้าเอาลูกชายตัวเองมากอดไว้แนบอกเมื่อไอ้ตัวเล็กทำทู่ดจมูกฟึดฟัดจนหน้าจะทิ่มลงไปในแก้ว
“ป๊าทำไร!”เขารีบร้องโวย ก้มหน้าลงไปเอาจมูกชนกับจมูกเจ้าลูกหมา กลิ่นเหล้าลอยมาอ่อนๆ
“ดูมันชอบนี่” คนเป็นพ่อพูดอย่าชอบใจ แต่คนเป็นลูกชายขมวดคิ้ว
“ไม่ได้ดิป๊า เดี๋ยวลูกผมเมา!” พอพูดจบ เขาเห็นลีดเดอร์เขาเขากลั้นหัวเราะเบาๆแล้วส่ายหัวเอือมระอา เอา อะไรล่ะวะ หมามันก็เมาได้เหมือนคนนั่นล่ะ
“โซจู” พ่อผมพูดออกมาสั้นๆ ผมทำหน้างง ไม่ใจ ทำไมอะ? ก็โซจูไง รู้แล้ว แล้วยังไงอะ?
คนเป็นพ่อยกยิ้มเมื่อเห็นสีหน้างงๆของลูกชาย ก่อนจะยกแก้วเป็กขึ้นดวดจนมันหดไป เสียงในลำคอบ่งบอกว่ารสมันอุ่นซ่านลึกล้ำขนาดไหน
“ฉันดื่มโซจูอยู่ เพราะฉะนั้น ให้มันชื่อโซจูก็แล้วกัน” พ่อของเขาพูดพร้อมกับรอยยิ้มกระหยิ่มภูมิใจเมื่อวางแก้วเหล้ากลับลงไปบนโต๊ะ
ผมนั่งมองหน้าคนเป็นป่ะป๊าตาค้าง ก่อนจะก้มหน้ากลับลงมามองลูกชายที่ทำตาโตเหรอหรา ผมมองหน้าเจ้าตัวเล็กขนสั้นสีขาว ดูมันจะอบอกชอบใจ เอียงเอียงคอสบกลับดวงตาสีดำกลมใส
โซจู… เหรอ?
โซจู โซจู โซจูยา…. ก็น่ารักดีนี่หน่า
มีร์คิดพลางยิ้มออกมา พอคนตั้งชื่อให้เห็นสีหน้าจึงแอบยิ้มหน้าบานตามไปอยู่เงียบๆ ก่อนที่ลูกชายจะทันได้หันมาเห็น บังกีซุนก็รีบเก๊กหน้ากลับไปทำขรึม
“ได้ชื่อแล้วก็เอามันไปเก็บได้แล้วไป ดึกดื่นแล้ว เอามันมาเล่นอยู่ได้ เดี๋ยวเฉาตายก่อน” ทำเป็นสั่งเสียงขึงขัง มีร์เงยหน้าขึ้นมายิ้มกว้าง
“ค้าบบบบบบบบ ป๊ะป๋า” เขาลอยหน้าตอบเสียงร่า ช้อนตัวลูกชายขึ้นมาไว้แนบอกแล้ววิ่งหน้าตั้งเข้าห้องก่อนที่คนเป็นป๊าป๋าจะทันได้เอ่ยปากด่าในความทะเล้นหน้าของเขา
มีร์เดินเข้ามาเปิดไฟให้ความสว่างกับห้องนอน เขาเพิ่งหาคอกเล็กๆพอกั้นได้มาไว้ในห้อง เอามาใช้แก้ขัดไปก่อน กันหาย ตัวเล็กแค่นี้ถ้าวิ่งมุดนู่นมุดนี่ไป เขาคงหาไม่เจอง่ายๆ ฉะนั้นก็เอาใส่ไว้ในนี้นี่ล่ะ
คิดพลางมีร์ก็วางลูกชายลงบนที่นอนปูผ้า เอาไว้ชำนาญกว่านี้ก่อนนะ ป๊ะป๋าสัญญาจะปล่อยหนูออกมาวิ่งรอบห้องได้อย่างอิสระเลย
สงสัยจะง่วงแล้ว ลูกชายของเขาเลยไม่ดื้อไม่ซนนัก มันวิ่งวนรอบกรงได้สักพักก็เหนื่อยอ่อนจนยอมนอนอยู่นิ่งๆ
เขานั่งยิ้มอย่างปลื้มใจที่มีลูกชายน่ารัก ก่อนสักพักต่อมาจะนึกขึ้นมาได้ นี่เขาถ่ายรูปตัวเองกับ ‘โซจู’ เก็บไว้ในเครื่องนี่นา ยังไม่ได้อัพลงทวิตเตอร์เปิดเผยสู่สายตาชาวโลกเลย
ว่าแล้วก็ชะโงกตัวไปหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกองผ้าห่มที่ทับกันอยู่ เปิดไล่ดูรูปภาพแล้วเลือกมา ได้สองรูปที่ลูกชายของเขาสุดแสนจะน่าเอ็นดู รูปหนึ่งเขาจุ้บโซจู ส่วนอีกรูปเขาทำตาโตแข่งกับโซจูดูตลกเป็นบ้า
เจ้าของรูปมองแล้วก็อดหัวเราะตัวเองไม่ได้ แต่ก็เลือกรูปนั้นใส่ลงไปในโปรแกรมที่ใช้เล่น แล้วพิมพ์ข้อความอธิบายเอาไว้
เรามีสมาชิกใหม่ในครอบครัวแล้วนะ!!! เขาชื่อโซจูล่ะ~คิคิ ตัวเขาเล็กเท่ากำมือผมเองนะㅠㅠ ผมถามป๊าว่าควรจะตั้งชื่อเขาว่าอะไร แล้วป๊าก็บอกว่า “ฉันดื่มโซจูอยู่ เพราะฉะนั้น ให้มันชื่อโซจูก็แล้วกัน” ผมก็เลยเรียกเขาว่า โซจู คิคิ
แนะนำจบข้อความเขาก็อัพทั้งหมดลงไป เมื่อครู่เดียวทั้งข้อความและรูปภาพก็ไปปรากฏอยู่ในเพจแอคเคาท์
มีร์ลุกขึ้นเงียบๆ เดินกลับไปที่ประตูห้อง กำลังจะเอื้อมมือขึ้นปิดไฟ ก็พอดีกับที่โทรศัพท์ในมือสั่นเป็นจังหวะพร้อมกับเสียงเตือนเมสเสจใหม่ที่ส่งเข้ามา
เขาหันกลับไปมองลูกชายในห้อง คิดขึ้นได้ว่ามันอาจจะยังไม่ชินความมืดก็ได้ เลยเปิดไฟทิ้งเอาไว้ ก่อนจะปิดประตูห้องแล้วเดินออกไป พลางก็ยกเอาเครื่องมือสื่อสารในมือขึ้นมากดดู
ข้อความทั้งในเมสเสจบอกซ์ของโทรศัพท์กับเมนชั่นในทวิตเตอร์เรียงกับเป็นตับ แถมอีกทัพเป็นข้อความทักทายถูกชายของเขาที่ส่งเข้ามากันอย่างว่องไว
มีร์เดินก้มหน้าก้มตาไล่เปิดข้อความผ่านๆแล้วย้อนกลับไปอ่านตั้งแต่ข้อความแรกที่ได้รับมา พลางก็หย่อนก้นลงนั่งตรงหน้าโซฟาที่เดิม
เขาอมยิ้ม ให้กับข้อความอวยพรมากมายถูกส่งเข้ามา จากทั้งรุ่นพี่ที่ทำงานด้วยกัน เพื่อนๆในวงการ เพื่อนเก่าที่รู้จัก ไหนจะยังมีข้อความจากแฟนๆที่รักเขาอีกนับไม่ถ้วน
ถึงตอนนี้ฟ้าจะยังไม่สว่าง แต่นาฬิกาก็เลยเวลาเที่ยงคืนมาแล้วหลายนาที เพราะฉะนั้นวันนี้ จึงเป็นวันที่ 10 มีนาคม
วันเกิดของบังชอลยง… ผมเอง
ผมนั่งเลื่อนข้อความในเมสเสจบ็อกซ์จนหมดไป ก่อนจะย้ายไปอ่านเมนชั่นในทวิตเตอร์บ้าง เลือกอ่านเฉพาะของคนที่ฟอลโล่วเอาไว้ เพราะให้อ่านหมดทุกอันที่เมนชั่นมาเห็นท่าว่าจะไม่ไหว เขาทำได้แค่เลื่อนอ่านผ่านๆไป ก็อิ่มอกอิ่มใจคำอวยพรละลานตาที่ได้รับมานับพัน
ก่อนสายตาของเขาจะไปสะดุดกับข้อความของใครคนนั้นที่มองหา
นึกว่าจะไม่ส่งมาซะแล้วน่ะซิ….
That I can feel you touching my skin so tenderly
Come morning light, Just the victim of fantasy
Best Wishes
Cheondoong x Mir
Title :: Best Wishes
Author :: S.Momei
Couple :: Cheondoong x Mir
Rate :: PG
Background song ::All I want is you - 911
** คลิกฟังเพลงประกอบฟิคกันด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ **
น้ำฝนที่ค้างอยู่บนหลังคาตกลงมาพื้นเป็นจังหวะดังเปาะแปะ พักนี้ฝนตกบ่อยเกือบตลอดทั้งวัน และมันก็พาเอาความชื้นที่กลั่นตัวรวมกับสายลมหนาว กลายเป็นไอเย็นๆที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง หนำซ้ำในห้องครัวนี้ก็ไม่มีเครื่องฮีทเตอร์ บรรยากาศที่พบเจอจึงมีกลิ่นไปดินไอหญ้าปะปนกัน
เด็กหนุ่มยืนอยู่หน้าเตา เคี่ยวน้ำซุปที่ตั้งเอาไว้บนไฟอ่อนๆ ไอร้อนที่ลอยขึ้นมาปะทะกับใบหน้าให้ความอบอุ่น จนเขาแทบจะอยากมุดอยู่ในครัวนานๆ เพราะดูเหมือนทำแบบนี้มันจะอุ่นกว่าในห้องนั่นเล่นเสียอีก
ปลายทัพพีช้อนเอาน้ำซุปขึ้นมา เป่าเบาๆแล้วลองเอาเข้าปาก เขาไม่ค่อยแน่ใจ แบบนี้นี่พอกินได้หรือยังล่ะ?
จริงๆแล้วเขาก็เคี่ยวไม่ค่อยเป็นหรอกนะไอ้ซุปเนี่ย อาศัยมั่วๆเอาเท่าที่จำได้ ถ้ามันไม่อร่อยหรือกลืนไม่ลงก็อย่ามาว่ากันล่ะ เขาก็แค่อาวุโสน้อยที่สุดก็เลยโดนกดขี่ให้มารับหน้าที่สำรอง แทนแม่และพี่สาวของเขาที่หมดวาระและพากันเข้าไปหลับในห้องหมดแล้วในเวลาดึกดื่นขนาดนี้
น้ำซุปที่มาเคี่ยวตอนปาเข้าไปสี่ห้าทุ่มนี่นะ แน่นอนว่าไม่ได้เอาไปกินกับข้าวแน่นอนล่ะ
เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อสักสองสามชั่วโมงที่แล้วตอนที่เขาเพิ่งอาบน้ำเสร็จ อยู่ดีๆแม่ของเขาก็เปิดประตูเข้าห้องมา แล้วก็บอกว่า เพื่อนร่วมวงของเขามาหาที่บ้าน ตอนนั้นน่ะเขาก็ลืมคิดไป ว่าดึกดื่นป่านนี้ ไอ้คนที่คิดถึงอยู่มันคงไม่มีปัญญาออกมาหาได้ ไอ้เรารึก็อุตส่าห์ดีใจ รีบร้อนแต่งตัวออกไปรับหน้า
พอเปิดประตูออกไปจ๊ะเอ๋ก็ผงะ พอพบว่าเพื่อนร่วมวงที่แม่เขาว่า คือยังซึงโฮ ต่างหากล่ะ
เขาแทบอยากจะหันไปบอกแม่ว่า ถ้าคนนี้มาล่ะก็นะ แม่ต้องไปเรียกป๊า ไม่ใช่ผม!
ซึ่งอันที่จริงแล้วก็แทบไม่ต้องรอให้เรียก เพราะคนที่ออกมาทักทายตัดหน้าเขาก็คือคนที่ว่านั่นล่ะ และเขาก็เพิ่งรู้ทีหลังด้วยว่า มีการโทรหานัดแนะกันล่วงหน้าแล้วเรียบร้อย เออ ให้มันได้อย่างงี้ ตกลงว่าพี่ซึงโฮนี่เป็นเพื่อนเขาหรือเป็นเพื่อนพ่อเขากันแน่นะ
พวกคุณคงแปลกใจใช่ไหมล่ะ? ว่าทำไมการโผล่มาของลีดเดอร์ยังถึงดูเป็นเรื่องปกตินัก?
ก็ถ้าคุณเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวบังแล้วนะ คุณจะไม่สงสัยเลยว่าทำไม เพราะพี่ซึงโฮน่ะมาที่บ้านบ่อยมากๆ มาจนสนิทกับแม่และป๊าเขาไปแล้ว เวลาพี่แกอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศมาโอเรียนทอลสไตล์ ไอ้อารมณ์ก๊งเหล้ากับญาติผู้ใหญ่น่ะนะ ก็จะหอบเนื้อย่างซักชุดใหญ่ๆมานั่งงมอยู่กับป๊าผมนี่ล่ะ ตลอด เอ๊อ ใช่ซี๊ ก็คนเขามีรถนี่หว่า จะไปไหนมาไหนเมื่อไหร่ก็ได้ดั่งใจ บ้านเขาเลยกลายเป็นปาร์ตี้น้ำจันท์ของคนชรา
นั่นล่ะ ตัวการที่ไล่เขาให้มายืนเคี่ยวในซุปอยู่แบบนี้ เครืองเคียงชั้นดีที่เอาไว้ซดกับโซจู
“เฮ่ยยยยยยยยย ชอลยง! เอ็งเข้าไปทำอะไรนานนักหนา ออกมาๆ แล้วเอาเหล้ามาอีกขวดด้วย!”
“รู้แล้วป๊า แป้บนึง”
ไม่ทันไรพ่อเขาก็ตะโกนข้ามมาจากในบ้าน เขาก็เลยตะโกนกลับไป เอะอะก็ไม่ทันใจ พวกผู้ชายวัยทองก็อย่างนี่ล่ะน้า เขาย่นคิ้ว ว่าแล้วก็เอื้อมมือไปปิดเตาไฟฟ้า ใส่ถุงมือแล้วยกหม้อขึ้นมาเทซุปใส่ถ้วยไปให้ เสร็จเรียบร้อยก็ปิดฝาหม้อเอาไว้ จากนั้นก็เดินไปเปิดตู้เย็น
ขาดแก้วสีเขียวตั้งอยู่ที่ชั้นล่าง เขาหยิบออกมา เย็นเจี๊ยบจนมือชาตอนที่จับ
มันเป็นโซจูต้นตำรับแบบที่พ่อเขาโปรดนักโปรดหนา และลีดเดอร์ยังของเขาก็คอนเฟิร์มว่ามันเด็ดจริง
เสียงบ่นล้งเล้งของคนเป็นพ่อดังลอดเข้ามา เขาเดินทำหน้ามุ่ยไปหยิบถาดมารองเอาถ้วยน้ำซุปและโซจูตั้งไว้เพื่อยกไปพร้อมกัน นี่บริการกันอย่างดีเลยนะ ถ้าตกงานขึ้นมานี่สงสัยจะไปเป็นบ๋อยได้สบายๆ
แสงไฟในห้องนั่งเล่นถูกเปิดไว้รำไร อาศัยแสงจากไฟโคมตรงระเบียงหน้าบ้านที่สาดส่องเข้ามา บรรยากาศเหมาะเหม็งที่ลูกผู้ชายสามคนจะมารวมหัวกันนั่งกระดกเหล้าในคืนหนาวเช่นคืนนี้
พ่อของเขานั่งเป็นตัวตั้งตัวตีอยู่ที่หัวโต๊ะ และพี่ซึงโฮก็นั่งตาลอยอยู่ใกล้ๆ กรุณาอย่างงกับคำที่ผมใช้บรรยาย พี่ซึงโฮยังไม่ได้เมาอะไร แต่ผมว่าพี่แกนั่งตาลอยได้ตลอดเวลา
คนอายุน้อยนั่งย่อเข่าแล้วหยิบเอาถ้วยน้ำซุปวางลงตรงกลางโต๊ะ แล้วเอาโซจูตั้งแทนที่ขวดเก่าที่คนอาวุโสทั้งสองเล่นดวดกันเป๊กต่อเป๊กเสียจนมันไม่เหลือหลอ เขาล่ะนับถือในความคอแข็งซะไม่มี
พอเสร็จหน้าที่เขาก็นั่งลงไม่ไกล เอนหลังพิงไว้กับขอบโซฟา ในทันทีเจ้าหมาน้อยตัวกะจิดริดสีขาวก็วิ่งจี๋เข้ามาหาถึงตัก
“เอามันไปเก็บในห้องไป ปล่อยมันวิ่งไปวิ่งมา เดี๋ยวก็หลุดหายไปไหนจนได้” พ่อของเขาบ่นขึ้นขณะที่เปิดโซจูขวดใหม่แล้วรินลงไปในแก้วเปล่าใบเล็ก แบ่งกันคนละเป๊กกับคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ
เขาทำหน้านิ่วขมวดคิ้วไม่พอใจ มือก็ประคองไอ้เจ้าลูกชายตัวเล็กขึ้นมาไว้แนบอก
จริงสิ นี่ผมยังไม่ได้บอกพวกคุณใช่ไหม ผมเพิ่งได้ลูกหมามาใหม่วันนี้ล่ะ! แล้วก็จัดการสถาปนามันขึ้นมารับตำแหน่งรัชทายาทของผมแล้วด้วย!
น่ารักซะไม่มีอะ ตัวเล็กกระจิ๋วหลิวแบบว่ายัดใส่ถ้วยกาแฟได้สบายๆ!
ว่าแต่ว่า มันยังไม่มีชื่อเลยอ่ะ แล้วผมควรจะเรียกลูกชายผมว่าอะไรดี?
“ป๊า ตั้งชื่อให้ลูกผมหน่อยดิ” ผมพูด ทำเป็นไม่ได้ยินมาเมื่อครู่นี้พ่อสั่งว่าอะไร พี่ซึงโฮนั่งกึ่มๆมองผมกับหมาอยู่เงียบๆ จะว่าไปผมก็ชักไม่แน่ใจว่าลีดเดอร์ผมเริ่มเมาไปแล้วหรือยัง
“วู้ จะชื่ออะไรก็ให้มันชื่อไปซักชื่อเถอะ อิแค่ลูกหมา!” คุณกีซุนป๊าผมพูดออกมาปัดๆ ผมตีหน้าหงอยก้มลงมองเจ้าลูกหมา ลูกชายผมกะพริบตากลมๆใสแจ๋ว ดูซิ มันน่ารักขนาดนี้ แต่ผมก็ไม่มีปัญญาคิดชื่อให้มัน
คนเป็นพ่อดื่มโซจูกลืนลงคออึกๆจนหมดไปอีกแก้วเป็ก ก่อนจะเหลือบตามองลูกชาย เห็นแววตากับท่าทางประคบประหงมสุดกำลังแบบนั้นแล้วก็ยอมใจอ่อน
“เออๆๆ ไหนเอามันมาดูซิ” คนเป็นพ่อพูดด้วยน้ำเสียงเสียไม่ได้ มีร์เงยหน้าขึ้นมาอย่างดีใจ คนเป็นพ่อตีหน้าแข็งๆ แต่ก็เหลือบตามามองไอ้เจ้าลูกชายตัวเล็กของเขาเป็นระยะๆ โถ่เอ๊ย เก๊กไปอย่างนั้นล่ะว้า เขารู้ว่าป๊าเขาก็เอ็นดูมันเหมือนกันนั่นล่ะ ชอบทำท่าวางมาดไปได้
เขาช้อนตัวเจ้าลูกหมาขึ้นมาจากตัก ก่อนจะยื่นมันไปตรงหน้าคนเป็นพ่อ คนสูงอายุจับหน้าแหลมๆพลิกซ้ายพลิกขวา ลูกหมาตัวเล็กตาโตแลบลิ้นใส่ บังกีซุนหันกลับไปคว้าขวดเหล้าขึ้นมารินลงในแก้ว มีร์มองตาม เขาหันไปมองพี่ซึงโฮที่นั่งอยู่เงียบๆ แต่ก็ดูรู้ว่าเลียบๆมองอยู่เหมือนกัน
พ่อของเขายื่นแก้วโซจูไปตรงหน้าลูกหมา เจ้าของรีบคว้าเอาลูกชายตัวเองมากอดไว้แนบอกเมื่อไอ้ตัวเล็กทำทู่ดจมูกฟึดฟัดจนหน้าจะทิ่มลงไปในแก้ว
“ป๊าทำไร!”เขารีบร้องโวย ก้มหน้าลงไปเอาจมูกชนกับจมูกเจ้าลูกหมา กลิ่นเหล้าลอยมาอ่อนๆ
“ดูมันชอบนี่” คนเป็นพ่อพูดอย่าชอบใจ แต่คนเป็นลูกชายขมวดคิ้ว
“ไม่ได้ดิป๊า เดี๋ยวลูกผมเมา!” พอพูดจบ เขาเห็นลีดเดอร์เขาเขากลั้นหัวเราะเบาๆแล้วส่ายหัวเอือมระอา เอา อะไรล่ะวะ หมามันก็เมาได้เหมือนคนนั่นล่ะ
“โซจู” พ่อผมพูดออกมาสั้นๆ ผมทำหน้างง ไม่ใจ ทำไมอะ? ก็โซจูไง รู้แล้ว แล้วยังไงอะ?
คนเป็นพ่อยกยิ้มเมื่อเห็นสีหน้างงๆของลูกชาย ก่อนจะยกแก้วเป็กขึ้นดวดจนมันหดไป เสียงในลำคอบ่งบอกว่ารสมันอุ่นซ่านลึกล้ำขนาดไหน
“ฉันดื่มโซจูอยู่ เพราะฉะนั้น ให้มันชื่อโซจูก็แล้วกัน” พ่อของเขาพูดพร้อมกับรอยยิ้มกระหยิ่มภูมิใจเมื่อวางแก้วเหล้ากลับลงไปบนโต๊ะ
ผมนั่งมองหน้าคนเป็นป่ะป๊าตาค้าง ก่อนจะก้มหน้ากลับลงมามองลูกชายที่ทำตาโตเหรอหรา ผมมองหน้าเจ้าตัวเล็กขนสั้นสีขาว ดูมันจะอบอกชอบใจ เอียงเอียงคอสบกลับดวงตาสีดำกลมใส
โซจู… เหรอ?
โซจู โซจู โซจูยา…. ก็น่ารักดีนี่หน่า
มีร์คิดพลางยิ้มออกมา พอคนตั้งชื่อให้เห็นสีหน้าจึงแอบยิ้มหน้าบานตามไปอยู่เงียบๆ ก่อนที่ลูกชายจะทันได้หันมาเห็น บังกีซุนก็รีบเก๊กหน้ากลับไปทำขรึม
“ได้ชื่อแล้วก็เอามันไปเก็บได้แล้วไป ดึกดื่นแล้ว เอามันมาเล่นอยู่ได้ เดี๋ยวเฉาตายก่อน” ทำเป็นสั่งเสียงขึงขัง มีร์เงยหน้าขึ้นมายิ้มกว้าง
“ค้าบบบบบบบบ ป๊ะป๋า” เขาลอยหน้าตอบเสียงร่า ช้อนตัวลูกชายขึ้นมาไว้แนบอกแล้ววิ่งหน้าตั้งเข้าห้องก่อนที่คนเป็นป๊าป๋าจะทันได้เอ่ยปากด่าในความทะเล้นหน้าของเขา
มีร์เดินเข้ามาเปิดไฟให้ความสว่างกับห้องนอน เขาเพิ่งหาคอกเล็กๆพอกั้นได้มาไว้ในห้อง เอามาใช้แก้ขัดไปก่อน กันหาย ตัวเล็กแค่นี้ถ้าวิ่งมุดนู่นมุดนี่ไป เขาคงหาไม่เจอง่ายๆ ฉะนั้นก็เอาใส่ไว้ในนี้นี่ล่ะ
คิดพลางมีร์ก็วางลูกชายลงบนที่นอนปูผ้า เอาไว้ชำนาญกว่านี้ก่อนนะ ป๊ะป๋าสัญญาจะปล่อยหนูออกมาวิ่งรอบห้องได้อย่างอิสระเลย
สงสัยจะง่วงแล้ว ลูกชายของเขาเลยไม่ดื้อไม่ซนนัก มันวิ่งวนรอบกรงได้สักพักก็เหนื่อยอ่อนจนยอมนอนอยู่นิ่งๆ
เขานั่งยิ้มอย่างปลื้มใจที่มีลูกชายน่ารัก ก่อนสักพักต่อมาจะนึกขึ้นมาได้ นี่เขาถ่ายรูปตัวเองกับ ‘โซจู’ เก็บไว้ในเครื่องนี่นา ยังไม่ได้อัพลงทวิตเตอร์เปิดเผยสู่สายตาชาวโลกเลย
ว่าแล้วก็ชะโงกตัวไปหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกองผ้าห่มที่ทับกันอยู่ เปิดไล่ดูรูปภาพแล้วเลือกมา ได้สองรูปที่ลูกชายของเขาสุดแสนจะน่าเอ็นดู รูปหนึ่งเขาจุ้บโซจู ส่วนอีกรูปเขาทำตาโตแข่งกับโซจูดูตลกเป็นบ้า
เจ้าของรูปมองแล้วก็อดหัวเราะตัวเองไม่ได้ แต่ก็เลือกรูปนั้นใส่ลงไปในโปรแกรมที่ใช้เล่น แล้วพิมพ์ข้อความอธิบายเอาไว้
เรามีสมาชิกใหม่ในครอบครัวแล้วนะ!!! เขาชื่อโซจูล่ะ~คิคิ ตัวเขาเล็กเท่ากำมือผมเองนะㅠㅠ ผมถามป๊าว่าควรจะตั้งชื่อเขาว่าอะไร แล้วป๊าก็บอกว่า “ฉันดื่มโซจูอยู่ เพราะฉะนั้น ให้มันชื่อโซจูก็แล้วกัน” ผมก็เลยเรียกเขาว่า โซจู คิคิ
แนะนำจบข้อความเขาก็อัพทั้งหมดลงไป เมื่อครู่เดียวทั้งข้อความและรูปภาพก็ไปปรากฏอยู่ในเพจแอคเคาท์
มีร์ลุกขึ้นเงียบๆ เดินกลับไปที่ประตูห้อง กำลังจะเอื้อมมือขึ้นปิดไฟ ก็พอดีกับที่โทรศัพท์ในมือสั่นเป็นจังหวะพร้อมกับเสียงเตือนเมสเสจใหม่ที่ส่งเข้ามา
เขาหันกลับไปมองลูกชายในห้อง คิดขึ้นได้ว่ามันอาจจะยังไม่ชินความมืดก็ได้ เลยเปิดไฟทิ้งเอาไว้ ก่อนจะปิดประตูห้องแล้วเดินออกไป พลางก็ยกเอาเครื่องมือสื่อสารในมือขึ้นมากดดู
ข้อความทั้งในเมสเสจบอกซ์ของโทรศัพท์กับเมนชั่นในทวิตเตอร์เรียงกับเป็นตับ แถมอีกทัพเป็นข้อความทักทายถูกชายของเขาที่ส่งเข้ามากันอย่างว่องไว
มีร์เดินก้มหน้าก้มตาไล่เปิดข้อความผ่านๆแล้วย้อนกลับไปอ่านตั้งแต่ข้อความแรกที่ได้รับมา พลางก็หย่อนก้นลงนั่งตรงหน้าโซฟาที่เดิม
เขาอมยิ้ม ให้กับข้อความอวยพรมากมายถูกส่งเข้ามา จากทั้งรุ่นพี่ที่ทำงานด้วยกัน เพื่อนๆในวงการ เพื่อนเก่าที่รู้จัก ไหนจะยังมีข้อความจากแฟนๆที่รักเขาอีกนับไม่ถ้วน
ถึงตอนนี้ฟ้าจะยังไม่สว่าง แต่นาฬิกาก็เลยเวลาเที่ยงคืนมาแล้วหลายนาที เพราะฉะนั้นวันนี้ จึงเป็นวันที่ 10 มีนาคม
วันเกิดของบังชอลยง… ผมเอง
ผมนั่งเลื่อนข้อความในเมสเสจบ็อกซ์จนหมดไป ก่อนจะย้ายไปอ่านเมนชั่นในทวิตเตอร์บ้าง เลือกอ่านเฉพาะของคนที่ฟอลโล่วเอาไว้ เพราะให้อ่านหมดทุกอันที่เมนชั่นมาเห็นท่าว่าจะไม่ไหว เขาทำได้แค่เลื่อนอ่านผ่านๆไป ก็อิ่มอกอิ่มใจคำอวยพรละลานตาที่ได้รับมานับพัน
ก่อนสายตาของเขาจะไปสะดุดกับข้อความของใครคนนั้นที่มองหา
นึกว่าจะไม่ส่งมาซะแล้วน่ะซิ….
มีร์อมยิ้ม ทั้งที่เขากำลังนั่งอยู่เฉยๆในมุมเงียบๆตรงนี้ แต่หัวใจที่กำลังเต้นอยู่มันพองโตคล้ายกับจะลอยได้ เวลาที่คาดหวังอะไรมากๆแล้วมันเป็นอย่างที่แอบภาวนาไว้ มันเต็มตื้นรื้นความอบอุ่นที่สูบฉีดไปเต็มหัวใจ อย่างที่ยากจะบรรยายออกมาให้มากมายตรงกับที่ใจรู้สึก
อันที่จริง ที่เขาเป็นเอามากขนาดนี้น่ะนะ ก็เพราะช่วงหลายวันที่ผ่านมา ไอ้น่ารักซังฮยอนมันไม่ได้ติดต่อมาเลยซักครั้ง
พิมพ์คุยกันก็ได้แค่ไม่กี่คำสั้นๆ แล้วก็มีงานเข้ามาขัดตลอดเวลา แถมกว่าอีกฝ่ายจะได้กลับมาก็แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน
เขาทำได้แต่นอนเซ็งไปวันๆ จะโทษใครก็ได้ มันเรื่องงานเรื่องการทั้งนั้นนี่นะ ถึงเขาจะน้อยใจก็เถอะ คนอื่นๆมีคิวงานได้เจอกันทุกวัน นี่ยังไม่นับที่บินไปญี่ปุ่นแล้วก็เมืองไทย แน่นอน ซึ่งเขาไม่มีโอกาสได้บินไป เพราะอาการที่หลังมันบังคับให้นั่งเครื่องบินนานๆไม่ได้ เขาก็เลยได้แต่ทำใจรออยู่ที่นี่
เคยมีอยู่วันหนึ่ง ไอ้คนน่ารักมันอัพทวิตถึงแฟนคลับตั้งแต่เช้า เข้าใจว่าวันนั้นคงมีอีเวนท์อะไรซักอย่าง ไอ้เรารึก็นึกว่าว่าง ก็เลยทักเป็นข้อความในโปรแกรมสนทนาไป ก็ไม่เห็นตอบมันอะไร ตอนนั้นน่ะยอมรับว่าแอบหงุดหงิดใจ รอตั้งนานก็ไม่ยอมตอบ คุณต้องเข้าใจนะ ว่าตอนนั้นผมน่ะไม่ได้คุยกับไอ้บ้านี่มาตั้งหลายวัน พอเราอารมณ์ดีตั้งใจจะคุยกับมัน ก็ดันเงียบหายไปอีกซะเฉยๆ คนเรามันก็ต้องมีอารมณ์เสียกันบ้าง
นั่นแหละ จนกระทั่งสุดท้ายผมตัดสินใจโทรไป มันก็ยังไม่ยอมรับสาย พอโทรหลายๆครั้งติดต่อกันไป มันก็ตัดสายใส่ผมซะอย่างนั้นน่ะ
โคตรน่าโมโห…
พอผ่านไปหลายๆชั่วโมง ผมลองโทรหาคนอื่นนะ แต่สุดท้ายก็โดนทำอย่างนั้นใส่เหมือนกัน คือตัดสาย ผมไม่รู้หรอกนะว่ากำลังอัดรายการหรือทำอะไรกันอยู่ แต่ทำแบบนี้มันสนุกนักหรือไง?
ฉันโทรไปตั้งหลายครั้ง แต่ก็ไม่เห็นจะสนใจ นี่ฉันไปรบกวนอะไร หรือถูกลืมไปแล้วกันแน่นะ…? –คึคึคึ-
ผมอัพทวิตเป็นข้อความสั้นๆ ระบายความรู้สึกตอนนั้น เอาเถอะ ผมก็ไม่ได้คาดหวังหรอกว่ามันจะต้องมีใครมาสนใจ ซึ่งก็จริง ไม่มีใครตอบข้อความหรือเมนชั่นอะไรมาหาผมทั้งนั้นล่ะ
ผมจะนอนเป็นบ้าอยู่คนเดียวที่บ้านนี่ก็คงไม่มีใครสนใจ ใช่ซิ…
คิดย้อนไป พลางมีร์ก็อดไม่ได้ที่จะเบะปาก ไอ้รอยยิ้มกว้างๆเมื่อครู่นี้ไม่รู้ว่าหายไปตอนไหน คนถูกพักงานพยายามไล่ความคิดเหล่านั้นออกไป คิดน้อยใจไปก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้นมา
อย่างไอ้บ้านั่นน่ะนะจะมาสนใจ หึ ไม่มีทางซะล่ะ…
คิดแล้วเขาเลยรีบเปิดอ่านข้อความที่ปาร์คซังฮยอนเมนชั่นมาหา คิดเสียว่าเขาน่ะควรจะดีใจ เพราะอีกฝ่ายก็ยุ่งจริงๆในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขาไม่เห็นว่ามันจะมีเวลามาอัพอะไรใส่ทวิตเตอร์เลยสักอัน
นับแต่วันนั้น นี่เป็นข้อความแรกที่มันเข้ามาแตะในทวิตเตอร์
สุขสันต์วันเกิด!! ถ้าอย่างนั้น ฉันก็ให้โซจูนายไม่ได้น่ะซิ!? O-O
เขาอ่านแล้วทำหางตาตก เออ สงสัยจะอารมณ์ดีแฮะถึงมาทำตลกใส่ ปกติไม่ค่อยจะได้เห็นมาพิมพ์อะไรแบบนี้ให้ แต่จะว่าไปแล้วเขาก็อดขำไม่ได้ ไม่ใช่เพราะมุขที่พิมพ์มาให้หรอกนะ แต่เป็นเพราะความไวของปาร์คซังฮยอนต่างหากล่ะ
อะโถ่ ที่แท้ก็แอบอ่านทวิตเขาเหมือนกันนี่หว่า
มีร์นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จนหน้าบานแบบไม่ทันรู้ตัว
ไอ้บ้าเอ๊ย…
ขอบคุณนะ!! ไม่ได้ นั่นลูกชายฉัน ㅠㅠ นั่นแหละ ตอนนี้อยู่กับพี่ซึงโฮอ่ะ เบื่อจะตายอยู่แล้ว ㅠㅠㅠ
เขาพิมพ์ข้อความส่งกลับไป ไม่ได้ตั้งใจจะอ้อนอะไรมันหรอกนะ แต่ถ้าจะช่วยสำนึกแล้วมาสนใจกันบ้างก็ดีอ่ะ เพราะเขาเบื่อจริงๆ ผู้สูงอายุทั้งสองยังคงนั่งร่ำเมรัยกันต่อไป พูดคุยกันตามประสาพ่อบ้าน(?)ที่ไม่ได้เจอกันนาน เขาไม่รู้จะเข้าไปขัดไปแทรกอะไร ปล่อยเขาคุยกันไปดีกว่า เนื้อย่างที่พี่ซึงโฮหอบมา เขาก็ฟาดไปซะเกือบครึ่งเตาจนคุ้มละ
โทรศัพท์ของเขาสั่น เมื่อมีเมนชั่นมาจากคนรู้จัก
และมันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ที่เป็นข้อความของซังฮยอน ซึ่งตอบข้อความเขาสุดแสนจะทันใจ
หยั่งกะตาฝาดไปอย่างนั้นน่ะ ปกติคนอย่างปาร์คซังฮยอนน่ะตอบเมนชั่นใครซ้ำสองเสียที่ไหน!
ถ้านายสั่งไก่กับพิซซ่ามา ฉันจะไปหาแล้วเล่นด้วย… ตอนนี้เพิ่งออกกำลังกายเสร็จน่ะ หิวจนจะตายอยู่แล้ว
เขานั่งอ่านข้อความซ้ำอยู่สองสามรอบ หมายความว่ายังไงวะ? เขาเข้าใจหมดทั้งประโยคนั่นแหละ แต่ขอขีดเส้นใต้ตรงคำว่า “เล่นด้วย” เล่นด้วยบ้าอะไรของมันวะ? หรือเพราะผมบ่นว่าเบื่อมันเลยบอกจะมาเล่นด้วย? เล่นบ้าเล่นบออะไรล่ะ! เขาไม่ได้บอกซะหน่อยว่าอยากให้มันมาเล่น
แล้วดูแม่งพิมพ์มาดิ มีร์กัดปากหน้าแดง แต่ละถ้อยคำที่มันเลือกมาใช้ เขาอ่านแล้วมันสั่นไปทั้งใจ ทำไมคำพูดง่ายๆมันฟังดูออดอ้อนอย่างบอกไม่ถูกได้ขนาดนี้
นี่ปาร์คซังฮยอนมันรู้ตัวไหม หรือมันตั้งใจตั้งแต่ตอนพิมพ์!?
คนขี้เขินนั่งเม้มปากกลั้นรอยยิ้ม ปลายนิ้วก็จิ้มพิมพ์ข้อความกลับไปหา
ถ้าจะกินขนาดนั้นแล้วจะออกกำลังกายทำไมล่ะห๊ะ!!
ไม่รู้ตัวว่าพิมพ์อะไรไป แต่เขารู้สึกว่าตัวเองเขียนตอบไปได้โคตรจะไร้สาระ แต่ตอนนี้เขาคิดอะไรไม่ออกแล้วล่ะ หยั่งกับว่ามีลูกโป่งผูกไว้ที่หลัง มันอาจจะพาเขาลอยข้ามผนังไปชนเพดานได้ยังไงอย่างงั้น
โดยที่เจ้าตัวไม่ทันได้สังเกตเลยว่า ท่าทางของตัวเองน่ะมันชักจะมากเกินไปจนสะดุดสายตาคนที่เขานั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลเข้าเสียแล้วล่ะ
โทรศัพท์ในมือสั่นเป็นจังหวะอีกครั้ง มีร์ทำตาโตรีบเปิดขึ้นมา มีข้อความซ้อนอยู่หลายอัน แต่หนึ่งในนั้น ใครบางคนก็รีบตอบเขากลับมาแทบจะในทันที
มีร์ยิ้มจนแก้มแทบปริ
ก็ฉันต้องกินหลังออกกำลังกายนี่นา~ คิคิคิคิ อยากเจอลูกชายนายจัง
คนอ่านข้อความพยายามกลั้นยิ้มเอาไว้ แต่เห็นท่าจะไม่สำเร็จ ข้อความที่ได้รับมามันหวานเข็ดใจ นี่เขาคิดไปเองหรือเปล่านะ ว่าประโยคสั้นๆที่เขาอ่านอยู่นี่น่ะ มันช่างน่ารักเสียไม่มี
ถ้าอยากมาก็มาเลยสิวะ พูดอ่อยไปอ่อยมาอยู่ได้
เขาตั้งท่าจะพิมพ์ข้อความตอบกลับไป แต่ทันใดนั้น เสียงของคนเป็นพ่อที่นั่งอยู่ใกล้ๆก็ขัดขึ้นมา
“เฮ้ยๆ ให้มันน้อยๆหน่อยนะ งมเหลือเกินโทรศัพท์น่ะ ติดสาวหรือไงวะ หือ?”
มีร์ชะงักปลายนิ้วที่กำลังจะพิมพ์ข้อความ ก่อนจะรีบเงยหน้าขึ้นมา คนเป็นพ่อถือตะเกียบในมือค้างไว้ หันตัวมานั่งจ้องหน้า คนถูกกล่าวหาลุกลี้ลุกลนเหรอหราทำตาโต
“ติดสงติดสาวอะไรล่ะป๊า! เล่นมือถืออยู่เฉยๆอ่ะ” เขาหันไปมองหน้าลีดเดอร์หวังจะขอความช่วยเหลือ แต่กลับพบว่า ไอ้สีหน้าแบบนั้นน่ะนะ มีแต่จะรอได้ทีซ้ำเขาต่างหากล่ะ
“ทวิตเตอร์ไงทวิตเตอร์ เนี่ย!” เขารีบกดออกจากหน้าที่พิมพ์ไปหา @MBLAQCD แล้วชูขึ้นไปหาลีดเดอร์ที่นั่งทำสีหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อเขา พอๆกับคนเป็นพ่อที่จ้องเอาๆด้วยสายตาแปลกๆ
ทำไมวะ? เขาก็นั่งกดโทรศัพท์อยู่เฉยๆอะ? น่าแปลกนักหรือไง?
คนเป็นพ่อเหลือบมองดูโทรศัพท์ผ่านๆอย่างไม่ค่อยสนใจ ก่อนจะเหวี่ยงสายตาเฉียบคมกลับมาทางลูกชายอีกครั้ง
“แล้วเล่นไอ้ทะวิตต้งทะวิตเต้อนี่มันต้องหน้าแดงนั่งบิดไปบิดมาด้วยเหรอ หา? ยอมรับเถอะวะ คุยกะแฟนอยู่ล่ะซิ”
มีร์สะดุ้งกับคำพูดนั้นแล้วทำหน้าตื่นตกใจ เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเมื่อครู่นี้ตัวเองออกมาท่าออกทางไปมากน้อยแค่ไหน ไม่รู้ตัวเลยว่ามันทำให้พ่อกับรุ่นพี่ร่วมวงของเขาที่นั่งดวดเหล้ากันอยู่ใกล้ๆ สังเกตถึงอาการเหล่านั้นได้อย่างแจ่มชัด
“แฟนเฟินอะไร ไม่มี๊” มีร์รีบปฏิเสธเสียงดังฟังชัด แหงสิ ก็เขาไม่มีนี่หว่า จะให้ยอมรับได้ยังไงล่ะ พ่อนี่ก็ช่างหาเรื่องว่าเขาไปเรื่อย
คนเป็นพ่อมองหน้าลูกชายไม่วางตา เปรียบเทียบเสียงแข็งๆกับไอ้อาการก่อนหน้าแล้วก็ยังไม่วางใจ เลยหันหน้าไปทางพยานในเหตุอีกคนหนึ่ง
“ปากแข็งจริง ซึงโฮล่ะรู้บ้างไหม? ไอ้มีร์มันคบใครอยู่?” คนเป็นพ่อเอ่ยปากถาม ทำให้มีร์ต้องหันขวับไปตามชื่อนั้น รุ่นพี่ของเขานั่งทำหน้าทำตาเหมือนรู้ทัน พี่ซึงโฮสบตาเขาแว่บเดียวสั้นๆก่อนจะหันไปหาพ่อของเขา
“สาวๆมันเยอะครับป๊า” พี่ซึงโฮตอบออกมา จนมีร์เหลือกตาต้องรีบอ้าปากเถียง
“สาวเยอะบ้าอะไร! พี่อย่ามาอย่างงี้ดิ ไม่เห็นมีซักคนอ่ะ” คนอายุน้อยรีบปกป้องตัวเองเต็มที่ มากล่าวหากันลอยๆแบบนี้ได้ยังไง สาวบ้าสาวบ้ออะไรที่ไหน เขายังไม่เคยไปรู้จักมักจี่กับใครในแง่นั้นเลยซักกะคน
เขาจ้องหน้าพี่ซึงโฮอย่างร้อนลน ซึ่งคนแก่กว่าก็ยังจะทำมาเป็นเลิกคิ้วใส่เขา
“อ้าว แล้วเจียล่ะ เห็นเขาขยันทวิตหานายจังนี่ เมื่อกี๊ไม่ได้คุยกับเขาอยู่หรอกเหรอ?” เด็กหนุ่มตีหน้างงกับชื่อที่ได้ยิน นิ่งไปสักพัก ก่อนสมองจะไล่เรียงประมวลผลออกมา เจีย? มิสเออ่ะนะ?
“บ้า เปล่าเลย ผมได้ตอบเขาบ่อยๆที่ไหนเล่าพี่ ไม่ได้เป็นไรกันเลย รู้จักกันเฉยๆ เพื่อนกันแท้ๆเลยอ่ะ” มีร์รีบโพล่งตอบตามที่คิด เพราะเขาบริสุทธิ์จิตไม่ได้มีอื่นใดแม้แต่นิดแต่น้อย ทางโน้นคุยมา เขาก็แค่คุยกลับไป แล้วก็ไม่ได้คุยบ่อยอะไรมากมายด้วย ถ้าเกิดจะสนิทกันขึ้นมาก็ช่วยไม่ได้อ่ะ เพื่อนก็เพื่อนสิวะ เขาไม่มีทางจะคิดได้มากกว่านั้นอยู่แล้ว
ยังซึงโฮเหลือบมองหน้าเขาแล้วเอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ อะไร! นี่เขาจริงจังนะ มากล่าวหากันอย่างงี้ไม่ได้ดิ
“จริงๆ!” เขาย้ำอีกที พี่ซึงโฮก็ตอบกลับมาเพียงไหวไหล่ เขาอ้าปากกำลังจะอธิบายซ้ำ ก็พอดีกับที่พ่อเขาพูดแทรกขึ้นมา
“แล้วชอนดุงล่ะ?”
แทบจะสำลักอากาศ มีร์หายใจขัดและสะดุ้งหน้าตาตื่น เขาหันขวับกลับไปหาพ่อ ซึ่งเลิกคิ้วอยู่เหมือนรอฟังคำตอบ
“อ… อะไรป๊า”
เขาตกใจจนพูดอะไรไม่ออก ไม่คิดว่าจะเป็นชื่อนี้ที่จะหลุดเข้ามาให้ป๊าเอ่ยถาม ก็นี่มันผู้ชายนะ อยู่ดีๆพ่อของเขาจะเกิดสงสัยขึ้นมาได้ยังไงล่ะ หรือว่าเขาทำอะไรตระโตกกระตากเกินไปให้พ่อจับได้ พ่อเขาไปรู้เรื่องอะไรมาหรือเปล่า!?
“ผมกับมัน ม… ไม่ได้เป็นอะไรกันซะหน่อย!”
มีร์โพล่งพูดเสียงดังแต่ฟังไม่ชัด ประโยคกุกกักเหมือนมีอะไรที่ขยักเอาไว้ในถ้อยเสียง คนอายุน้อยหลบสายตา ไม่กล้าจะมองหน้าคนเป็นพ่อ เพราะปกติไม่เคยจะพูดจาโกหกใคร หัวใจมันเต้นตุ้มๆต่อมๆไม่เป็นจังหวะ แต่นี่เขาก็ไม่ได้โกหกนะ แค่มันไม่เต็มปากไม่เต็มคำยังไงก็ไม่รู้อะ
แต่ถ้าจะมาบอกว่าเป็น แฟน อะ ไม่ มี ทาง!
“อะไรของเอ๊ง?” เสียงงงๆของคนเป็นพ่อแทรกเข้ามาสะดุดความคิด มีร์เอะใจนิดหนึ่งในน้ำเสียงปนความสงสัย เขาจึงเงยหน้ากลับขึ้นไป ซึ่งก็พบว่าพ่อของเขากำลังทำสีหน้าว่าไม่เห็นจะเข้าใจอะไรที่เขาเอ่ยออกไปเมื่อครู่
“อ้าว ก็เมื่อกี๊ ป๊า… ถาม อะ” เขาตอบเสียงอ่อย ไม่กล้าพูดอะไรออกมาไปมาก สถานการณ์ชักไม่ค่อยจะดี แบบนี้แปลว่าต้องมีอะไรเข้าจิดกันแล้วล่ะ เขารู้สึกหยั่งกับว่าเพิ่งจะทำอะไรพลาดไป
“ถาม? ถามอะไร? ป๊าจะถามซึงโฮว่าชอนดุงไปไหน ทำไมวันนี้ไม่เห็นมา” คนเป็นพ่อตอบออกมางงๆ แม้มว่าในสายตาจะเริ่มมีแววสังเกตพิรุธบางอย่างปรากขึ้น แต่มีร์เริ่มฟื้นสติระลึกได้ สรุปว่าเมื่อกี๊เขาตีโพยตีพายไปเองงั้นสิ?
โถไอ้มีร์…
“ก็เมื่อกี๊ป๊าซักเรื่องแฟนผมอยู่อะ จะไปรู้ได้ไงเล่า” มีร์พูดข้างๆคูๆทั้งที่รู้ตัวว่าหน้าเสีย เอาแล้วไหมล่ะ ไม่น่าเลยไง ไอ้ที่จะไม่ใช่ประเด็นเดี๋ยวก็ได้เป็นจนได้ หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ หวังแต่ว่าพ่อเขาจะไม่เอาเรื่องนี้มาซักไซร้ เพราะถ้าถามมากๆไปเขามั่นใจว่าต้องให้คำตอบไม่ถูกแน่
“เอ๊า ก็เอ็งบอกแล้วว่าไม่มีก็ไม่มีไง ป๊าจะซักเอ็งต่อทำไมให้มากความ” คนเป็นพ่อเขาตอบมาตามสไตล์ สีหน้าดูลอบสงสัยแต่เหมือนไม่มีกะใจจะคุยประเด็นที่ตกไปแล้วต่อ หัวใจของเขาฝ่อลงไป เลือดที่สูบแรงค่อยๆกลับมาไหลเป็นปกติ
“อื้อๆ ก็… แค่ตกใจอะ” เขาตอบปัดๆ หวังจะให้ประเด็นนี้มันจบไป พ่อของเขาส่ายหัวก่อนจะคว้าโซจูในแก้วมารินลงคอไวๆอีกหนึ่งอึก
“ก็เมื่อสัปดาห์ก่อนเห็นพี่แกบอกว่าชอนดุงเข้ามาที่นี่ ป๊าก็นึกว่าวันนี้เขาจะมากับซึงโฮซะอีก” คราวนี้คนเป็นพ่อหันไปพูดกันพี่ใหญ่ในวงของเขา พี่ซึงโฮจิบโซจูที่ขอบแก้วแค่เบาๆ เหมือนว่ากลัวตัวเองจะเมาพับไปง่ายๆ
“ชอนดุงมีคิวแยกอีกงานครับ เลยไม่ได้ว่างมา” พี่ซึงโฮตอบยิ้มๆ ก่อนจะหันมาส่งสายตากรุ้มกริ่มให้เขาเสียอีกแว่บหนึ่ง
อะไรวะ? สองทีแล้วนะ หันมาทำหน้าอย่างนี้ใส่หมายความว่ายังไงครับฮยอง
“อ้อ อย่างนี้เอง” บังกีซุนรับคำแล้วพยักหน้าสองสามที เขาเห็นพ่อของเขาเหลือบมองนาฬิกาซึ่งบอกเวลาตีหนึ่งกว่าแล้วก็หันมาพูดต่อ
“เดี๋ยวป๊าจะเข้าห้องแล้วนะ เราสองคนล่ะจะนอนกันเมื่อไหร่?” พ่อของเขาหันมาถาม ซึ่งค่อนข้างแน่ใจว่าถ้าใช้สรรพนามสุภาพลงมา คงจะอยากได้คำตอบจากพี่ซึงโฮมากกว่า ไม่ใช่เขา
“เดี๋ยวนอนเลยก็ได้ครับ” รุ่นพี่ของเขาตอบง่ายๆ แหม อยู่กับผู้หลักผู้ใหญ่แล้วนิสยดีว่ะ ทีอยู่กับพวกเขานะ กดขี่เอ๊ากดขี่เอา
“อืมๆ ดีแล้วล่ะ ชอลยง เดี๋ยวเอ็งเก็บเตาเก็บจานไปล้างด้วยนะ เสร็จแล้วหาที่นอนให้พี่เขา ดูลูกหมาเอ็งดีๆด้วยล่ะ อย่าให้มันไปกวน” คนเป็นพ่อชี้นิ้วสั่งเมื่อลุกยืนขึ้นมา โอโห พวกคุณดูเอาเถอะนะ สังคมเกาหลีนี่มันโคตรจะกดขี่เยาวชน(?)เลยอะ
“รู้แล้วป๊า” ถึงมันจะโคตรลำเอียง แต่เขาก็ต้องรับคำอย่างเสียไม่ได้ จริงๆก็ชินแล้วล่ะ พี่ซึงโฮมาบ้านเขาเมื่อไหร่ เขาได้ กวาดเก็บเช็ดถูจัดหาที่นอนให้จนกลายร่างเป็นเด็กรับใช้ไปทุกที
เขาได้ยินเสียงของพ่อเขาหาววอดทิ้งท้าย ก่อนจะเดินหายเข้าห้องไปง่ายๆด้วยคำพูดไม่กี่ประโยค เหลือสภาพห้องรกๆไว้ให้เขาจัดการ
เขาหันมามองหน้ารุ่นพี่ร่วมวงที่นั่งมึนอยู่ใกล้ๆ
ไม่มีสัญญาณตอบรับว่าจะให้ความช่วยเหลือใดๆ เขาจึงมุ่นคิ้วนิดๆก่อนจะลุกขึ้นยกเตาเนื้อย่างกับจานชามเข้าไปไว้ในครัวด้วยตัวเอง
อันที่จริง ที่เขาเป็นเอามากขนาดนี้น่ะนะ ก็เพราะช่วงหลายวันที่ผ่านมา ไอ้น่ารักซังฮยอนมันไม่ได้ติดต่อมาเลยซักครั้ง
พิมพ์คุยกันก็ได้แค่ไม่กี่คำสั้นๆ แล้วก็มีงานเข้ามาขัดตลอดเวลา แถมกว่าอีกฝ่ายจะได้กลับมาก็แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน
เขาทำได้แต่นอนเซ็งไปวันๆ จะโทษใครก็ได้ มันเรื่องงานเรื่องการทั้งนั้นนี่นะ ถึงเขาจะน้อยใจก็เถอะ คนอื่นๆมีคิวงานได้เจอกันทุกวัน นี่ยังไม่นับที่บินไปญี่ปุ่นแล้วก็เมืองไทย แน่นอน ซึ่งเขาไม่มีโอกาสได้บินไป เพราะอาการที่หลังมันบังคับให้นั่งเครื่องบินนานๆไม่ได้ เขาก็เลยได้แต่ทำใจรออยู่ที่นี่
เคยมีอยู่วันหนึ่ง ไอ้คนน่ารักมันอัพทวิตถึงแฟนคลับตั้งแต่เช้า เข้าใจว่าวันนั้นคงมีอีเวนท์อะไรซักอย่าง ไอ้เรารึก็นึกว่าว่าง ก็เลยทักเป็นข้อความในโปรแกรมสนทนาไป ก็ไม่เห็นตอบมันอะไร ตอนนั้นน่ะยอมรับว่าแอบหงุดหงิดใจ รอตั้งนานก็ไม่ยอมตอบ คุณต้องเข้าใจนะ ว่าตอนนั้นผมน่ะไม่ได้คุยกับไอ้บ้านี่มาตั้งหลายวัน พอเราอารมณ์ดีตั้งใจจะคุยกับมัน ก็ดันเงียบหายไปอีกซะเฉยๆ คนเรามันก็ต้องมีอารมณ์เสียกันบ้าง
นั่นแหละ จนกระทั่งสุดท้ายผมตัดสินใจโทรไป มันก็ยังไม่ยอมรับสาย พอโทรหลายๆครั้งติดต่อกันไป มันก็ตัดสายใส่ผมซะอย่างนั้นน่ะ
โคตรน่าโมโห…
พอผ่านไปหลายๆชั่วโมง ผมลองโทรหาคนอื่นนะ แต่สุดท้ายก็โดนทำอย่างนั้นใส่เหมือนกัน คือตัดสาย ผมไม่รู้หรอกนะว่ากำลังอัดรายการหรือทำอะไรกันอยู่ แต่ทำแบบนี้มันสนุกนักหรือไง?
ฉันโทรไปตั้งหลายครั้ง แต่ก็ไม่เห็นจะสนใจ นี่ฉันไปรบกวนอะไร หรือถูกลืมไปแล้วกันแน่นะ…? –คึคึคึ-
ผมอัพทวิตเป็นข้อความสั้นๆ ระบายความรู้สึกตอนนั้น เอาเถอะ ผมก็ไม่ได้คาดหวังหรอกว่ามันจะต้องมีใครมาสนใจ ซึ่งก็จริง ไม่มีใครตอบข้อความหรือเมนชั่นอะไรมาหาผมทั้งนั้นล่ะ
ผมจะนอนเป็นบ้าอยู่คนเดียวที่บ้านนี่ก็คงไม่มีใครสนใจ ใช่ซิ…
คิดย้อนไป พลางมีร์ก็อดไม่ได้ที่จะเบะปาก ไอ้รอยยิ้มกว้างๆเมื่อครู่นี้ไม่รู้ว่าหายไปตอนไหน คนถูกพักงานพยายามไล่ความคิดเหล่านั้นออกไป คิดน้อยใจไปก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้นมา
อย่างไอ้บ้านั่นน่ะนะจะมาสนใจ หึ ไม่มีทางซะล่ะ…
คิดแล้วเขาเลยรีบเปิดอ่านข้อความที่ปาร์คซังฮยอนเมนชั่นมาหา คิดเสียว่าเขาน่ะควรจะดีใจ เพราะอีกฝ่ายก็ยุ่งจริงๆในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขาไม่เห็นว่ามันจะมีเวลามาอัพอะไรใส่ทวิตเตอร์เลยสักอัน
นับแต่วันนั้น นี่เป็นข้อความแรกที่มันเข้ามาแตะในทวิตเตอร์
สุขสันต์วันเกิด!! ถ้าอย่างนั้น ฉันก็ให้โซจูนายไม่ได้น่ะซิ!? O-O
เขาอ่านแล้วทำหางตาตก เออ สงสัยจะอารมณ์ดีแฮะถึงมาทำตลกใส่ ปกติไม่ค่อยจะได้เห็นมาพิมพ์อะไรแบบนี้ให้ แต่จะว่าไปแล้วเขาก็อดขำไม่ได้ ไม่ใช่เพราะมุขที่พิมพ์มาให้หรอกนะ แต่เป็นเพราะความไวของปาร์คซังฮยอนต่างหากล่ะ
อะโถ่ ที่แท้ก็แอบอ่านทวิตเขาเหมือนกันนี่หว่า
มีร์นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จนหน้าบานแบบไม่ทันรู้ตัว
ไอ้บ้าเอ๊ย…
ขอบคุณนะ!! ไม่ได้ นั่นลูกชายฉัน ㅠㅠ นั่นแหละ ตอนนี้อยู่กับพี่ซึงโฮอ่ะ เบื่อจะตายอยู่แล้ว ㅠㅠㅠ
เขาพิมพ์ข้อความส่งกลับไป ไม่ได้ตั้งใจจะอ้อนอะไรมันหรอกนะ แต่ถ้าจะช่วยสำนึกแล้วมาสนใจกันบ้างก็ดีอ่ะ เพราะเขาเบื่อจริงๆ ผู้สูงอายุทั้งสองยังคงนั่งร่ำเมรัยกันต่อไป พูดคุยกันตามประสาพ่อบ้าน(?)ที่ไม่ได้เจอกันนาน เขาไม่รู้จะเข้าไปขัดไปแทรกอะไร ปล่อยเขาคุยกันไปดีกว่า เนื้อย่างที่พี่ซึงโฮหอบมา เขาก็ฟาดไปซะเกือบครึ่งเตาจนคุ้มละ
โทรศัพท์ของเขาสั่น เมื่อมีเมนชั่นมาจากคนรู้จัก
และมันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ที่เป็นข้อความของซังฮยอน ซึ่งตอบข้อความเขาสุดแสนจะทันใจ
หยั่งกะตาฝาดไปอย่างนั้นน่ะ ปกติคนอย่างปาร์คซังฮยอนน่ะตอบเมนชั่นใครซ้ำสองเสียที่ไหน!
ถ้านายสั่งไก่กับพิซซ่ามา ฉันจะไปหาแล้วเล่นด้วย… ตอนนี้เพิ่งออกกำลังกายเสร็จน่ะ หิวจนจะตายอยู่แล้ว
เขานั่งอ่านข้อความซ้ำอยู่สองสามรอบ หมายความว่ายังไงวะ? เขาเข้าใจหมดทั้งประโยคนั่นแหละ แต่ขอขีดเส้นใต้ตรงคำว่า “เล่นด้วย” เล่นด้วยบ้าอะไรของมันวะ? หรือเพราะผมบ่นว่าเบื่อมันเลยบอกจะมาเล่นด้วย? เล่นบ้าเล่นบออะไรล่ะ! เขาไม่ได้บอกซะหน่อยว่าอยากให้มันมาเล่น
แล้วดูแม่งพิมพ์มาดิ มีร์กัดปากหน้าแดง แต่ละถ้อยคำที่มันเลือกมาใช้ เขาอ่านแล้วมันสั่นไปทั้งใจ ทำไมคำพูดง่ายๆมันฟังดูออดอ้อนอย่างบอกไม่ถูกได้ขนาดนี้
นี่ปาร์คซังฮยอนมันรู้ตัวไหม หรือมันตั้งใจตั้งแต่ตอนพิมพ์!?
คนขี้เขินนั่งเม้มปากกลั้นรอยยิ้ม ปลายนิ้วก็จิ้มพิมพ์ข้อความกลับไปหา
ถ้าจะกินขนาดนั้นแล้วจะออกกำลังกายทำไมล่ะห๊ะ!!
ไม่รู้ตัวว่าพิมพ์อะไรไป แต่เขารู้สึกว่าตัวเองเขียนตอบไปได้โคตรจะไร้สาระ แต่ตอนนี้เขาคิดอะไรไม่ออกแล้วล่ะ หยั่งกับว่ามีลูกโป่งผูกไว้ที่หลัง มันอาจจะพาเขาลอยข้ามผนังไปชนเพดานได้ยังไงอย่างงั้น
โดยที่เจ้าตัวไม่ทันได้สังเกตเลยว่า ท่าทางของตัวเองน่ะมันชักจะมากเกินไปจนสะดุดสายตาคนที่เขานั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลเข้าเสียแล้วล่ะ
โทรศัพท์ในมือสั่นเป็นจังหวะอีกครั้ง มีร์ทำตาโตรีบเปิดขึ้นมา มีข้อความซ้อนอยู่หลายอัน แต่หนึ่งในนั้น ใครบางคนก็รีบตอบเขากลับมาแทบจะในทันที
มีร์ยิ้มจนแก้มแทบปริ
ก็ฉันต้องกินหลังออกกำลังกายนี่นา~ คิคิคิคิ อยากเจอลูกชายนายจัง
คนอ่านข้อความพยายามกลั้นยิ้มเอาไว้ แต่เห็นท่าจะไม่สำเร็จ ข้อความที่ได้รับมามันหวานเข็ดใจ นี่เขาคิดไปเองหรือเปล่านะ ว่าประโยคสั้นๆที่เขาอ่านอยู่นี่น่ะ มันช่างน่ารักเสียไม่มี
ถ้าอยากมาก็มาเลยสิวะ พูดอ่อยไปอ่อยมาอยู่ได้
เขาตั้งท่าจะพิมพ์ข้อความตอบกลับไป แต่ทันใดนั้น เสียงของคนเป็นพ่อที่นั่งอยู่ใกล้ๆก็ขัดขึ้นมา
“เฮ้ยๆ ให้มันน้อยๆหน่อยนะ งมเหลือเกินโทรศัพท์น่ะ ติดสาวหรือไงวะ หือ?”
มีร์ชะงักปลายนิ้วที่กำลังจะพิมพ์ข้อความ ก่อนจะรีบเงยหน้าขึ้นมา คนเป็นพ่อถือตะเกียบในมือค้างไว้ หันตัวมานั่งจ้องหน้า คนถูกกล่าวหาลุกลี้ลุกลนเหรอหราทำตาโต
“ติดสงติดสาวอะไรล่ะป๊า! เล่นมือถืออยู่เฉยๆอ่ะ” เขาหันไปมองหน้าลีดเดอร์หวังจะขอความช่วยเหลือ แต่กลับพบว่า ไอ้สีหน้าแบบนั้นน่ะนะ มีแต่จะรอได้ทีซ้ำเขาต่างหากล่ะ
“ทวิตเตอร์ไงทวิตเตอร์ เนี่ย!” เขารีบกดออกจากหน้าที่พิมพ์ไปหา @MBLAQCD แล้วชูขึ้นไปหาลีดเดอร์ที่นั่งทำสีหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อเขา พอๆกับคนเป็นพ่อที่จ้องเอาๆด้วยสายตาแปลกๆ
ทำไมวะ? เขาก็นั่งกดโทรศัพท์อยู่เฉยๆอะ? น่าแปลกนักหรือไง?
คนเป็นพ่อเหลือบมองดูโทรศัพท์ผ่านๆอย่างไม่ค่อยสนใจ ก่อนจะเหวี่ยงสายตาเฉียบคมกลับมาทางลูกชายอีกครั้ง
“แล้วเล่นไอ้ทะวิตต้งทะวิตเต้อนี่มันต้องหน้าแดงนั่งบิดไปบิดมาด้วยเหรอ หา? ยอมรับเถอะวะ คุยกะแฟนอยู่ล่ะซิ”
มีร์สะดุ้งกับคำพูดนั้นแล้วทำหน้าตื่นตกใจ เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเมื่อครู่นี้ตัวเองออกมาท่าออกทางไปมากน้อยแค่ไหน ไม่รู้ตัวเลยว่ามันทำให้พ่อกับรุ่นพี่ร่วมวงของเขาที่นั่งดวดเหล้ากันอยู่ใกล้ๆ สังเกตถึงอาการเหล่านั้นได้อย่างแจ่มชัด
“แฟนเฟินอะไร ไม่มี๊” มีร์รีบปฏิเสธเสียงดังฟังชัด แหงสิ ก็เขาไม่มีนี่หว่า จะให้ยอมรับได้ยังไงล่ะ พ่อนี่ก็ช่างหาเรื่องว่าเขาไปเรื่อย
คนเป็นพ่อมองหน้าลูกชายไม่วางตา เปรียบเทียบเสียงแข็งๆกับไอ้อาการก่อนหน้าแล้วก็ยังไม่วางใจ เลยหันหน้าไปทางพยานในเหตุอีกคนหนึ่ง
“ปากแข็งจริง ซึงโฮล่ะรู้บ้างไหม? ไอ้มีร์มันคบใครอยู่?” คนเป็นพ่อเอ่ยปากถาม ทำให้มีร์ต้องหันขวับไปตามชื่อนั้น รุ่นพี่ของเขานั่งทำหน้าทำตาเหมือนรู้ทัน พี่ซึงโฮสบตาเขาแว่บเดียวสั้นๆก่อนจะหันไปหาพ่อของเขา
“สาวๆมันเยอะครับป๊า” พี่ซึงโฮตอบออกมา จนมีร์เหลือกตาต้องรีบอ้าปากเถียง
“สาวเยอะบ้าอะไร! พี่อย่ามาอย่างงี้ดิ ไม่เห็นมีซักคนอ่ะ” คนอายุน้อยรีบปกป้องตัวเองเต็มที่ มากล่าวหากันลอยๆแบบนี้ได้ยังไง สาวบ้าสาวบ้ออะไรที่ไหน เขายังไม่เคยไปรู้จักมักจี่กับใครในแง่นั้นเลยซักกะคน
เขาจ้องหน้าพี่ซึงโฮอย่างร้อนลน ซึ่งคนแก่กว่าก็ยังจะทำมาเป็นเลิกคิ้วใส่เขา
“อ้าว แล้วเจียล่ะ เห็นเขาขยันทวิตหานายจังนี่ เมื่อกี๊ไม่ได้คุยกับเขาอยู่หรอกเหรอ?” เด็กหนุ่มตีหน้างงกับชื่อที่ได้ยิน นิ่งไปสักพัก ก่อนสมองจะไล่เรียงประมวลผลออกมา เจีย? มิสเออ่ะนะ?
“บ้า เปล่าเลย ผมได้ตอบเขาบ่อยๆที่ไหนเล่าพี่ ไม่ได้เป็นไรกันเลย รู้จักกันเฉยๆ เพื่อนกันแท้ๆเลยอ่ะ” มีร์รีบโพล่งตอบตามที่คิด เพราะเขาบริสุทธิ์จิตไม่ได้มีอื่นใดแม้แต่นิดแต่น้อย ทางโน้นคุยมา เขาก็แค่คุยกลับไป แล้วก็ไม่ได้คุยบ่อยอะไรมากมายด้วย ถ้าเกิดจะสนิทกันขึ้นมาก็ช่วยไม่ได้อ่ะ เพื่อนก็เพื่อนสิวะ เขาไม่มีทางจะคิดได้มากกว่านั้นอยู่แล้ว
ยังซึงโฮเหลือบมองหน้าเขาแล้วเอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ อะไร! นี่เขาจริงจังนะ มากล่าวหากันอย่างงี้ไม่ได้ดิ
“จริงๆ!” เขาย้ำอีกที พี่ซึงโฮก็ตอบกลับมาเพียงไหวไหล่ เขาอ้าปากกำลังจะอธิบายซ้ำ ก็พอดีกับที่พ่อเขาพูดแทรกขึ้นมา
“แล้วชอนดุงล่ะ?”
แทบจะสำลักอากาศ มีร์หายใจขัดและสะดุ้งหน้าตาตื่น เขาหันขวับกลับไปหาพ่อ ซึ่งเลิกคิ้วอยู่เหมือนรอฟังคำตอบ
“อ… อะไรป๊า”
เขาตกใจจนพูดอะไรไม่ออก ไม่คิดว่าจะเป็นชื่อนี้ที่จะหลุดเข้ามาให้ป๊าเอ่ยถาม ก็นี่มันผู้ชายนะ อยู่ดีๆพ่อของเขาจะเกิดสงสัยขึ้นมาได้ยังไงล่ะ หรือว่าเขาทำอะไรตระโตกกระตากเกินไปให้พ่อจับได้ พ่อเขาไปรู้เรื่องอะไรมาหรือเปล่า!?
“ผมกับมัน ม… ไม่ได้เป็นอะไรกันซะหน่อย!”
มีร์โพล่งพูดเสียงดังแต่ฟังไม่ชัด ประโยคกุกกักเหมือนมีอะไรที่ขยักเอาไว้ในถ้อยเสียง คนอายุน้อยหลบสายตา ไม่กล้าจะมองหน้าคนเป็นพ่อ เพราะปกติไม่เคยจะพูดจาโกหกใคร หัวใจมันเต้นตุ้มๆต่อมๆไม่เป็นจังหวะ แต่นี่เขาก็ไม่ได้โกหกนะ แค่มันไม่เต็มปากไม่เต็มคำยังไงก็ไม่รู้อะ
แต่ถ้าจะมาบอกว่าเป็น แฟน อะ ไม่ มี ทาง!
“อะไรของเอ๊ง?” เสียงงงๆของคนเป็นพ่อแทรกเข้ามาสะดุดความคิด มีร์เอะใจนิดหนึ่งในน้ำเสียงปนความสงสัย เขาจึงเงยหน้ากลับขึ้นไป ซึ่งก็พบว่าพ่อของเขากำลังทำสีหน้าว่าไม่เห็นจะเข้าใจอะไรที่เขาเอ่ยออกไปเมื่อครู่
“อ้าว ก็เมื่อกี๊ ป๊า… ถาม อะ” เขาตอบเสียงอ่อย ไม่กล้าพูดอะไรออกมาไปมาก สถานการณ์ชักไม่ค่อยจะดี แบบนี้แปลว่าต้องมีอะไรเข้าจิดกันแล้วล่ะ เขารู้สึกหยั่งกับว่าเพิ่งจะทำอะไรพลาดไป
“ถาม? ถามอะไร? ป๊าจะถามซึงโฮว่าชอนดุงไปไหน ทำไมวันนี้ไม่เห็นมา” คนเป็นพ่อตอบออกมางงๆ แม้มว่าในสายตาจะเริ่มมีแววสังเกตพิรุธบางอย่างปรากขึ้น แต่มีร์เริ่มฟื้นสติระลึกได้ สรุปว่าเมื่อกี๊เขาตีโพยตีพายไปเองงั้นสิ?
โถไอ้มีร์…
“ก็เมื่อกี๊ป๊าซักเรื่องแฟนผมอยู่อะ จะไปรู้ได้ไงเล่า” มีร์พูดข้างๆคูๆทั้งที่รู้ตัวว่าหน้าเสีย เอาแล้วไหมล่ะ ไม่น่าเลยไง ไอ้ที่จะไม่ใช่ประเด็นเดี๋ยวก็ได้เป็นจนได้ หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ หวังแต่ว่าพ่อเขาจะไม่เอาเรื่องนี้มาซักไซร้ เพราะถ้าถามมากๆไปเขามั่นใจว่าต้องให้คำตอบไม่ถูกแน่
“เอ๊า ก็เอ็งบอกแล้วว่าไม่มีก็ไม่มีไง ป๊าจะซักเอ็งต่อทำไมให้มากความ” คนเป็นพ่อเขาตอบมาตามสไตล์ สีหน้าดูลอบสงสัยแต่เหมือนไม่มีกะใจจะคุยประเด็นที่ตกไปแล้วต่อ หัวใจของเขาฝ่อลงไป เลือดที่สูบแรงค่อยๆกลับมาไหลเป็นปกติ
“อื้อๆ ก็… แค่ตกใจอะ” เขาตอบปัดๆ หวังจะให้ประเด็นนี้มันจบไป พ่อของเขาส่ายหัวก่อนจะคว้าโซจูในแก้วมารินลงคอไวๆอีกหนึ่งอึก
“ก็เมื่อสัปดาห์ก่อนเห็นพี่แกบอกว่าชอนดุงเข้ามาที่นี่ ป๊าก็นึกว่าวันนี้เขาจะมากับซึงโฮซะอีก” คราวนี้คนเป็นพ่อหันไปพูดกันพี่ใหญ่ในวงของเขา พี่ซึงโฮจิบโซจูที่ขอบแก้วแค่เบาๆ เหมือนว่ากลัวตัวเองจะเมาพับไปง่ายๆ
“ชอนดุงมีคิวแยกอีกงานครับ เลยไม่ได้ว่างมา” พี่ซึงโฮตอบยิ้มๆ ก่อนจะหันมาส่งสายตากรุ้มกริ่มให้เขาเสียอีกแว่บหนึ่ง
อะไรวะ? สองทีแล้วนะ หันมาทำหน้าอย่างนี้ใส่หมายความว่ายังไงครับฮยอง
“อ้อ อย่างนี้เอง” บังกีซุนรับคำแล้วพยักหน้าสองสามที เขาเห็นพ่อของเขาเหลือบมองนาฬิกาซึ่งบอกเวลาตีหนึ่งกว่าแล้วก็หันมาพูดต่อ
“เดี๋ยวป๊าจะเข้าห้องแล้วนะ เราสองคนล่ะจะนอนกันเมื่อไหร่?” พ่อของเขาหันมาถาม ซึ่งค่อนข้างแน่ใจว่าถ้าใช้สรรพนามสุภาพลงมา คงจะอยากได้คำตอบจากพี่ซึงโฮมากกว่า ไม่ใช่เขา
“เดี๋ยวนอนเลยก็ได้ครับ” รุ่นพี่ของเขาตอบง่ายๆ แหม อยู่กับผู้หลักผู้ใหญ่แล้วนิสยดีว่ะ ทีอยู่กับพวกเขานะ กดขี่เอ๊ากดขี่เอา
“อืมๆ ดีแล้วล่ะ ชอลยง เดี๋ยวเอ็งเก็บเตาเก็บจานไปล้างด้วยนะ เสร็จแล้วหาที่นอนให้พี่เขา ดูลูกหมาเอ็งดีๆด้วยล่ะ อย่าให้มันไปกวน” คนเป็นพ่อชี้นิ้วสั่งเมื่อลุกยืนขึ้นมา โอโห พวกคุณดูเอาเถอะนะ สังคมเกาหลีนี่มันโคตรจะกดขี่เยาวชน(?)เลยอะ
“รู้แล้วป๊า” ถึงมันจะโคตรลำเอียง แต่เขาก็ต้องรับคำอย่างเสียไม่ได้ จริงๆก็ชินแล้วล่ะ พี่ซึงโฮมาบ้านเขาเมื่อไหร่ เขาได้ กวาดเก็บเช็ดถูจัดหาที่นอนให้จนกลายร่างเป็นเด็กรับใช้ไปทุกที
เขาได้ยินเสียงของพ่อเขาหาววอดทิ้งท้าย ก่อนจะเดินหายเข้าห้องไปง่ายๆด้วยคำพูดไม่กี่ประโยค เหลือสภาพห้องรกๆไว้ให้เขาจัดการ
เขาหันมามองหน้ารุ่นพี่ร่วมวงที่นั่งมึนอยู่ใกล้ๆ
ไม่มีสัญญาณตอบรับว่าจะให้ความช่วยเหลือใดๆ เขาจึงมุ่นคิ้วนิดๆก่อนจะลุกขึ้นยกเตาเนื้อย่างกับจานชามเข้าไปไว้ในครัวด้วยตัวเอง
ยิ่งดึก น้ำค้างตอนกลางคืนก็เหมือนจะทำให้อากาศยิ่งเย็นลง มีร์เอื้อมมือไปดึงปิดหน้าต่างกระจกบานเลื่อน
เขาเปิดน้ำในอ่าง เริ่มต้นล้างเตาเนื้อย่างที่ทำความสะอาดยากสุดๆ ใยขัดเปล่าๆถูไปก็ไม่ช่วยอะไร เขาเปลี่ยนไปหยิบแปรงขัดหม้อที่เหมาะกับการใช้งานมากกว่ามาแทนกัน
เขายืนขัดไปก็ใจลอย ระหว่างที่ค่อยๆขัดคราบเกรียมไหม้ที่เกาะอยู่กับขอบเตาเขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ เมื่อเมื่อครู่เขายังไม่ทันจะส่งเมนชั่นกลับไปหาไอ้คนที่บอกว่าอยากเจอหน้าลูกชายเขาเลยนี่หน่า มีร์สะดุดความคิดแล้วก็นึกอยากจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดข้อความไปหา
แต่มันก็เลยเวลามานานแล้วนี่หว่า ป่านนี้ไอ้บ้านั่นมันก็คงไม่สนใจแล้วล่ะมั้ง
มีร์คิดพลางถอนหายใจ เขาขัดแปรงลงบนเตาต่อไปได้อีกสองสามครั้ง ก็ทนกับความอึดอัดที่ติดค้างอยู่ไม่ได้ เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจออกจากตัวอย่างเหนื่อยหน่าย ล้างมือแล้วยื่นไปเช็ดกับผ้า ก่อนที่จะล้วงเข้าไปหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง
พอดีกับที่เสียงดังโค้งเคร้งแว่วขึ้นมาที่หน้าประตูห้องครัว
“จะทวิตหาชอนดุงเหรอไง?”
ประโยคสั้นๆที่ทำให้เขาสะดุ้งเฮือก มีร์ชะงักมือที่กำลังจะกดหน้าจอโทรศัพท์ไว้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองคนที่เดินเข้ามา คนอายุมากกว่าที่เป็นหัวหน้าวงของเขาก็เดินถือถาดแก้วที่เหลืออยู่ในห้องนั่งเล่นไปวางไว้บนเคาน์เตอร์
มีร์ทวนประโยคที่ได้ยินอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้ฟังอะไรผิดไป
“ไม่ส่งล่ะ?” เป็นคำพูดง่ายๆ ที่มาพร้อมกับหน้าตาย แต่เขารู้สึกถึงรังสีอะไรบางอย่างที่ไม่ปกติ
หยั่งกับรู้ว่าเขาคิดอะไรเลยช่วยพูดย้ำให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้ฟังผิดไปเป็นแน่
“ส่งอะไร… ส่งทำไม” เขาเม้มปากพูด เดาอารมณ์รุ่นพี่ร่วมวงไม่ค่อยจะถูกเสียเท่าไหร่ ก่อนจะเก็บมือถือใส่กระเป๋าแล้วหันหน้ากลับไปที่อ่างล้างจาน “ไม่ได้จะส่งอะไรซักหน่อยพี่”
เชายืนหันหลังให้ลีดเดอร์ยัง ที่สาวเท้าเข้ามาใกล้ รู้สึกใจมันเต้มตุ้มๆต่อมๆขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อครู่นี้เขาเห็นแววตาของพี่ซึงโฮที่แว่บมาสบเป็นระยะระหว่างที่คุยกับป๊า แต่ตอนนี้มันแปลกไปกว่า เพราะว่าในตอนนี้เหลือกันอยู่เพียงลำพัง
“”ชอนดุงมาเยี่ยมเหรอ?” น้ำเสียงจงใจตั้งคำถามให้เค้าตอบ เหมือนจะไม่ยอมจบประเด็นลงง่ายๆ มีร์เปิดน้ำแล้วหยิบใยขัดมาจุ้มน้ำยาล้างจานก่อนจะก้มหน้าก้มตาขัดเตาต่อไป
“ก็ มา” เขาตอบสั้นๆ ตอนนี้รู้หวาดหวั่นใจ ไม่รู้จู่ๆทำไมพี่ชายที่เขาสนิทถึงดูเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาขนาดนี้ได้ จนเขาไม่กล้าจะหันกลับไปคุยแบบสบสายตา
“คนเดียวเลยสิ?” พี่วึงโฮถามต่อ เขารู้สึกอัดอัดใจ เหมือนโดดนกดดันจนหายใจไม่ค่อยจะสบายนัก พยักหน้าให้ครั้งหนึ่งก่อนจะตอบ
“อื้อ” เขาผ่อนลมหายใจก่อนจะถามกลับบ้าง “ทำไมเหรอพี่?”
เป็นคำถามที่เขาหวัง ว่ามันจะทำให้บรรยาศตึงเครียดนี้เบาบางลง
“เปล่า ก็ปกติไม่ค่อยเห็นมันจะออกข้างนอกง่ายๆ โดยเฉพาะไปไหนมาไหนคนเดียว” ถ้าเขาไม่ได้หูเพี้ยนไป เหมือนเขาจะได้ยินเสียงของรอยยิ้มกลั้วอยู่ในน้ำเสียงนั้น
“มันคงว่างๆพอดีมั้ง” เขาตอบอย่างขอไปที ตอนนี้ชักหวั่นใจ ว่าเขาอาจจะโดนซักไซร้ในคำถามที่ไม่อยากตอบลึกลงไปอีก
“เห็นนะ ที่คุยกันเมื่อกี๊น่ะ” พี่ซึงโฮพูดขึ้นมา เขาเงยหน้าแล้วชะงักมือที่ขัดเตาเอาไว้ ได้ยินเสียงปลายเท้าของพี่ซึงโฮเดินเข้ามาใกล้ แล้วยืนพิงเคาน์เตอร์อ่างข้างๆอยู่ไม่ไกลกัน
“วันหลังเก็บอาการมั่ง เดี๋ยวคนอื่นเขาก็สงสัยกันหมด” ลีดเดอร์ของเขาพูดด้วยน้ำเสียงปกติเหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อจบประโยค เขาก็ทำตาโต แล้วหันไปมองหน้าพี่ซึงโฮ ที่เลิกคิ้วและมีรอยยิ้มจางๆ
“พี่…?” เขาพูดอะไรไม่ออก เหมือนไม่แน่ใจ ถ้าเอะอะปากโป้งอะไรไปอาจจะผิดประเด็นอีกก็ได้ แต่ตอนนี้เขาหายใจโล่งขึ้นกว่าเมื่อไม่กี่อึดใจก่อนนี้หลายเท่า
“แกคิดว่าพี่จะไม่รู้เลยเหรอไง? พี่ก็นั่งเปิดทวิตพี่ดูอยู่ ทำไมพี่จะไม่เห็นวะ แกเล่นคุยกันแล้วก็ทำหน้าเขินซะขนาดนั้นน่ะ” เขาฟัง แล้วก็จ้องเข้าไปในดวงตาคู้นั้น เพื่อให้ตัวเองแน่ใจอีกสักครั้งว่าไม่ได้เข้าใจผิดเพี้ยนไป เขาเห็นความใจดีแฝงเอาไว้ ทั้งในสายตาและรอยยิ้ม
“พี่รู้…. เรื่องผม กับ ชอนดุง?” เขาถามย้ำอีกครั้ง อยากฟังคำตอบเป็นถ้อยความให้มั่นใจ
“ก็ไม่เชิงว่ารู้มั้ง รู้แค่ไหนล่ะ? จริงๆก็พอรู้มาตั้งแต่ก่อนหน้าแล้วล่ะ แต่ไม่คิดว่าจะอะไรขนาดนี้” พี่ซึงโฮตอบยิ้มๆด้วยน้ำเสียงสบายๆ เขารู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้พี่ชายที่สนิทใจคนเดิมกลับคืนมา
“ก่อนหน้านี้?” เขาทำตาโตเท่าโซจู ไม่แน่ใจว่าพี่ซึงโฮหมายถึงเรื่องไหน “รู้ว่ายังไง? แล้วทำไมพี่รู้?” เขาเร่งถามกับพี่ชาย
“ก็ตอนแรก พอชอนดุงมันรู้ว่าพี่จะมา มันก็พูดขึ้นมาว่าฝากพี่มาเอาเสื้อมันคืนจากนายด้วยนะ” พี่ซึงโฮพูดแล้วเหมือนจะคอแห้ง เลยคว้าน้ำเปล่าๆในแก้วมาดื่มเสียอึกหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ
“เสร็จแล้วพอพี่ถามว่า แล้วแกอ่ะไปยืมมันไว้ตอนไหน มันก็อึกๆอักๆตอบไม่ถูก ถามไปถามมา มันก็บอกว่ามาเยี่ยมแกที่บ้าน แล้วก็ฝากเสื้อกับแกไว้” พี่ซึงโอพูดพลางลอบยิ้มอย่างรู้ทันปนหมั่นไส้ จนทำให้เขารู้สึกเขินอายกับเรื่องราวระหว่างเขากับไอ้น่ารักอย่างอธิบายไม่ถูก
“แล้ว? ยังไงอะ? แค่นี้พี่ก็รู้เลยเหรอ?” เขาถามขัด พี่ซึงโอก็ยักไหล่
“ไม่รู้ซิ แต่พวกแกสองคนทำท่าเขินๆอึกๆอักๆกันขนาดนี้ ให้คิดเป็นอย่างอื่นยังไงอ่ะ? แล้วปกติ ชอนดุงมันเคยออกไปไหนมาไหนเองที่ไหน ถ้ามันหอบตัวเองมาเยี่ยมแกได้ ฉันก็ว่ามันต้องมีอะไรแล้วแหละ” พี่ซึงโฮพูดพลางยิ้มภูมิใจในความฉลาดที่ตัวเองจับพิรุตแล้วตีความเองได้ แถมยังถูกต้องไปหมดเสียด้วย
“แล้วพี่….” มีร์คิดบางอย่างขึ้นมาในชั่ววินาทีนั้น มันทำให้เขาวูบโหวงลังเลใจอีกครั้งเมื่อคำถามนี้ถูกตั้งขึ้นมาในใจ “ไม่รู้สึกว่ามัน แปลกๆเหรอ? …พี่รับได้เหรอ?” เขาถาม ถามในฐานะสมาชิกคนหนึ่งที่อยู่ในการดูแลของหัวหน้าวง และถามตรงๆในฐานะน้องชายที่นับถือฮยองของเขาจากใจจริง
“แปลกดิ” คนอายุมากกว่าตอบออกมาอย่างไม่ต้องคิด มีร์รู้สึกเหมือนโดนสะกิดแผลเล็กๆในใจ เขาเงยหน้าไปมองพี่ชายที่สนิทเพียงไม่นานก็หลบตา คนอายุมากกว่ามองท่าทางนั้นแล้วส่ายหัวช้าๆ ก่อนจะยิ้มจาง
“แต่แกสองคนเป็นน้องพี่นะ”
เขานิ่งสบตาพี่ซึงโฮในวินาทีนั้น กับประโยคเรียบง่ายแสนสั้น แต่เขาสามารถเข้าใจมันโดยไม่จำเป็นต้องถามความหมาย ความรู้สึกและเรื่องราวมากมายเป็นคำตอบยืนยันให้เขาเข้าใจ และมั่นใจได้
เขาไม่จำเป็นต้องสงสัยในความรู้สึกของพี่ชายคนนี้
เขายิ้มเงียบๆกับความรู้สึกอบอุ่นในประโยคเมื่อครู่ของพี่ชาย จะว่าไป ไอ้คาวมรู้สึกแบบนี้ก็ไม่ค่อยจะได้ถ่ายทอดให้อีกฝ่ายได้รับรู้กันง่ายๆหรอกนะ เพราะฉะนั้นมันเลยยิ่งมีค่าและมีความหมายมากเมื่อได้รับมาในช่วงเวลาแบบนี้
“แล้ว ว่าแต่ พี่รู้อย่างนี้แล้วทำไมพี่พูดเรื่องเจียขึ้นมาล่ะ?” เขานึกขึ้นได้เลยถามประเด็นที่ยังค้างคาใจ เพราะเมื่อกี๊น่ะเขาไม่เข้าใจจริงๆนะ ว่าจู่ๆพี่ซึงโฮน่ะเหวี่ยงมาประเด็นนี้ได้ยังไง เขากับผู้หญิงคนนี้ โคตรจะไม่มีอะไร เขาบริสุทธิ์ใจ และไม่มีทางคิดเป็นอื่นไปได้แน่
“แล้วจะให้พี่บอกป๊าว่าแกคุยกับชอนดุงมันอยู่เหรอไง ป๊าแกอกแตกตายก่อนพอดีสิ มีอย่างที่ไหน นั่งคุยกับผู้ชายแล้วเขินจนบิดได้ขนาดนั้นอ่ะ” พี่ซึงโฮวางแก้วน้ำลงในอ่างล้างจาน ก่อนจะคว้าเอาฟองน้ำมาช่วยขัดจานชามและแก้วใส
“บ้าดิพี่” เขาคิดตามแล้วร้องออกมา อะไร นี่เขาแสดงท่าทางออกไปขนาดนั้นเลยจริงอ่ะ? เขาว่าเขาก็นั่งคุยอยู่เฉยๆนะ
“จริงๆ” พี่ซึงโฮหันมามองหน้าเขาทีหนึ่งแล้วพยักหน้ายืนยัน ก่อนจะหันกลับไป “ไม่งั้นป๊าจะหันไปมองแล้วสงสัยเหรอว่าแกคุยกับสาวที่ไหนหรือเปล่า” พี่ซึงโฮพูดติดรอยยิ้ม แล้วเขาก็อดจะเขินไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเขาก็โคตรอายที่แสดงอาการออกไปได้ขนาดนั้น
เขาขัดหม้อจนเสร็จ พอดีกับที่พี่ซึงโฮมาช่วยล้างถ้วยแก้มและจานชาม
อย่าคิดว่าพี่แกทำอย่างนี้เป็นปกตินะครับ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่พี่แกเป็นคนดีมามีส่วมร่วมในการช่วยล้างจานให้บ้านผม
“แล้วพี่ว่าป๊าจะรู้ปะ” เขาพูดขึ้นมาหลังจากทิ้งความเงียบได้พักหนึ่ง หัวใจของเขามันวูบขึ้นวูบลงไม่คงที่ สบายใจอยู่ดีๆได้ไม่นานก็ต้องกลับมากังวลใจ นี่แหละนะ คนที่มีความลับปิดบังคนอื่นเอาไว้ นี่เขาจะต้องรู้สึกแบบนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหนกัน
“จะรู้ได้ไง” พี่ซึงโฮส่ายหัวเล็กๆอย่างไม่สนใจนัก ก่อนจะสะบัดมือเมื่อล้างถ้วยใบสุดท้าย
“แล้วถ้าป๊ารู้ล่ะพี่” เขากลั้นใจถามออกไป ความกังวลที่มีมันปิดซ่อนเอาไว้ไม่ได้ ความไม่สบายใจมันเจือจางรวมอยู่ในกระแสเสียง
พี่ซึงโฮคว้าผ้ามาเช็ดมือ ก่อนจะมองหน้าเขา และตัวเขาเองก็เงยหน้าขึ้นสบตา ก่อนจะพบว่าหัวใจจะอบอุ่นพร้อมกันกับชุ่มชื้นขึ้นมาเมื่อได้ยินประโยคถัดไป
“แก ก็เป็นลูกชายของป๊าแก เหมือนกันกับที่แกเป็นน้องพี่ไง”
เป็นอีกครั้งที่เขาไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ แต่ทุกความหมายที่อยู่ในนั้นมันสามารถนิยามตัของมันเองได้ สายสัมพันธ์หนึ่งที่ไม่เคยมองเห็น แต่เขารู้และสัมผัสได้ว่ามันเป็นเรื่องจริง
เขาอยากจะเอ่ยปากขอบคุณคำพูดดีๆของคนที่เขาเต็มใจเรียกว่าพี่ชาย แต่มันก็กระดากเขินอาย และเขาก็รู้นิสัยของอีกฝ่ายว่าคำขอบคุณอะไรมันก็ล้วนแต่ไม่จำเป็น
เขานอนคุยเรื่องสัพเพเหระกับลีดเดอร์ยังคนดึกจนดื่น และเป็นอีกคืนที่เขาไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปตอนไหน…
*
เขาเปิดน้ำในอ่าง เริ่มต้นล้างเตาเนื้อย่างที่ทำความสะอาดยากสุดๆ ใยขัดเปล่าๆถูไปก็ไม่ช่วยอะไร เขาเปลี่ยนไปหยิบแปรงขัดหม้อที่เหมาะกับการใช้งานมากกว่ามาแทนกัน
เขายืนขัดไปก็ใจลอย ระหว่างที่ค่อยๆขัดคราบเกรียมไหม้ที่เกาะอยู่กับขอบเตาเขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ เมื่อเมื่อครู่เขายังไม่ทันจะส่งเมนชั่นกลับไปหาไอ้คนที่บอกว่าอยากเจอหน้าลูกชายเขาเลยนี่หน่า มีร์สะดุดความคิดแล้วก็นึกอยากจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดข้อความไปหา
แต่มันก็เลยเวลามานานแล้วนี่หว่า ป่านนี้ไอ้บ้านั่นมันก็คงไม่สนใจแล้วล่ะมั้ง
มีร์คิดพลางถอนหายใจ เขาขัดแปรงลงบนเตาต่อไปได้อีกสองสามครั้ง ก็ทนกับความอึดอัดที่ติดค้างอยู่ไม่ได้ เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจออกจากตัวอย่างเหนื่อยหน่าย ล้างมือแล้วยื่นไปเช็ดกับผ้า ก่อนที่จะล้วงเข้าไปหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง
พอดีกับที่เสียงดังโค้งเคร้งแว่วขึ้นมาที่หน้าประตูห้องครัว
“จะทวิตหาชอนดุงเหรอไง?”
ประโยคสั้นๆที่ทำให้เขาสะดุ้งเฮือก มีร์ชะงักมือที่กำลังจะกดหน้าจอโทรศัพท์ไว้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองคนที่เดินเข้ามา คนอายุมากกว่าที่เป็นหัวหน้าวงของเขาก็เดินถือถาดแก้วที่เหลืออยู่ในห้องนั่งเล่นไปวางไว้บนเคาน์เตอร์
มีร์ทวนประโยคที่ได้ยินอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้ฟังอะไรผิดไป
“ไม่ส่งล่ะ?” เป็นคำพูดง่ายๆ ที่มาพร้อมกับหน้าตาย แต่เขารู้สึกถึงรังสีอะไรบางอย่างที่ไม่ปกติ
หยั่งกับรู้ว่าเขาคิดอะไรเลยช่วยพูดย้ำให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้ฟังผิดไปเป็นแน่
“ส่งอะไร… ส่งทำไม” เขาเม้มปากพูด เดาอารมณ์รุ่นพี่ร่วมวงไม่ค่อยจะถูกเสียเท่าไหร่ ก่อนจะเก็บมือถือใส่กระเป๋าแล้วหันหน้ากลับไปที่อ่างล้างจาน “ไม่ได้จะส่งอะไรซักหน่อยพี่”
เชายืนหันหลังให้ลีดเดอร์ยัง ที่สาวเท้าเข้ามาใกล้ รู้สึกใจมันเต้มตุ้มๆต่อมๆขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อครู่นี้เขาเห็นแววตาของพี่ซึงโฮที่แว่บมาสบเป็นระยะระหว่างที่คุยกับป๊า แต่ตอนนี้มันแปลกไปกว่า เพราะว่าในตอนนี้เหลือกันอยู่เพียงลำพัง
“”ชอนดุงมาเยี่ยมเหรอ?” น้ำเสียงจงใจตั้งคำถามให้เค้าตอบ เหมือนจะไม่ยอมจบประเด็นลงง่ายๆ มีร์เปิดน้ำแล้วหยิบใยขัดมาจุ้มน้ำยาล้างจานก่อนจะก้มหน้าก้มตาขัดเตาต่อไป
“ก็ มา” เขาตอบสั้นๆ ตอนนี้รู้หวาดหวั่นใจ ไม่รู้จู่ๆทำไมพี่ชายที่เขาสนิทถึงดูเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาขนาดนี้ได้ จนเขาไม่กล้าจะหันกลับไปคุยแบบสบสายตา
“คนเดียวเลยสิ?” พี่วึงโฮถามต่อ เขารู้สึกอัดอัดใจ เหมือนโดดนกดดันจนหายใจไม่ค่อยจะสบายนัก พยักหน้าให้ครั้งหนึ่งก่อนจะตอบ
“อื้อ” เขาผ่อนลมหายใจก่อนจะถามกลับบ้าง “ทำไมเหรอพี่?”
เป็นคำถามที่เขาหวัง ว่ามันจะทำให้บรรยาศตึงเครียดนี้เบาบางลง
“เปล่า ก็ปกติไม่ค่อยเห็นมันจะออกข้างนอกง่ายๆ โดยเฉพาะไปไหนมาไหนคนเดียว” ถ้าเขาไม่ได้หูเพี้ยนไป เหมือนเขาจะได้ยินเสียงของรอยยิ้มกลั้วอยู่ในน้ำเสียงนั้น
“มันคงว่างๆพอดีมั้ง” เขาตอบอย่างขอไปที ตอนนี้ชักหวั่นใจ ว่าเขาอาจจะโดนซักไซร้ในคำถามที่ไม่อยากตอบลึกลงไปอีก
“เห็นนะ ที่คุยกันเมื่อกี๊น่ะ” พี่ซึงโฮพูดขึ้นมา เขาเงยหน้าแล้วชะงักมือที่ขัดเตาเอาไว้ ได้ยินเสียงปลายเท้าของพี่ซึงโฮเดินเข้ามาใกล้ แล้วยืนพิงเคาน์เตอร์อ่างข้างๆอยู่ไม่ไกลกัน
“วันหลังเก็บอาการมั่ง เดี๋ยวคนอื่นเขาก็สงสัยกันหมด” ลีดเดอร์ของเขาพูดด้วยน้ำเสียงปกติเหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อจบประโยค เขาก็ทำตาโต แล้วหันไปมองหน้าพี่ซึงโฮ ที่เลิกคิ้วและมีรอยยิ้มจางๆ
“พี่…?” เขาพูดอะไรไม่ออก เหมือนไม่แน่ใจ ถ้าเอะอะปากโป้งอะไรไปอาจจะผิดประเด็นอีกก็ได้ แต่ตอนนี้เขาหายใจโล่งขึ้นกว่าเมื่อไม่กี่อึดใจก่อนนี้หลายเท่า
“แกคิดว่าพี่จะไม่รู้เลยเหรอไง? พี่ก็นั่งเปิดทวิตพี่ดูอยู่ ทำไมพี่จะไม่เห็นวะ แกเล่นคุยกันแล้วก็ทำหน้าเขินซะขนาดนั้นน่ะ” เขาฟัง แล้วก็จ้องเข้าไปในดวงตาคู้นั้น เพื่อให้ตัวเองแน่ใจอีกสักครั้งว่าไม่ได้เข้าใจผิดเพี้ยนไป เขาเห็นความใจดีแฝงเอาไว้ ทั้งในสายตาและรอยยิ้ม
“พี่รู้…. เรื่องผม กับ ชอนดุง?” เขาถามย้ำอีกครั้ง อยากฟังคำตอบเป็นถ้อยความให้มั่นใจ
“ก็ไม่เชิงว่ารู้มั้ง รู้แค่ไหนล่ะ? จริงๆก็พอรู้มาตั้งแต่ก่อนหน้าแล้วล่ะ แต่ไม่คิดว่าจะอะไรขนาดนี้” พี่ซึงโฮตอบยิ้มๆด้วยน้ำเสียงสบายๆ เขารู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้พี่ชายที่สนิทใจคนเดิมกลับคืนมา
“ก่อนหน้านี้?” เขาทำตาโตเท่าโซจู ไม่แน่ใจว่าพี่ซึงโฮหมายถึงเรื่องไหน “รู้ว่ายังไง? แล้วทำไมพี่รู้?” เขาเร่งถามกับพี่ชาย
“ก็ตอนแรก พอชอนดุงมันรู้ว่าพี่จะมา มันก็พูดขึ้นมาว่าฝากพี่มาเอาเสื้อมันคืนจากนายด้วยนะ” พี่ซึงโฮพูดแล้วเหมือนจะคอแห้ง เลยคว้าน้ำเปล่าๆในแก้วมาดื่มเสียอึกหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ
“เสร็จแล้วพอพี่ถามว่า แล้วแกอ่ะไปยืมมันไว้ตอนไหน มันก็อึกๆอักๆตอบไม่ถูก ถามไปถามมา มันก็บอกว่ามาเยี่ยมแกที่บ้าน แล้วก็ฝากเสื้อกับแกไว้” พี่ซึงโอพูดพลางลอบยิ้มอย่างรู้ทันปนหมั่นไส้ จนทำให้เขารู้สึกเขินอายกับเรื่องราวระหว่างเขากับไอ้น่ารักอย่างอธิบายไม่ถูก
“แล้ว? ยังไงอะ? แค่นี้พี่ก็รู้เลยเหรอ?” เขาถามขัด พี่ซึงโอก็ยักไหล่
“ไม่รู้ซิ แต่พวกแกสองคนทำท่าเขินๆอึกๆอักๆกันขนาดนี้ ให้คิดเป็นอย่างอื่นยังไงอ่ะ? แล้วปกติ ชอนดุงมันเคยออกไปไหนมาไหนเองที่ไหน ถ้ามันหอบตัวเองมาเยี่ยมแกได้ ฉันก็ว่ามันต้องมีอะไรแล้วแหละ” พี่ซึงโฮพูดพลางยิ้มภูมิใจในความฉลาดที่ตัวเองจับพิรุตแล้วตีความเองได้ แถมยังถูกต้องไปหมดเสียด้วย
“แล้วพี่….” มีร์คิดบางอย่างขึ้นมาในชั่ววินาทีนั้น มันทำให้เขาวูบโหวงลังเลใจอีกครั้งเมื่อคำถามนี้ถูกตั้งขึ้นมาในใจ “ไม่รู้สึกว่ามัน แปลกๆเหรอ? …พี่รับได้เหรอ?” เขาถาม ถามในฐานะสมาชิกคนหนึ่งที่อยู่ในการดูแลของหัวหน้าวง และถามตรงๆในฐานะน้องชายที่นับถือฮยองของเขาจากใจจริง
“แปลกดิ” คนอายุมากกว่าตอบออกมาอย่างไม่ต้องคิด มีร์รู้สึกเหมือนโดนสะกิดแผลเล็กๆในใจ เขาเงยหน้าไปมองพี่ชายที่สนิทเพียงไม่นานก็หลบตา คนอายุมากกว่ามองท่าทางนั้นแล้วส่ายหัวช้าๆ ก่อนจะยิ้มจาง
“แต่แกสองคนเป็นน้องพี่นะ”
เขานิ่งสบตาพี่ซึงโฮในวินาทีนั้น กับประโยคเรียบง่ายแสนสั้น แต่เขาสามารถเข้าใจมันโดยไม่จำเป็นต้องถามความหมาย ความรู้สึกและเรื่องราวมากมายเป็นคำตอบยืนยันให้เขาเข้าใจ และมั่นใจได้
เขาไม่จำเป็นต้องสงสัยในความรู้สึกของพี่ชายคนนี้
เขายิ้มเงียบๆกับความรู้สึกอบอุ่นในประโยคเมื่อครู่ของพี่ชาย จะว่าไป ไอ้คาวมรู้สึกแบบนี้ก็ไม่ค่อยจะได้ถ่ายทอดให้อีกฝ่ายได้รับรู้กันง่ายๆหรอกนะ เพราะฉะนั้นมันเลยยิ่งมีค่าและมีความหมายมากเมื่อได้รับมาในช่วงเวลาแบบนี้
“แล้ว ว่าแต่ พี่รู้อย่างนี้แล้วทำไมพี่พูดเรื่องเจียขึ้นมาล่ะ?” เขานึกขึ้นได้เลยถามประเด็นที่ยังค้างคาใจ เพราะเมื่อกี๊น่ะเขาไม่เข้าใจจริงๆนะ ว่าจู่ๆพี่ซึงโฮน่ะเหวี่ยงมาประเด็นนี้ได้ยังไง เขากับผู้หญิงคนนี้ โคตรจะไม่มีอะไร เขาบริสุทธิ์ใจ และไม่มีทางคิดเป็นอื่นไปได้แน่
“แล้วจะให้พี่บอกป๊าว่าแกคุยกับชอนดุงมันอยู่เหรอไง ป๊าแกอกแตกตายก่อนพอดีสิ มีอย่างที่ไหน นั่งคุยกับผู้ชายแล้วเขินจนบิดได้ขนาดนั้นอ่ะ” พี่ซึงโฮวางแก้วน้ำลงในอ่างล้างจาน ก่อนจะคว้าเอาฟองน้ำมาช่วยขัดจานชามและแก้วใส
“บ้าดิพี่” เขาคิดตามแล้วร้องออกมา อะไร นี่เขาแสดงท่าทางออกไปขนาดนั้นเลยจริงอ่ะ? เขาว่าเขาก็นั่งคุยอยู่เฉยๆนะ
“จริงๆ” พี่ซึงโฮหันมามองหน้าเขาทีหนึ่งแล้วพยักหน้ายืนยัน ก่อนจะหันกลับไป “ไม่งั้นป๊าจะหันไปมองแล้วสงสัยเหรอว่าแกคุยกับสาวที่ไหนหรือเปล่า” พี่ซึงโฮพูดติดรอยยิ้ม แล้วเขาก็อดจะเขินไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเขาก็โคตรอายที่แสดงอาการออกไปได้ขนาดนั้น
เขาขัดหม้อจนเสร็จ พอดีกับที่พี่ซึงโฮมาช่วยล้างถ้วยแก้มและจานชาม
อย่าคิดว่าพี่แกทำอย่างนี้เป็นปกตินะครับ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่พี่แกเป็นคนดีมามีส่วมร่วมในการช่วยล้างจานให้บ้านผม
“แล้วพี่ว่าป๊าจะรู้ปะ” เขาพูดขึ้นมาหลังจากทิ้งความเงียบได้พักหนึ่ง หัวใจของเขามันวูบขึ้นวูบลงไม่คงที่ สบายใจอยู่ดีๆได้ไม่นานก็ต้องกลับมากังวลใจ นี่แหละนะ คนที่มีความลับปิดบังคนอื่นเอาไว้ นี่เขาจะต้องรู้สึกแบบนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหนกัน
“จะรู้ได้ไง” พี่ซึงโฮส่ายหัวเล็กๆอย่างไม่สนใจนัก ก่อนจะสะบัดมือเมื่อล้างถ้วยใบสุดท้าย
“แล้วถ้าป๊ารู้ล่ะพี่” เขากลั้นใจถามออกไป ความกังวลที่มีมันปิดซ่อนเอาไว้ไม่ได้ ความไม่สบายใจมันเจือจางรวมอยู่ในกระแสเสียง
พี่ซึงโฮคว้าผ้ามาเช็ดมือ ก่อนจะมองหน้าเขา และตัวเขาเองก็เงยหน้าขึ้นสบตา ก่อนจะพบว่าหัวใจจะอบอุ่นพร้อมกันกับชุ่มชื้นขึ้นมาเมื่อได้ยินประโยคถัดไป
“แก ก็เป็นลูกชายของป๊าแก เหมือนกันกับที่แกเป็นน้องพี่ไง”
เป็นอีกครั้งที่เขาไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ แต่ทุกความหมายที่อยู่ในนั้นมันสามารถนิยามตัของมันเองได้ สายสัมพันธ์หนึ่งที่ไม่เคยมองเห็น แต่เขารู้และสัมผัสได้ว่ามันเป็นเรื่องจริง
เขาอยากจะเอ่ยปากขอบคุณคำพูดดีๆของคนที่เขาเต็มใจเรียกว่าพี่ชาย แต่มันก็กระดากเขินอาย และเขาก็รู้นิสัยของอีกฝ่ายว่าคำขอบคุณอะไรมันก็ล้วนแต่ไม่จำเป็น
เขานอนคุยเรื่องสัพเพเหระกับลีดเดอร์ยังคนดึกจนดื่น และเป็นอีกคืนที่เขาไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปตอนไหน…
*
แสงสีทองลอดผ่านขอบผ้าม่านริมหน้าต่างมารำไร ตกกระทบเป็นเส้นแสงอยู่เหนือศรีษะของร่างกายคนที่นอนอยู่บนเตียง แม้จะมีแสงอาทิตย์จางๆสาดส่อง แต่อากาศด้านนอกก็ค่อนข้างหนาวจัด เจ้าของห้องพยายามอัดร่างตัวเองเข้ากับผนังและมุดลงฝังตัวไว้ใต้นวมผ้าผืนอุ่น
เส้นผมสีน้ำตาลทองขยุกมุ่น เป็นส่วนเดียวที่โผล่พ้นขึ้นมา
มีร์ขวดคิ้วอยู่ใต้ผืนผ้าห่มเมื่อรู้สึกเหมือนกับว่ามีอะไรกดทับอยู่เหนือหน้าท้อง เขาพยายามจะพลิกร่างตัวเองเข้าหาผนังห้อง แต่ก็พบว่าขยับตัวไม่ได้ เขาอยากลืมตา แต่อาการครึ่งหลับครึ่งตื่นของความง่วงมันก็ถ่วงหนังตาหนักๆเอาไว้ เขาลืมตาไม่ขึ้น แล้วก็ขยับตัวไม่ได้
อะไร… ผีอำเหรอ?
อย่างแรกที่เขานึก ในความเลือนลางคล้ายความฝัน เขาพยายามไล่เลียงความคิดที่มันซับซ้อนยุ่งเหยืองพันกันในช่วงเวลาใกล้เช้าแบบนี้ แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก สับสนระหว่างความจริงกับความฝัน เขาพยายามนึก เขาเห็นภาพลูกหมาที่เขาเพิ่งได้มาเลี้ยงเมื่อวาน อาจจะเป็นมันหรือเปล่า มันอาจจะปีนขึ้นมานอนทับตัวเขา แล้วเขาก็ขยับตัวไม่ได้
บ้าสิ… ไม่ใช่ โซจูยา ใช่แล้ว มันชื่อโซจูยา ลูกหมาตัวเล็กนิดเดียว จะมาทำให้เขาอึดอัดขนาดนี้ได้ยังไง
เขาพยายามคิดต่อไป ประมวลผมอย่างเชื่องช้าเอื่อยเฉื่อยไม่ทันใจ ในความเลือนลางต่อมาเขาเห็นหน้าของพี่ชายร่วมวงของเขา เมื่อคืนพี่ซึงโฮมาเมาอยู่ที่บ้านนี่หว่า ใช่ แล้วก็คุยกับเขา ทั้งคืน จนเผลอหลับไป ใช่แล้วล่ะ งั้นที่หนักๆนี่คือพี่ซึงโฮมานอนทับเขาใช่ไหมวะ?
เขาขมวดคิ้วนิ่วหน้า เขาคิดว่าเขาหาคำตอบได้แล้วล่ะ ร่างบางกว่าพยายามจะพลิกตัวไปทางซ้าย แต่ผลปรากฏคือไม่สามารถขยับตัวได้แม้แต่น้อย
มีร์อึดอัด จนอยากจะตะโกน เคยไหมครับ เวลาใกล้ๆจะตื่น ต่อให้ตอนนั้นเราอยากตื่นแทบตาย แต่ความง่วงมันก็ฉุดเราไว้ จนการกระทำอะไรมันก็เชื่องช้ายืดยานไปเสียหมด เขาพยายามบังคับให้ตัวเองลืมตา เหมือนเขาจะเห็นความเลือนลางอยู่ตรงหน้า แต่สิ่งที่แปลกคือเขาพบว่า มันไม่ใช่เพดานสีขาวเปล่าๆอย่างที่มันน่าจะเป็น
เขาว่าเขาเห็นใบหน้าของใครบางคน
เจ้าของห้องสะดุ้งพรวดแทบจะลุกขึ้นมานั่ง แต่ร่างกายของเขามันหนักอึ้งเกินกว่าจะยันตัวขึ้นมาไหว มีร์นอนเหยียดขาพยายามดันตัวเองลุกขึ้นมาแต่ลุกไม่ได้ ที่น่าแปลกคือ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเขากลับไม่รู้สึกถึงแรงกดหรือความเจ็บใดๆที่ช่วงเอว
มีร์ปลุกสติตัวเองให้ตื่นเต็มที่ ตอนนี้ไม่ว่าจะผีหรือพี่ซึงโฮเขาก็จะต้องตื่นขึ้นมาก่อนให้ได้ เขาสะบัดหัวอยู่กับหมอนสามสี่ที ภาพที่พร่าเลือนก็ค่อยๆปรากฏชัดขึ้นมา ทีละน้อย ทีละนิด
เขาเริ่มสะกิดใจเมื่อเห็นรอยยิ้ม
มีร์งุนงงนอนจ้องนิ่งๆ ให้ระยะสายตาจับโฟกัสให้จงได้ จนเขาแน่ใจ
ไอ้รอยยิ้มเทวดา กับแววตาแบบนี้นี่มัน…
เจ้าของห้องดิ้นสุดตัวเมื่อรู้ว่าร่างที่อยู่ด้านบนคือใคร เขาไม่มีเวลาจะคิดไปถึงต้นสายปลายเหตุว่าทำไมไอ้ผีบ้าตัวนี้มันมาโผล่บนเตียงของเขาได้ แต่ตอนนี้ที่พึงกระทำคือดิ้นให้หลุดจากมันไปก่อน
“ชู่ววว… เดี๋ยวก็เจ็บหรอก”
เสียงกระซิบเอ่ยออกมาแผ่วเบาราวกับสายลมที่พัดเฉียดหน้า มีร์ได้ยินคำพูดนั้นแต่ก็ยังจะพยายามกระเสือกกระสนกระถดตัวหนี แต่ก็เป็นดังที่อีกคนว่า คนตัวเล็กกว่าดิ้นต่อไปได้ไม่กี่ครั้งก็ต้องกัดปากตัวเองแล้วนอนนิ่ง ความเจ็บที่ช่วงเอวแล่นริ้ววิ่งขึ้นมาถึงกลางหลัง เขาขมวดคิ้วนิ่วหน้าเมื่อไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากปล่อยแผ่นหลังให้ราบไปกับพื้นเตียง
คนที่อยู่เหนือร่างของเขาเลิกคิ้วใส่ เหมือนจะรู้ว่าเขารู้สึกอะไรอยู่ ในสีหน้านั้นดูมีความเป็นห่วงเป็นใย แต่ครู่หนึ่งก็เปลี่ยนไปเป็นดูชอบใจเมื่อเขาสงบลงได้เสียทีหนึ่ง
อันที่จริงแล้ว เขาเพิ่งรู้สึกได้ว่าร่างกายของอีกคนคร่อมเขาไว้เพียงหลวมๆไม่ได้กดทับลงมา แต่ก็แข็งแกร่งมากพอที่จะกักตัวเขาไม่ให้หันซ้ายหันขวาขยับหนี
เขาจ้องหน้าอีกคนอย่างตั้งคำถาม อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วใส่ ถึงแม้ว่าจริงๆในใจแล้วเขาจะคิดถึงมันจะตายก็เถอะนะ
ใช่แล้ว… จะเป็นใครอื่นเสียอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่ไอ้น่ารักซังฮยอน
“ดิ้นทำไม เดี๋ยวไปโดนพี่ซึงโฮตื่นนะ” มันกดตัวแล้วเอียงหน้าก้มลงมาพูดข้างๆหูเขา รู้สึกเหมือนตัวเองโดนริดรอนเอาอิสรภาพไปจนหมดสิ้น กลิ่นน้ำหอมที่เขาเริ่มจะคุ้นชินรวยระรินติดปลายจมูก
ด้วยท่าทางที่เป็นอยู่นี้ มีร์ไม่สามารถจะจ้องหน้าสบตาไอ้คนที่มันรุกรานเข้ามาถึงที่นอนของเขาได้ ความเขินอายมันกระจายอยู่ในทุกอณูที่ลมหายใจสัมผัสถึง
เหมือนแก้มแดงปลั่งจะทำให้คนมาเยือนยิ่งได้ใจ ชอนดุงระปลายจมูกลงใกล้ข้างแก้มนั้น
นี่มันเมาอะไรมาหรือเปล่าวะ? ปาร์คซังฮยอนเป็นคนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมเขาไม่เคยเห็นรู้เลยล่ะ?
มีร์เอียงหน้าหนี ไม่คิดเลยว่าชีวิตนี้ตัวเองจะกลายร่างเป็นสาวน้อยอยู่ใต้อ้อมแขนของคนที่ตัวเองแอบชอบมานาน มันต้องไม่ใช่แบบนี้ไม่ใช่เหรอไง มีร์วนถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมา คำตอบนั้นหาไม่ได้ แต่ปาร์คซังฮยอนน่ะได้กำไรไปแล้วหลายครั้ง
“มาได้ยังไง?” มีร์กระซิบถามเสียงเบา ด้วยกลัวว่าเสียงของเขาจะไปทำให้อีกคนบนเตียงสะดุ้งตื่น คนร่างเล็กกว่ายังพยายามจะขืนร่างแม้จะยังไม่มีทีท่าว่าจะเป็นผล
คนที่อยู่เหนือร่างด้านบน ยกยิ้ม
“มาดูหน้าลูกชาย” เสียงนั้นตอบใกล้ๆ การกระซิบกระซาบยิ่งทำให้เขาได้สัมผัสลมหายใจ ที่แนบใกล้กว่าที่เคยเป็น
มีร์ขมวดคิ้วมุ่นหน้าเมื่อได้มาซึ่งคำตอบนั้น ได้ข่าวว่าถามว่ามาได้ยังไง ไม่ได้ถามว่ามาทำไมเสียหน่อย
“พูดหยั่งกะเป็นลูกตัวเองงั้นอะ” มีร์จ้องหน้าอีกคนกลับ ซึ่งก็ได้รับรอยยิ้มกรุ้มกริ่มมาก่อนคำตอบ เขาลอบหวั่นในใจ ถ้าปาร์คซังฮยอนตีสีหน้าแบบนี้เมื่อไหร่ เขาควรจะรีบกลัวว่าคำพูดถัดมามันอาจจะทิ่มแทงจิตใจให้เขาต้องอายม้วน
“ก็ถ้าโซจูเป็นลูกนาย” ชอนดุงพูด แล้วหยุดไว้นิดหนึ่ง ปล่อยให้เสียงหัวใจของมีร์เต้นตึงตังรอฟังวลีที่ต่อท้าย ฝ่ามืออุ่นๆข้างหนึ่งของคนตัวสูงที่ยันกับพื้นเตียงเลื่อนขึ้นมา ก่อนจะสัมผัสแตะแผ่วเบาบนหัวไหล่ของคนฟัง
“แล้วมันจะไม่ใช่ลูกฉันได้ยังไงกัน” เขารู้สึกถึงปลายนิ้วหัวแม่มือที่วนไล้หัวไหล่เขาช้าๆ เป็นสัมผัสที่คล้ายจะเต็มไปด้วยความเอ็นดู แต่ประโยคที่เพิ่งได้ยินทำให้มีร์หน้าแดงลามไปถึงใบหู ความหมายที่ซ่อนอยู่มันชัดเจนจนเขาไม่อาจห้ามหัวใจ
ที่เหมือนจะละลายลงเสียให้ได้เพราะไอ้คนๆนี้
คนอะไร พูดออกมาได้ ไม่อายปากหรือไง ถ้าใครบอกว่าปาร์คซังฮยอนเป็นเทพบุตร เป็นเทวดา เขาจะเถียงขาดใจให้ดู
แต่ถึงกระนั้น แม้เจ้าตัวจะเขินอายมาก แต่มีร์กลับพบว่าริมฝีปากของเขามันกำลังทรยศเจ้าของ จนเจ้าตัวต้องพยายามยื้อรอยยิ้มนั่นโดยการเม้มให้สนิทเอาไว้ แต่ดวงตาก็ไม่อาจแอบซ่อนความนัยที่ระบายอยู่ในนั้น
และอาจเป็นเพราะความรู้สึกดังที่ว่า ที่มันทำให้เขาไม่อาจฝืนตัวเองได้อีกต่อไปเมื่อใบหน้างดงามนั้นเคลื่อนใกล้เข้ามา แทนที่จะถอยหนี เขากลับปล่อยให้ตัวเองหลับตา รอสัมผัสเชื่องช้าที่อีกฝ่ายมอบให้
ชั่วครู่เดียว ริมฝีปากสองคู่ก็แตะกัน ผะผิวสัมผัสคล้ายขนนกร่วงหล่นลงแผ่วเบา แต่สะกดใจของพวกเขาให้สั่นสะท้าน ริมฝีปากประกบเข้าเบียดบด ต่างฝ่ายต่างขยับร่างลงกดแนบเข้าหา ไออุ่นจากผืนผ้าห่มเหมือนจะไม่พอคณา สัมผัสของร่างกายมอบไออุ่นได้ลึกกว่า ถึงลมหายใจ
ไอเย็นลอยอยู่ด้านนอก หมอนม่านเกาะกระจกหน้าต่างเป็นฝ้า คล้ายจะแอบมองพวกเขา
ปลายจมูกโด่งซุกซนซอกซอนคล้ายจะออดอ้อนร่างเล็กกว่า คนข้างใต้เอียงหลบเร้นใบหน้าหากทว่ากลายเป็นเปิดโอกาสให้คนตัวสูงได้ฝังใบหน้าลงกับซอกคออุ่น ฝ่ามือสวยลากอยู่บนผิวผ้า ก่อนจะสอดเข้ามาด้านใต้ลากไล่สัมผัสผิวกายที่คิดถึง
แขนเล็กไร้แรงขัดขืนต่อต้าน สมองหยุดสั่งงาน เหลือเพียงหัวใจที่เต้นเร่า สั่งให้วงแขนของเขาโอบขึ้นเกาะแผ่นหลังกว้าง เกาะเกี่ยวรั้งเอาจูบหวาน ที่ไม่อาจต้านทานด้วยเหตุผลอื่นใด
จนคล้ายจะหลงลืมไปว่ามิได้อยู่เพียงลำพัง…
ร่างของพี่ใหญ่ร่วมวงที่นอนอยู่อีกฝั่งเตียงพลิกเอียงตัวหันมาหา มีร์สะดุ้งรีบผละออกจากอีกฝ่าย ในขณะที่คนด้านบนจำใจต้องถอนจูบออกอย่างเสียดาย ความหวานยังแทรกติดอยู่บนปลายลิ้น
ร่างเล็กกว่าคว้าผืนผ้าห่มมากอดแนบกาย ชอนดุงเห็นแล้วหยุดยิ้มไม่ได้กับท่าทางนั้น เจ้าของห้องเหลือบมองร่างของลีดเดอร์อย่างหวาดหวั่น
แต่ยังไม่ทันที่จะได้สังเกตอะไร บานประตูห้องก็เปิดผางออกในมันใดนั้น มีร์สะดุ้งอกสั่นขวัญหายซ้ำสองในระยะเวลาติดกัน
“ตื่นๆๆๆจ้าหนุ่มๆ ลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟันออกมากินข้าวเช้าได้แล้ว!”
คุณนายบังยืนพูดเสียงใส โดยที่ไม่ได้สังเกตใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อของลูกชาย แม้แต่นิดเดียว
*
เส้นผมสีน้ำตาลทองขยุกมุ่น เป็นส่วนเดียวที่โผล่พ้นขึ้นมา
มีร์ขวดคิ้วอยู่ใต้ผืนผ้าห่มเมื่อรู้สึกเหมือนกับว่ามีอะไรกดทับอยู่เหนือหน้าท้อง เขาพยายามจะพลิกร่างตัวเองเข้าหาผนังห้อง แต่ก็พบว่าขยับตัวไม่ได้ เขาอยากลืมตา แต่อาการครึ่งหลับครึ่งตื่นของความง่วงมันก็ถ่วงหนังตาหนักๆเอาไว้ เขาลืมตาไม่ขึ้น แล้วก็ขยับตัวไม่ได้
อะไร… ผีอำเหรอ?
อย่างแรกที่เขานึก ในความเลือนลางคล้ายความฝัน เขาพยายามไล่เลียงความคิดที่มันซับซ้อนยุ่งเหยืองพันกันในช่วงเวลาใกล้เช้าแบบนี้ แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก สับสนระหว่างความจริงกับความฝัน เขาพยายามนึก เขาเห็นภาพลูกหมาที่เขาเพิ่งได้มาเลี้ยงเมื่อวาน อาจจะเป็นมันหรือเปล่า มันอาจจะปีนขึ้นมานอนทับตัวเขา แล้วเขาก็ขยับตัวไม่ได้
บ้าสิ… ไม่ใช่ โซจูยา ใช่แล้ว มันชื่อโซจูยา ลูกหมาตัวเล็กนิดเดียว จะมาทำให้เขาอึดอัดขนาดนี้ได้ยังไง
เขาพยายามคิดต่อไป ประมวลผมอย่างเชื่องช้าเอื่อยเฉื่อยไม่ทันใจ ในความเลือนลางต่อมาเขาเห็นหน้าของพี่ชายร่วมวงของเขา เมื่อคืนพี่ซึงโฮมาเมาอยู่ที่บ้านนี่หว่า ใช่ แล้วก็คุยกับเขา ทั้งคืน จนเผลอหลับไป ใช่แล้วล่ะ งั้นที่หนักๆนี่คือพี่ซึงโฮมานอนทับเขาใช่ไหมวะ?
เขาขมวดคิ้วนิ่วหน้า เขาคิดว่าเขาหาคำตอบได้แล้วล่ะ ร่างบางกว่าพยายามจะพลิกตัวไปทางซ้าย แต่ผลปรากฏคือไม่สามารถขยับตัวได้แม้แต่น้อย
มีร์อึดอัด จนอยากจะตะโกน เคยไหมครับ เวลาใกล้ๆจะตื่น ต่อให้ตอนนั้นเราอยากตื่นแทบตาย แต่ความง่วงมันก็ฉุดเราไว้ จนการกระทำอะไรมันก็เชื่องช้ายืดยานไปเสียหมด เขาพยายามบังคับให้ตัวเองลืมตา เหมือนเขาจะเห็นความเลือนลางอยู่ตรงหน้า แต่สิ่งที่แปลกคือเขาพบว่า มันไม่ใช่เพดานสีขาวเปล่าๆอย่างที่มันน่าจะเป็น
เขาว่าเขาเห็นใบหน้าของใครบางคน
เจ้าของห้องสะดุ้งพรวดแทบจะลุกขึ้นมานั่ง แต่ร่างกายของเขามันหนักอึ้งเกินกว่าจะยันตัวขึ้นมาไหว มีร์นอนเหยียดขาพยายามดันตัวเองลุกขึ้นมาแต่ลุกไม่ได้ ที่น่าแปลกคือ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเขากลับไม่รู้สึกถึงแรงกดหรือความเจ็บใดๆที่ช่วงเอว
มีร์ปลุกสติตัวเองให้ตื่นเต็มที่ ตอนนี้ไม่ว่าจะผีหรือพี่ซึงโฮเขาก็จะต้องตื่นขึ้นมาก่อนให้ได้ เขาสะบัดหัวอยู่กับหมอนสามสี่ที ภาพที่พร่าเลือนก็ค่อยๆปรากฏชัดขึ้นมา ทีละน้อย ทีละนิด
เขาเริ่มสะกิดใจเมื่อเห็นรอยยิ้ม
มีร์งุนงงนอนจ้องนิ่งๆ ให้ระยะสายตาจับโฟกัสให้จงได้ จนเขาแน่ใจ
ไอ้รอยยิ้มเทวดา กับแววตาแบบนี้นี่มัน…
เจ้าของห้องดิ้นสุดตัวเมื่อรู้ว่าร่างที่อยู่ด้านบนคือใคร เขาไม่มีเวลาจะคิดไปถึงต้นสายปลายเหตุว่าทำไมไอ้ผีบ้าตัวนี้มันมาโผล่บนเตียงของเขาได้ แต่ตอนนี้ที่พึงกระทำคือดิ้นให้หลุดจากมันไปก่อน
“ชู่ววว… เดี๋ยวก็เจ็บหรอก”
เสียงกระซิบเอ่ยออกมาแผ่วเบาราวกับสายลมที่พัดเฉียดหน้า มีร์ได้ยินคำพูดนั้นแต่ก็ยังจะพยายามกระเสือกกระสนกระถดตัวหนี แต่ก็เป็นดังที่อีกคนว่า คนตัวเล็กกว่าดิ้นต่อไปได้ไม่กี่ครั้งก็ต้องกัดปากตัวเองแล้วนอนนิ่ง ความเจ็บที่ช่วงเอวแล่นริ้ววิ่งขึ้นมาถึงกลางหลัง เขาขมวดคิ้วนิ่วหน้าเมื่อไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากปล่อยแผ่นหลังให้ราบไปกับพื้นเตียง
คนที่อยู่เหนือร่างของเขาเลิกคิ้วใส่ เหมือนจะรู้ว่าเขารู้สึกอะไรอยู่ ในสีหน้านั้นดูมีความเป็นห่วงเป็นใย แต่ครู่หนึ่งก็เปลี่ยนไปเป็นดูชอบใจเมื่อเขาสงบลงได้เสียทีหนึ่ง
อันที่จริงแล้ว เขาเพิ่งรู้สึกได้ว่าร่างกายของอีกคนคร่อมเขาไว้เพียงหลวมๆไม่ได้กดทับลงมา แต่ก็แข็งแกร่งมากพอที่จะกักตัวเขาไม่ให้หันซ้ายหันขวาขยับหนี
เขาจ้องหน้าอีกคนอย่างตั้งคำถาม อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วใส่ ถึงแม้ว่าจริงๆในใจแล้วเขาจะคิดถึงมันจะตายก็เถอะนะ
ใช่แล้ว… จะเป็นใครอื่นเสียอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่ไอ้น่ารักซังฮยอน
“ดิ้นทำไม เดี๋ยวไปโดนพี่ซึงโฮตื่นนะ” มันกดตัวแล้วเอียงหน้าก้มลงมาพูดข้างๆหูเขา รู้สึกเหมือนตัวเองโดนริดรอนเอาอิสรภาพไปจนหมดสิ้น กลิ่นน้ำหอมที่เขาเริ่มจะคุ้นชินรวยระรินติดปลายจมูก
ด้วยท่าทางที่เป็นอยู่นี้ มีร์ไม่สามารถจะจ้องหน้าสบตาไอ้คนที่มันรุกรานเข้ามาถึงที่นอนของเขาได้ ความเขินอายมันกระจายอยู่ในทุกอณูที่ลมหายใจสัมผัสถึง
เหมือนแก้มแดงปลั่งจะทำให้คนมาเยือนยิ่งได้ใจ ชอนดุงระปลายจมูกลงใกล้ข้างแก้มนั้น
นี่มันเมาอะไรมาหรือเปล่าวะ? ปาร์คซังฮยอนเป็นคนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมเขาไม่เคยเห็นรู้เลยล่ะ?
มีร์เอียงหน้าหนี ไม่คิดเลยว่าชีวิตนี้ตัวเองจะกลายร่างเป็นสาวน้อยอยู่ใต้อ้อมแขนของคนที่ตัวเองแอบชอบมานาน มันต้องไม่ใช่แบบนี้ไม่ใช่เหรอไง มีร์วนถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมา คำตอบนั้นหาไม่ได้ แต่ปาร์คซังฮยอนน่ะได้กำไรไปแล้วหลายครั้ง
“มาได้ยังไง?” มีร์กระซิบถามเสียงเบา ด้วยกลัวว่าเสียงของเขาจะไปทำให้อีกคนบนเตียงสะดุ้งตื่น คนร่างเล็กกว่ายังพยายามจะขืนร่างแม้จะยังไม่มีทีท่าว่าจะเป็นผล
คนที่อยู่เหนือร่างด้านบน ยกยิ้ม
“มาดูหน้าลูกชาย” เสียงนั้นตอบใกล้ๆ การกระซิบกระซาบยิ่งทำให้เขาได้สัมผัสลมหายใจ ที่แนบใกล้กว่าที่เคยเป็น
มีร์ขมวดคิ้วมุ่นหน้าเมื่อได้มาซึ่งคำตอบนั้น ได้ข่าวว่าถามว่ามาได้ยังไง ไม่ได้ถามว่ามาทำไมเสียหน่อย
“พูดหยั่งกะเป็นลูกตัวเองงั้นอะ” มีร์จ้องหน้าอีกคนกลับ ซึ่งก็ได้รับรอยยิ้มกรุ้มกริ่มมาก่อนคำตอบ เขาลอบหวั่นในใจ ถ้าปาร์คซังฮยอนตีสีหน้าแบบนี้เมื่อไหร่ เขาควรจะรีบกลัวว่าคำพูดถัดมามันอาจจะทิ่มแทงจิตใจให้เขาต้องอายม้วน
“ก็ถ้าโซจูเป็นลูกนาย” ชอนดุงพูด แล้วหยุดไว้นิดหนึ่ง ปล่อยให้เสียงหัวใจของมีร์เต้นตึงตังรอฟังวลีที่ต่อท้าย ฝ่ามืออุ่นๆข้างหนึ่งของคนตัวสูงที่ยันกับพื้นเตียงเลื่อนขึ้นมา ก่อนจะสัมผัสแตะแผ่วเบาบนหัวไหล่ของคนฟัง
“แล้วมันจะไม่ใช่ลูกฉันได้ยังไงกัน” เขารู้สึกถึงปลายนิ้วหัวแม่มือที่วนไล้หัวไหล่เขาช้าๆ เป็นสัมผัสที่คล้ายจะเต็มไปด้วยความเอ็นดู แต่ประโยคที่เพิ่งได้ยินทำให้มีร์หน้าแดงลามไปถึงใบหู ความหมายที่ซ่อนอยู่มันชัดเจนจนเขาไม่อาจห้ามหัวใจ
ที่เหมือนจะละลายลงเสียให้ได้เพราะไอ้คนๆนี้
คนอะไร พูดออกมาได้ ไม่อายปากหรือไง ถ้าใครบอกว่าปาร์คซังฮยอนเป็นเทพบุตร เป็นเทวดา เขาจะเถียงขาดใจให้ดู
แต่ถึงกระนั้น แม้เจ้าตัวจะเขินอายมาก แต่มีร์กลับพบว่าริมฝีปากของเขามันกำลังทรยศเจ้าของ จนเจ้าตัวต้องพยายามยื้อรอยยิ้มนั่นโดยการเม้มให้สนิทเอาไว้ แต่ดวงตาก็ไม่อาจแอบซ่อนความนัยที่ระบายอยู่ในนั้น
และอาจเป็นเพราะความรู้สึกดังที่ว่า ที่มันทำให้เขาไม่อาจฝืนตัวเองได้อีกต่อไปเมื่อใบหน้างดงามนั้นเคลื่อนใกล้เข้ามา แทนที่จะถอยหนี เขากลับปล่อยให้ตัวเองหลับตา รอสัมผัสเชื่องช้าที่อีกฝ่ายมอบให้
ชั่วครู่เดียว ริมฝีปากสองคู่ก็แตะกัน ผะผิวสัมผัสคล้ายขนนกร่วงหล่นลงแผ่วเบา แต่สะกดใจของพวกเขาให้สั่นสะท้าน ริมฝีปากประกบเข้าเบียดบด ต่างฝ่ายต่างขยับร่างลงกดแนบเข้าหา ไออุ่นจากผืนผ้าห่มเหมือนจะไม่พอคณา สัมผัสของร่างกายมอบไออุ่นได้ลึกกว่า ถึงลมหายใจ
ไอเย็นลอยอยู่ด้านนอก หมอนม่านเกาะกระจกหน้าต่างเป็นฝ้า คล้ายจะแอบมองพวกเขา
ปลายจมูกโด่งซุกซนซอกซอนคล้ายจะออดอ้อนร่างเล็กกว่า คนข้างใต้เอียงหลบเร้นใบหน้าหากทว่ากลายเป็นเปิดโอกาสให้คนตัวสูงได้ฝังใบหน้าลงกับซอกคออุ่น ฝ่ามือสวยลากอยู่บนผิวผ้า ก่อนจะสอดเข้ามาด้านใต้ลากไล่สัมผัสผิวกายที่คิดถึง
แขนเล็กไร้แรงขัดขืนต่อต้าน สมองหยุดสั่งงาน เหลือเพียงหัวใจที่เต้นเร่า สั่งให้วงแขนของเขาโอบขึ้นเกาะแผ่นหลังกว้าง เกาะเกี่ยวรั้งเอาจูบหวาน ที่ไม่อาจต้านทานด้วยเหตุผลอื่นใด
จนคล้ายจะหลงลืมไปว่ามิได้อยู่เพียงลำพัง…
ร่างของพี่ใหญ่ร่วมวงที่นอนอยู่อีกฝั่งเตียงพลิกเอียงตัวหันมาหา มีร์สะดุ้งรีบผละออกจากอีกฝ่าย ในขณะที่คนด้านบนจำใจต้องถอนจูบออกอย่างเสียดาย ความหวานยังแทรกติดอยู่บนปลายลิ้น
ร่างเล็กกว่าคว้าผืนผ้าห่มมากอดแนบกาย ชอนดุงเห็นแล้วหยุดยิ้มไม่ได้กับท่าทางนั้น เจ้าของห้องเหลือบมองร่างของลีดเดอร์อย่างหวาดหวั่น
แต่ยังไม่ทันที่จะได้สังเกตอะไร บานประตูห้องก็เปิดผางออกในมันใดนั้น มีร์สะดุ้งอกสั่นขวัญหายซ้ำสองในระยะเวลาติดกัน
“ตื่นๆๆๆจ้าหนุ่มๆ ลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟันออกมากินข้าวเช้าได้แล้ว!”
คุณนายบังยืนพูดเสียงใส โดยที่ไม่ได้สังเกตใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อของลูกชาย แม้แต่นิดเดียว
*
ตอนนี้คงสายมากแล้ว ถ้าไม่ใกล้เที่ยงก็อาจจะใกล้บ่าย เพราะแสงแดดลอดเมฆมาสาดถนนสว่างจ้า หากทว่าอากาศหนาวเย็นก็ยังไม่หายไป
มีร์นั่งผูกเชือกรองเท้าอยู่ที่ขั้นบันไดหน้าบ้าน มีรุ่นพี่ร่วมวงนั่งยัดรองเท้าอยู่ใกล้ๆกัน และมีปาร์คซังฮยอนยืนสูงเด่นเป็นตระหง่านอยู่อีกฝั่งในสภาพมีรองเท้าสวมใส่แล้วเรียบร้อย
วันนี้เขาอิ่มท้องเป็นพิเศษ เพราะได้กินอาหารเช้ามื้อใหญ่ ที่นานๆคุณนายบังจะจัดหามาให้เสียทีหนึ่ง
แม่ของเขานี่ก็เหลือเกินนะ เมื่อเช้ารีบกุลีกุจอเข้าครัวไปเตรียมอาหารแค่เพราะตื่นมาเห็นว่าไอ้หน้าใสใจไม่ซื่อนี่มาเยี่ยมบ้าน ผมเพิ่งจะรู้ก็ตอนล้างหน้าแปรงฟันตามออกไปที่โต๊ะกินข้าวทีหลัง ว่าไอ้น่ารักมันนานั่งจิ้มลิ้มคุยกับแม่ของเขาอยู่แล้วตั้งนานก่อนที่มันจะบุกรุกเข้าไปปลุกเขาจนตื่น
เหตุผลที่นั่งรถแท็กซี่มาแต่เช้าก็เพราะว่าจะมารับเขาไปบริษัทตอนสายๆ ที่แท้ก็นัดแนะเตรียมการเอาไว้กับยังซึงโฮ
นึกจะโผล่มาเมื่อไหร่ก็มา นี่มันบ้านส่วนตัวนะ ไม่ใช่ที่พักตากอากาศของใคร!
แถมยังจะมีการมาบอกอีกนะว่ามันทักทายและทำความรู้จักกับลูกชาย(ของผม!)เรียบร้อยแล้ว ตอนที่ผมยังหลับอยู่ ทั้งที่ผมยังไม่ทันได้อนุญาติ!
มีร์คิดแล้วหงุดหงิด ยิ่งนึกถึงท่าทางปั้นจิ้มปั้นเจ๋อทำตัวหล่อใสไร้เดียงสาของไอ้คนที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าตอนที่มันนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวล่ะก็นะ เขาล่ะไม่ไหวจะหมั่นไส้ ทั้งป๊าทั้งม๊าเขาพากันหลงมันไปหมด จนอยากจะได้มาเป็นลูกชาย
ชิ เอาซิ เอาไหมล่ะ เดี๋ยวเขาจะขอมาเป็นสะใภ้ให้สมใจอยาก
เขาทิ้งความคิดของตัวเองไว้เท่านั้นเมื่อยันตัวลุกยืนขึ้น คนตัวสูงดันแผ่นหลังของตัวเองออกมาจากผนังแล้วเดินตรงเข้ามาหา มีร์ซึ่งมัวแต่ก้มหน้า พอเงยคอขึ้นมาก็เกือบจะชนเข้ากับปลายคางของคนตัวสูงกว่า จนเขาต้องรีบชะงักปลายเท้า
แต่ปาร์คซังฮยอนกลับเอาแต่อมยิ้มชอบใจ
เมาน้ำค้างไปแล้วหรือไงวะ ไอ้บ้านี่
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ทำอะไรต่อ เสียงคุณนายบังเปิดประตูออกจากบ้านเดินลงส้นเท้าตึกตักก็เข้ามาแทรก แม่ของเขาเดินเข้ามาแหวกกลางวงสนทนาก่อนจะหันซ้ายหันขวามองหน้าลูกชาย(ทั้งสาม)
“แล้ววันนี้นอนไหนล่ะลูก จะกลับบ้านหรือเปล่า?” แม่ของเขาหันมาถาม จนเขารู้สึกปลาบปลื้มใจ เพราะรู้สึกได้ว่าแม่ตั้งใจให้เขาเป็นคนตอบ
“กลับแหละแม่ ใช่ไหมพี่?” ทั้งที่แม่เขาถามทั้งที่ แต่พอตอบแล้วเขาก็ยังไม่แน่ใจ อันที่จริงเขายังไม่รู้เลยว่าวันนี้พี่ซึงโอจะพาเขาเข้าบริษัทไปด้วยทำไม วันเกิดเขาทั้งทีเขาก็อยากจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับที่บ้านบ้างนะ ก็ยังสงสัยว่ามันจะมามีงานเข้าอะไรวันนี้ เขาก็ไม่ค่อยมีคิวมาตั้งนานแล้ว
พี่ซึงโฮเลิกคิ้วเหมือนสงสัยว่าที่ถามหมายถึงตัวเองหรือเปล่า กว่าจะเข้าใจผมก็ต้องเลิกคิ้วใส่กลับไป ลีดเดอร์ยังถึงได้พยักหน้า
“กลับครับ เดี๋ยวตอนเย็นเอากลับมาส่งให้” คนเป็นพี่พูดพลางก้มหัวให้ผู้หลักผู้ใหญ่ แม่ของเขาก็อมยิ้มชอบใจกับท่าทางที่แสนสุภาพ
“ดีแล้วล่ะจ้ะ” แม่เขาพูดเสียงหวาน ก่อนจะหันมาหาเขา “วันนี้ตอนเย็นแม่จะได้เตรียมของอร่อยๆไว้ให้เรากิน” แม่เขาพูดอย่างอารมณ์ดี ซึ่งนานๆทีเขาจะเห็นว่าแม่ใจดีได้ในโหมดนี้จนตาวาว
โอ้โห วันนี้คุณนายบังจะเข้าครัวทำอาหารมื้อใหญ่ให้ทั้งมื้อเช้าและมื้อเย็นใช่ไหม? เขาอยากจะกรี๊ด
คนอายุน้อยที่สุดยิ้มกว้างมองคนเป็นแม่ แต่เขาก็รู้สึกว่าวันนี้แม่ตั้งใจจะทำวั้นเกิดของเขาให้มีความสุขจริงๆ เพราะฉะนั้นเขาจะตัดประเด็นที่หมั่นไส้เรื่องไอ้คุณชายและไอ้พี่ร่วมวงเขาออกไปก็แล้วกันนะ
“งั้นก็ไปกันได้แล้วจ้ะ เที่ยงกว่าแล้ว ประเดี๋ยวจะสายกัน” คนเป็นแม่เขายิ้มให้ เขาก็ยิ้มกลับไป ในขณะที่อีกสองคนโค้งให้เป็นมารยาทก่อนจะหันหลังมาขึ้นรถ
เขาเปิดประตูขึ้นนั่งเบาะเบาะด้านหลัง แล้วปาร์คซังฮยอนก็เปิดประดูอีกฝั่งขึ้นมานั่งอยู่ใกล้ๆ
“เอ่า นั่งแบบนี้พี่ซึงโฮก็เป็นโชเฟอร์เลยอะดิ” เขาพูดขึ้นมากวนๆเรียกเสียงหัวเราะในลำคอจากนั่งข้างๆ แล้วเหลือบมองหน้าลีดเดอร์ยัง พี่ซึงโฮส่องกระจกมองหลังแล้วทำตาขวางใส่
ไม่ต้องออกปากโต้ตอบกลับด้วยว่าจาใดๆ มีร์ก็รีบรูดซิปปากตัวเองไว้ไม่พูดต่อ
เขาหันไปเกาะกระจกรถ แม่ของเขายังยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ยืนรอส่งกระทั่งรถของเขาพวกถอยกลับแล้วหันเลี้ยวออกจากรั้วมา เขามองแนวรั้วบ้านของตัวเองจนลับสายตาถึงจะเอี้ยวตัวหันกลับมานั่งมองถนนตรงหน้ารถ
ชอนดุงลอบมองท่าทางเหล่านั้น สังเกตอาการที่หลังยามที่คนนั่งข้างๆเคลื่อนไหว
“ไม่เจ็บเอวแล้วเหรอ?” คนเป็นห่วงถามขึ้นด้วยประโยคตรงไปตรงมา ในน้ำเสียงนั้นแสนธรรมดาหากทว่าเอาใจใส่
“ก็ไม่ค่อยแล้ว” มีร์ตอบเสียงอ้อมแอ้ม ตั้งแต่ลุกขึ้นมาจากเตียงเมื่อตอนเช้า เขาก็ยังไม่ค่อยดุ้ยกับคนๆนี้สักกี่คำ อันที่จริงก็รู้สึกกลับมาทำตัวไม่ค่อยจะถูกทุกทีไป ความห่างในการจะเจอกันแต่ละที มันทำให้ปฏิกิริยาที่มีไม่ค่อยจะแนบเนียนอย่างที่ควรจะเป็นเสียทีนึง
ชอนดุงพยักหน้ายิ้ม ก่อนที่จู่ๆจะโก่งตัวงอแล้วไอค่อกแค่กออกมา มีร์หันหน้าเอียงตัวไปดูอาการ
อ่าว ห่วงคนอื่นยังไม่ทันไร ตัวเองก็ยังป่วยไม่หายเลยนี่หว่า
ชอนดุงยังกระแอมไออยู่อีกสองสามที ก่อนจะเอนหลังกลับไปพิงที่เบาะอีกครั้ง
“ยังไม่หายอีกเหรอ?” คราวนี้มีร์เป็นฝ่ายถามอาการอีกคนบ้าง คนเอ่ยปากถามทีหลังมีน้ำเสียงที่ห่วงใยกว่า เพราะดูท่าแล้วไอ้คนน่ารักมันคงจะเป็นหนักจริงๆ
ชอนดุงพยักหน้า ก่อนจะพลิกหันมาหาคนข้างๆ รอยยิ้มอ่อนๆกับแววตาเจ้าเล่ห์จางๆระบายบางๆอยู่บนใบหน้านั้น
“ทำไมล่ะ?” คนตัวสูงหันมาเลิกคิ้วใส่ ท่าทางไม่น่าไว้วางใจจนมีร์ต้องถอยหลังไปติดเบาะ “หรือว่ากลัวติดหวัด?” คนตัวสูงถามเขา เหมือนจะไม่มีอะไรแต่ทำเอาข้างแก้มรื้นสี ไม่ต้องคิดให้มากเขาก็รู้ว่าคำพูดนี้ มันต้องมีอะไรแอบแฝงในความหมาย
พลางก็ตีความนึกย้อนให้เชื่อมไปถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าได้ สัมผัสที่ริมฝีปากย้อนกลับเข้ามาในทันใด แล้วมีร์ก็เข้าใจในคำถามนั้นทันที
“ไอ้บ้า!” มีร์พูดด้วยเสียงที่ไม่ได้ดัง แต่สะท้อนหนักในความหมายของความเขินอายที่ปิดไม่มิด เขาหันหน้าหนีไปอีกฝั่ง ดึงฮู้ดที่อยู่ด้านหลังขึ้นมาเป็นกำบังให้ข้างแก้มแดงได้หลบซ่อน
แต่ปาร์คซังฮยอนก็ยังไม่วาย ใบหน้าจิ้มลิ้มเคลื่อนเข้าไปใกล้ วางปลายคางเล็กลงบนไหล่แคบ แอบซบอยู่เบาๆ จนมีร์นึกอยากจะกำหมัดขึ้นมาซัดเอาไอ้หน้าใสๆนั่นออกไป
แต่เสียงกระแอมไอของคนที่ขับรถเงียบๆอยู่หน้าพวงมาลัยก็ดังขึ้นขัดมาช่วยเขาไว้ได้ก่อน
ปาร์คซังฮยอนเอียงหน้าไปหาคนที่กำลังขับรถ ซึ่งมองผ่านกระจกหลังมาไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ส่งสายตาจ้องจับผิดมาให้พร้อมกับรอยยิ้มหมั่นไส้แกมเอ็นดู ทั้งที่ไอ้น่ารักมันก็รู้ตัวอยู่ แต่แทนที่มันจะยกหัวเล็กๆออกไป กลับเอียงซบเขาเอาไว้อยู่อย่างนั้น เสียงกระแอมไอของคนอายุเยอะเมื่อครู่นั่นไม่ได้ช่วยอะไร
สุดท้ายเขาเลยทำแต่ทำหน้างอ แล้วเอ่ยลอยๆออกไป
“พี่อย่าขับช้าดิ ผมไม่อยากนั่งนาน” มีร์เหลือบมองคนข้างๆ ถึงแม้จะพูดอย่างนั้น แต่เขาก็ยังปล่อยให้ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นวางซบอยู่บนไหล่
“ทำไม กลัวชอนดุงมันกัดเอาเหรอไง?” คำพูดติดแซวตอบกลับมา เขามองหน้าลีดเดอร์ผ่านกระจกสะท้อนหลัง เห็นสีแววตากรุ้มกริ่มและริมฝีปากที่กลั้นยิ้มแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ
“เปล่าซักหน่อย…” เขาได้แต่เถียงเสียงอ่อย ซึ่งไม่มีความหมายอะไร ประเมิณความจากสีหน้าของคนตรงเบาะหน้าและคนตัวสูงข้างๆเขาที่ทำเหมือนเมื่อครู่นี้ไม่ได้ยินอะไร
เอ๊อ ใช่ซิ ก็เห็นดีเห็นงามด้วยกันไปหมดแล้วหนิ เอาเล๊ย เข้าข้างกันเข้าไป
มีร์เหลือบมองใบหน้าของคนที่อมยิ้มซบอยู่ตรงหัวไหล่ ใจหนึ่งนึกอยากจะยันออก แต่อีกใจหนึ่งมันก็บอกว่าทำไม่ได้
เขาเลยปล่อยให้หัวเล็กๆนั้นเอียงสัมผัสอุ่นๆมาซบลงใกล้ๆ เงียบนิ่งจนคล้ายจะได้ยินเสียงลมที่อีกฝ่ายหายใจ ไปตลอดเส้นทาง
*
คนผมสีน้ำตาลแซมทองนั่งมองตัวเองอยู่หน้ากระจก เป็นเพราะว่าช่วงนี้ไม่ค่อยได้มีคิวงานกับคนอื่นเขาเสียเท่าไหร่ เลยอดจะตื่นเต้นไม่ได้เมื่อมีเมคอัพและสไตลิสมายืนประคบประหงมจัดแจงให้อยู่เช่นตอนนี้ มีร์ส่องกระจกมองตัวเองซ้ายทีขวาที พลางก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายรูปตัวเองเก็บไว้เป็นที่ระลึก
เมคเจนนี่ปาดแป้งสีเป็นธรรมชาติลงบนผิวหน้า ปกปิดความหมองคล้ำให้เขาเพียงนิดหน่อยแถวใต้ตา เสร็จแล้วก็ผละออกไป เขามองตามเมคอัพประจำวงอย่างสงสัย ข้างๆเขาเหลือแต่พี่อีกคนที่ยืนไดร์ร้อนเป่าผมให้อย่างไม่พิถีพิถันนัก
สรุปวันนี้มีงานอะไร? จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้เลยนะเนี่ย
มีร์คิดพลางขมวดคิ้วฉงน เดาเอาว่าคนอื่นๆคงจะแต่งหน้าแต่งตัวกันเสร็จหมดแล้วล่ะมั้ง อาจจะเหลือเขาแค่คนเดียวที่ยังต้องนั่งรอ เขาหันกลับมามองหน้าตัวเองในกระจกต่อ มีแต่แป้งเปล่าๆไม่ได้แต่งเติมอะไรลงไป เดียวพี่คยองชิกคงมาแต่งต่อให้ ล่ะมั้ง?
เขาคิดมั่วเอา พอดีกับที่เสียงไดร์เป่าผมเงียบสนิท เขาเงยหน้ามองพี่สไตลิสที่ไม่จัดทรงผมให้เขาต่อ
“จะไปไหนล่ะพี่?” เขาถามเมื่อเห็นคยองชิกนูน่าเดินกลับมา และทำท่าเหมือนจะจัดของเก็บ
“หืม? ไปไหนล่ะ? เราน่ะสิไปได้แล้ว เสร็จแล้วก็ออกไปได้แล้วไป” พี่คยองชิกทำปัดมือปัดไม้ไล่ ในขณะที่เขาตีหน้างงด้วยความสงสัยแบบไม่ได้เสแสร้ง
“อ้าว? แล้วไม่ต้องเปลี่ยนชุดเหรอพี่?” เขาถามกลับ สีหน้าตื่นงง ก้มลงมองตัวเองที่อยู่ในเสื้อฮูทแขนยาวสีดำกับกางเกงยีนส์ที่ใส่มาจากบ้าน
“ไม่ต๊องงงง เปลี่ยนทำไมล่ะ แค่นี้ล่ะ คนอื่นเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนกัน” พี่คยองชิกพูดพลางทำไม่สนใจ ยืนไล่เก็บเครื่องสำอางค์ที่ตั้งไว้หน้ากระจก
“แล้ว หน้าผมอะพี่?” มีร์ตั้งคำถามต่อ นี่ตอนนี้หน้าเขายังไม่มีอะไรเลยนะ ใจคอจะทาแค่แป้งเปล่าๆให้เลยหรือไง? จะให้เขาไปออกหน้ากล้องหรือไปทำอะไรกันแน่?
“เสร็จแล้วจ้ะ วันนี้แต่งเท่านี้ก็พอ โอ๊ย เรานี่ ถามเซ้าซี้อยู่ได้ ออกไปได้แล้วไป คนอื่นเขาจะรอ” พี่เจนนี่พูดกับเขาทั้งที่แทบจะไม่หันกลับมามองหน้า เขาจึงจำต้องยันก้นตัวเองลุกขึ้นจากเก้าอี้มาอย่างงงๆ
ดูเหมือนทุกคนจะยังคงวุ่นวายกับหน้าที่ของตัวอยู่ มีร์รู้สึกเหมือนตัวเองถูกทิ้งไว้กับความสงสัย ไม่มีสักคนที่ทำท่าว่าจะสนใจ หันมาบอกว่าเขาจะต้องไปที่ไหนยังไงและทำอะไรกันแน่
มีร์ชักจะมีโมโหเล็กๆ แต่ก็ไม่อยากรบกวนคนอื่นให้วุ่นวาย ถึงยังไงเขาก็ไม่ได้มีคิวงานบ่อยๆเหมือนใครๆนี่หน่า ไหนๆแค่ได้ออกมาบ้างก็ดีเท่าไหร่แล้ว
คิดปลอบใจตัวเองไปพลางก็เดินสะเปะสะปะไปเรื่อย ที่มันก็มีอยู่แค่นี้ เดี๋ยวก็หาเจอเองนั่นแหละว่ามีถ่ายทำอะไรที่ตรงไหน คงไม่จัดเซ็ทติ้งห่างจากตรงที่เขานั่งแต่งหน้าอยู่เสียเท่าไหร่ คิดแล้วเขาก็เดินตามหากล้องไปตามประสา ผ่านทางเดินออกมา แล้วออกไปยังเลาจ์ที่อยู่ห้องถัดๆมาไม่ไกลกัน
กล้องตัวสองตัวตั้งอยู่ในห้องนั้น พร้อมกับทีมงานที่ยืนประจำอยู่สักสองสามคน มีร์เดินอย่างสับสนเข้าไป สมาชิกที่เหลือนั่งรอเขาอยู่ล้วในสภาพธรรมด๊าธรรมดา ไม่มีใครได้เปลี่ยนเสื้อผ้า อะไรกันหว่า? จะมาถ่ายทำตอนนั่งกินข้าวกันเฉยๆเนี่ยอะนะ? เอาไปออกรายการเครื่องเล่นงาหรือไง?
มีร์คิดพลางเดินเข้าไปที่โต๊ะอาหาร พี่ๆของเขารีบลุกพรวดขึ้นมาจากเก้าอี้โดยพร้อมเพรียงกัน รวมทั้งไอ้ตัวสูงหน้าหวานที่อยู่ตรงหัวโต๊ะ
เขากำลังจะเอ่ยปากถามพี่ๆ ว่าตกลงวันนี้มีถ่ายงานอะไร แต่เขาก็ต้องเงียบเสียงไป เมื่อเห็นเค้กก้อนใหญ่ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ
เขาหยุดยืนอยู่ข้างๆ เงยหน้าไล่มองพี่ๆร่วมวงแต่ละคน ทุกคนดูเก้ๆกังๆเหมือนจะวางไม้วางมือและทำสีหน้าไม่ถูก อีชางซอนกับพี่บยองฮีทำหน้าเหมือนกับว่ามันไม่ได้มีอะไรผิดแปลกไป ในขณะที่พี่ซึงโฮที่ยืนอยู่ใกล้เขาที่สุดก็พยายามจะหุบยิ้มตัวเองแต่ก็มีท่าทางเขินอาย
ในขณะที่ไอ้คนตัวสูงหัวสีลูกเบอร์รี่ ยืนมองหน้าเขาอย่างไม่สะทกสะท้านอะไร จนเขาเองที่เป็นฝ่ายเลี่ยงสายตา
กลับมามองเค้กครีมช็อคโกแลตหน้าผลไม้แบบที่เขาชอบ
คนอายุมากกว่ามองหน้ากันสบตา ก่อนที่อีชางซอนจะเป็นต้นเสียงพูดขึ้นมา
“โอเค หนึ่งสองสาม! เซงิลชุคาฮัมนีดา เซงิลชุคาฮัมนีดา”
ทั้งสี่คนปรบมือเป็นจังหวะ แล้วร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์เวอร์ชั่นธรรมดาที่เสียงใหญ่จนน่าขำ แต่ความรู้สึกประหลาดใจทำให้เขาต้องยกมือข้างหนึ่งขึ้นป้องปิดปากเอาไว้ แอบซ่อนรอยยิ้มเขินที่ไม่รู้จะถ่ายทอดมันออกมาให่เหมาะสมยังไงในเวลาแบบนี้
ในเวลาที่เขาแสนจะปลาบปลื้มและดีใจ แต่ยากเกินกว่าที่จะแสดงออกไปว่ารู้สึกดีและอบอุ่นแค่ไหนกับสิ่งที่ได้รับ
“ซารังงานึลบังชอลยง เซงิลชุคาฮันนีดา”
อีชางซอนดูจะอเลิร์ทกว่าใครเพื่อน ในขณะที่ลีดเดอร์ยังที่อยู่ใกล้กล้องที่สุดก็เอาแต่ก้มหน้ายิ้มชอบใจ ก่อนจะเข้ามาโอบหลังแล้วก้มบอกให้เขาอธิษฐาน
เจ้าของงานวันเกิดยังนั่งยิ้มค้างอย่างตั้งตัวไม่ถูก ไม่นึกว่าจะได้เค้กจากพี่ๆร่วมวง
“ขอพรสิ ขอพรเร็ว”
พี่ๆของเขารีบพากันสั่ง เขาจึงนั่งก้มหน้าลง ในใจเอ่ยคำอธิษฐาน ด้วยความรู้สึกที่ได้รับ ยามเมื่อเขาหลับตา มีเพียงประโยคเดียวที่ดังสะท้อนขึ้นมาในหัวใจ
….ขอให้พวกเราอยู่ด้วยกันแบบนี้ ตลอดไป….
เขาเงยหน้าขึ้นมาเตรียมเป่าเค้ก เก็บอากาศใส่แก้มป่องจนพองลม
“เดี๋ยวๆ เอาให้ดับรวดเดียวเลยนะ!”
“เอออ ใช่ๆ เป่าทีเดียวๆ”
เสียงอีชางซอนรีบพูดขัดขึ้นมา แล้วคนอื่นๆก็รีบพูดตามกันวุ่นวาย เขาได้ยินเสียงไอ้คนที่ตัวเองยังไม่ยอมหันไปมองหน้า พูดประโยคนั้นซ้ำขึ้นมาเป็นเสียงสุดท้าย
บังชอลยง ผู้เป็นเจ้าของวันเกิด เป่าเปลวไฟที่สว่างไสวบนปลายเทียนจนดับลงทั้งหมดพร้อมๆกัน
จนถึงในตอนนี้นั้น เขายังรู้สึกได้ ว่าปาร์คซังฮยอนยังคอยมองเขาอยู่ใกล้ๆ จนเขาไม่กล้าหันไปทางขวา
“มีร์ ตัดเค้กด้วยดิ”
เขาแทบไม่รู้ตัวว่ากำลังเอาแต่นั่งก้มหน้ามองโต๊ะ จนพี่ซึงโฮต้องบอกให้เขาลุกขึ้นมาตัดเค้ก เด็กหนุ่มเจ้าของวันเกิดคว้าฮู้ดสีดำที่อยู่ด้านหลังขึ้นมาสวมปิดหน้า แล้วหยิบมีดลุกขึ้นมาตัดแบ่งลงบนหน้าเค้ก
แล้วเขาก็นั่งลงอย่างปั้นหน้าไม่ค่อยจะถูกลงบนเก้าอี้ รอยยิ้มที่ยากจะอธิบายยังคงระบายอยู่เต็มใบหน้าเปี่ยมสุข
แล้วปาร์ตี้เล็กๆกับเค้กผลไม้ ก็ได้เริ่มต้นขึ้น
ช้อนส้อมในมือแต่ละคนตัดแบ่งกันชิ้นละเล็กละน้อย ไม่ใช่เฉพาะพวกเขาทั้งห้า แต่ยังมีทีมงานที่มาร่วมด้วย คยองชิกนูน่า รวมไปถึงดงจุนโอปป้าและพี่ฮยองซบก็ร่วมเข้ามา บรรยากาศรอบตัวเขาจึงยิ่งรู้สึกอบอุ่นจนคล้ายว่าจะทำให้น้ำตาไหล
เค้กก้อนใหญ่เล็กลงไปถนัดตา เขาเอาแต่หันไปมองคนโน้นทีคนนั้นที พลิกหน้ากลับมาทางเค้กอีกที ก็เหลือหน้าเป็นสตรอเบอร์รี่อยู่แค่ไม่กี่ชิ้น
ฝ่ามือเรียวสวยคว่ามีดที่อยู่ข้างเขาขึ้นไปปาดยกเอาเค้กชิ้นสุดท้ายขึ้นมา ก่อนจะวางลงบนจานเล็กๆที่อยู่ตรงหน้าเขา
มีร์เงยหน้าขึ้นไปมองใบหน้านิ่งๆของคนที่ตัดเค้กเอามาให้
“ไม่กินซักที” ไอ้คนน่ารักพูดกับเขา หน้าตาดูไร้เคิฟเบาๆ แต่เขาก็รู้สึกได้ถึงความห่วงใย บรรยากาศของความสุขรอบกายยังทำให้เขาไม่สามารถเก็บรอยยิ้มของตัวเองกลับลงไปได้ เขาเลยเผลอยิ้มกว้างให้ปาร์คซังฮยอนไป อย่างไม่ทันได้รู้ตัว
หัวใจเต้นแรงนิดๆ เมื่อเห็นอีกคนสะกิดยิ้มเล็กๆที่มุมปาก
ปลายส้อมตัดเค้กขึ้นมา เขาได้กลิ่นหอมจากก้อนเค้ก มากกว่ากลิ่นชอคโกแลต หรือกลิ่นครีม เขายังสัมผัสอีกกลิ่นหนึ่งที่หอมกว่า กลิ่นความสุขอวลอุ่น ปะปนมา ในเค้กนั้น
เจ้าของวันเกิดส่งเค้กชิ้นแรกเข้าปากไป รสหวานแตะซ่านอยู่ปลายลิ้นแบบที่ไม่เคยสัมผัสจากที่ไหน สิ่งที่เขารับรู้ได้ คือรสชาติของความรักและความเอาใจใส่ ของทุกๆคนที่รายล้อมอยู่รอบกายของเขาในเวลานี้
เขาเป็นแค่เด็กผู้ชายคนหนึ่งธรรมดาๆ ที่ไม่เคยคาดหวังว่าช่วงเวลาวันเกิดที่ดีจะต้องเป็นแบบไหน
แต่ในเวลานี้ ความอบอุ่น และ ความสุข ผลัดกันเต้นอยู่ในจังหวะของหัวใจ ที่ทำให้เขาไม่อาจจะเก็บกลั้นความยินดีที่มีต่อทุกคนเอาไว้ และเขามั่นใจ ว่าเขาจะจดจำรสชาติของมันได้ ไปอีกนาน
*
มีร์นั่งผูกเชือกรองเท้าอยู่ที่ขั้นบันไดหน้าบ้าน มีรุ่นพี่ร่วมวงนั่งยัดรองเท้าอยู่ใกล้ๆกัน และมีปาร์คซังฮยอนยืนสูงเด่นเป็นตระหง่านอยู่อีกฝั่งในสภาพมีรองเท้าสวมใส่แล้วเรียบร้อย
วันนี้เขาอิ่มท้องเป็นพิเศษ เพราะได้กินอาหารเช้ามื้อใหญ่ ที่นานๆคุณนายบังจะจัดหามาให้เสียทีหนึ่ง
แม่ของเขานี่ก็เหลือเกินนะ เมื่อเช้ารีบกุลีกุจอเข้าครัวไปเตรียมอาหารแค่เพราะตื่นมาเห็นว่าไอ้หน้าใสใจไม่ซื่อนี่มาเยี่ยมบ้าน ผมเพิ่งจะรู้ก็ตอนล้างหน้าแปรงฟันตามออกไปที่โต๊ะกินข้าวทีหลัง ว่าไอ้น่ารักมันนานั่งจิ้มลิ้มคุยกับแม่ของเขาอยู่แล้วตั้งนานก่อนที่มันจะบุกรุกเข้าไปปลุกเขาจนตื่น
เหตุผลที่นั่งรถแท็กซี่มาแต่เช้าก็เพราะว่าจะมารับเขาไปบริษัทตอนสายๆ ที่แท้ก็นัดแนะเตรียมการเอาไว้กับยังซึงโฮ
นึกจะโผล่มาเมื่อไหร่ก็มา นี่มันบ้านส่วนตัวนะ ไม่ใช่ที่พักตากอากาศของใคร!
แถมยังจะมีการมาบอกอีกนะว่ามันทักทายและทำความรู้จักกับลูกชาย(ของผม!)เรียบร้อยแล้ว ตอนที่ผมยังหลับอยู่ ทั้งที่ผมยังไม่ทันได้อนุญาติ!
มีร์คิดแล้วหงุดหงิด ยิ่งนึกถึงท่าทางปั้นจิ้มปั้นเจ๋อทำตัวหล่อใสไร้เดียงสาของไอ้คนที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าตอนที่มันนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวล่ะก็นะ เขาล่ะไม่ไหวจะหมั่นไส้ ทั้งป๊าทั้งม๊าเขาพากันหลงมันไปหมด จนอยากจะได้มาเป็นลูกชาย
ชิ เอาซิ เอาไหมล่ะ เดี๋ยวเขาจะขอมาเป็นสะใภ้ให้สมใจอยาก
เขาทิ้งความคิดของตัวเองไว้เท่านั้นเมื่อยันตัวลุกยืนขึ้น คนตัวสูงดันแผ่นหลังของตัวเองออกมาจากผนังแล้วเดินตรงเข้ามาหา มีร์ซึ่งมัวแต่ก้มหน้า พอเงยคอขึ้นมาก็เกือบจะชนเข้ากับปลายคางของคนตัวสูงกว่า จนเขาต้องรีบชะงักปลายเท้า
แต่ปาร์คซังฮยอนกลับเอาแต่อมยิ้มชอบใจ
เมาน้ำค้างไปแล้วหรือไงวะ ไอ้บ้านี่
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ทำอะไรต่อ เสียงคุณนายบังเปิดประตูออกจากบ้านเดินลงส้นเท้าตึกตักก็เข้ามาแทรก แม่ของเขาเดินเข้ามาแหวกกลางวงสนทนาก่อนจะหันซ้ายหันขวามองหน้าลูกชาย(ทั้งสาม)
“แล้ววันนี้นอนไหนล่ะลูก จะกลับบ้านหรือเปล่า?” แม่ของเขาหันมาถาม จนเขารู้สึกปลาบปลื้มใจ เพราะรู้สึกได้ว่าแม่ตั้งใจให้เขาเป็นคนตอบ
“กลับแหละแม่ ใช่ไหมพี่?” ทั้งที่แม่เขาถามทั้งที่ แต่พอตอบแล้วเขาก็ยังไม่แน่ใจ อันที่จริงเขายังไม่รู้เลยว่าวันนี้พี่ซึงโอจะพาเขาเข้าบริษัทไปด้วยทำไม วันเกิดเขาทั้งทีเขาก็อยากจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับที่บ้านบ้างนะ ก็ยังสงสัยว่ามันจะมามีงานเข้าอะไรวันนี้ เขาก็ไม่ค่อยมีคิวมาตั้งนานแล้ว
พี่ซึงโฮเลิกคิ้วเหมือนสงสัยว่าที่ถามหมายถึงตัวเองหรือเปล่า กว่าจะเข้าใจผมก็ต้องเลิกคิ้วใส่กลับไป ลีดเดอร์ยังถึงได้พยักหน้า
“กลับครับ เดี๋ยวตอนเย็นเอากลับมาส่งให้” คนเป็นพี่พูดพลางก้มหัวให้ผู้หลักผู้ใหญ่ แม่ของเขาก็อมยิ้มชอบใจกับท่าทางที่แสนสุภาพ
“ดีแล้วล่ะจ้ะ” แม่เขาพูดเสียงหวาน ก่อนจะหันมาหาเขา “วันนี้ตอนเย็นแม่จะได้เตรียมของอร่อยๆไว้ให้เรากิน” แม่เขาพูดอย่างอารมณ์ดี ซึ่งนานๆทีเขาจะเห็นว่าแม่ใจดีได้ในโหมดนี้จนตาวาว
โอ้โห วันนี้คุณนายบังจะเข้าครัวทำอาหารมื้อใหญ่ให้ทั้งมื้อเช้าและมื้อเย็นใช่ไหม? เขาอยากจะกรี๊ด
คนอายุน้อยที่สุดยิ้มกว้างมองคนเป็นแม่ แต่เขาก็รู้สึกว่าวันนี้แม่ตั้งใจจะทำวั้นเกิดของเขาให้มีความสุขจริงๆ เพราะฉะนั้นเขาจะตัดประเด็นที่หมั่นไส้เรื่องไอ้คุณชายและไอ้พี่ร่วมวงเขาออกไปก็แล้วกันนะ
“งั้นก็ไปกันได้แล้วจ้ะ เที่ยงกว่าแล้ว ประเดี๋ยวจะสายกัน” คนเป็นแม่เขายิ้มให้ เขาก็ยิ้มกลับไป ในขณะที่อีกสองคนโค้งให้เป็นมารยาทก่อนจะหันหลังมาขึ้นรถ
เขาเปิดประตูขึ้นนั่งเบาะเบาะด้านหลัง แล้วปาร์คซังฮยอนก็เปิดประดูอีกฝั่งขึ้นมานั่งอยู่ใกล้ๆ
“เอ่า นั่งแบบนี้พี่ซึงโฮก็เป็นโชเฟอร์เลยอะดิ” เขาพูดขึ้นมากวนๆเรียกเสียงหัวเราะในลำคอจากนั่งข้างๆ แล้วเหลือบมองหน้าลีดเดอร์ยัง พี่ซึงโฮส่องกระจกมองหลังแล้วทำตาขวางใส่
ไม่ต้องออกปากโต้ตอบกลับด้วยว่าจาใดๆ มีร์ก็รีบรูดซิปปากตัวเองไว้ไม่พูดต่อ
เขาหันไปเกาะกระจกรถ แม่ของเขายังยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ยืนรอส่งกระทั่งรถของเขาพวกถอยกลับแล้วหันเลี้ยวออกจากรั้วมา เขามองแนวรั้วบ้านของตัวเองจนลับสายตาถึงจะเอี้ยวตัวหันกลับมานั่งมองถนนตรงหน้ารถ
ชอนดุงลอบมองท่าทางเหล่านั้น สังเกตอาการที่หลังยามที่คนนั่งข้างๆเคลื่อนไหว
“ไม่เจ็บเอวแล้วเหรอ?” คนเป็นห่วงถามขึ้นด้วยประโยคตรงไปตรงมา ในน้ำเสียงนั้นแสนธรรมดาหากทว่าเอาใจใส่
“ก็ไม่ค่อยแล้ว” มีร์ตอบเสียงอ้อมแอ้ม ตั้งแต่ลุกขึ้นมาจากเตียงเมื่อตอนเช้า เขาก็ยังไม่ค่อยดุ้ยกับคนๆนี้สักกี่คำ อันที่จริงก็รู้สึกกลับมาทำตัวไม่ค่อยจะถูกทุกทีไป ความห่างในการจะเจอกันแต่ละที มันทำให้ปฏิกิริยาที่มีไม่ค่อยจะแนบเนียนอย่างที่ควรจะเป็นเสียทีนึง
ชอนดุงพยักหน้ายิ้ม ก่อนที่จู่ๆจะโก่งตัวงอแล้วไอค่อกแค่กออกมา มีร์หันหน้าเอียงตัวไปดูอาการ
อ่าว ห่วงคนอื่นยังไม่ทันไร ตัวเองก็ยังป่วยไม่หายเลยนี่หว่า
ชอนดุงยังกระแอมไออยู่อีกสองสามที ก่อนจะเอนหลังกลับไปพิงที่เบาะอีกครั้ง
“ยังไม่หายอีกเหรอ?” คราวนี้มีร์เป็นฝ่ายถามอาการอีกคนบ้าง คนเอ่ยปากถามทีหลังมีน้ำเสียงที่ห่วงใยกว่า เพราะดูท่าแล้วไอ้คนน่ารักมันคงจะเป็นหนักจริงๆ
ชอนดุงพยักหน้า ก่อนจะพลิกหันมาหาคนข้างๆ รอยยิ้มอ่อนๆกับแววตาเจ้าเล่ห์จางๆระบายบางๆอยู่บนใบหน้านั้น
“ทำไมล่ะ?” คนตัวสูงหันมาเลิกคิ้วใส่ ท่าทางไม่น่าไว้วางใจจนมีร์ต้องถอยหลังไปติดเบาะ “หรือว่ากลัวติดหวัด?” คนตัวสูงถามเขา เหมือนจะไม่มีอะไรแต่ทำเอาข้างแก้มรื้นสี ไม่ต้องคิดให้มากเขาก็รู้ว่าคำพูดนี้ มันต้องมีอะไรแอบแฝงในความหมาย
พลางก็ตีความนึกย้อนให้เชื่อมไปถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าได้ สัมผัสที่ริมฝีปากย้อนกลับเข้ามาในทันใด แล้วมีร์ก็เข้าใจในคำถามนั้นทันที
“ไอ้บ้า!” มีร์พูดด้วยเสียงที่ไม่ได้ดัง แต่สะท้อนหนักในความหมายของความเขินอายที่ปิดไม่มิด เขาหันหน้าหนีไปอีกฝั่ง ดึงฮู้ดที่อยู่ด้านหลังขึ้นมาเป็นกำบังให้ข้างแก้มแดงได้หลบซ่อน
แต่ปาร์คซังฮยอนก็ยังไม่วาย ใบหน้าจิ้มลิ้มเคลื่อนเข้าไปใกล้ วางปลายคางเล็กลงบนไหล่แคบ แอบซบอยู่เบาๆ จนมีร์นึกอยากจะกำหมัดขึ้นมาซัดเอาไอ้หน้าใสๆนั่นออกไป
แต่เสียงกระแอมไอของคนที่ขับรถเงียบๆอยู่หน้าพวงมาลัยก็ดังขึ้นขัดมาช่วยเขาไว้ได้ก่อน
ปาร์คซังฮยอนเอียงหน้าไปหาคนที่กำลังขับรถ ซึ่งมองผ่านกระจกหลังมาไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ส่งสายตาจ้องจับผิดมาให้พร้อมกับรอยยิ้มหมั่นไส้แกมเอ็นดู ทั้งที่ไอ้น่ารักมันก็รู้ตัวอยู่ แต่แทนที่มันจะยกหัวเล็กๆออกไป กลับเอียงซบเขาเอาไว้อยู่อย่างนั้น เสียงกระแอมไอของคนอายุเยอะเมื่อครู่นั่นไม่ได้ช่วยอะไร
สุดท้ายเขาเลยทำแต่ทำหน้างอ แล้วเอ่ยลอยๆออกไป
“พี่อย่าขับช้าดิ ผมไม่อยากนั่งนาน” มีร์เหลือบมองคนข้างๆ ถึงแม้จะพูดอย่างนั้น แต่เขาก็ยังปล่อยให้ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นวางซบอยู่บนไหล่
“ทำไม กลัวชอนดุงมันกัดเอาเหรอไง?” คำพูดติดแซวตอบกลับมา เขามองหน้าลีดเดอร์ผ่านกระจกสะท้อนหลัง เห็นสีแววตากรุ้มกริ่มและริมฝีปากที่กลั้นยิ้มแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ
“เปล่าซักหน่อย…” เขาได้แต่เถียงเสียงอ่อย ซึ่งไม่มีความหมายอะไร ประเมิณความจากสีหน้าของคนตรงเบาะหน้าและคนตัวสูงข้างๆเขาที่ทำเหมือนเมื่อครู่นี้ไม่ได้ยินอะไร
เอ๊อ ใช่ซิ ก็เห็นดีเห็นงามด้วยกันไปหมดแล้วหนิ เอาเล๊ย เข้าข้างกันเข้าไป
มีร์เหลือบมองใบหน้าของคนที่อมยิ้มซบอยู่ตรงหัวไหล่ ใจหนึ่งนึกอยากจะยันออก แต่อีกใจหนึ่งมันก็บอกว่าทำไม่ได้
เขาเลยปล่อยให้หัวเล็กๆนั้นเอียงสัมผัสอุ่นๆมาซบลงใกล้ๆ เงียบนิ่งจนคล้ายจะได้ยินเสียงลมที่อีกฝ่ายหายใจ ไปตลอดเส้นทาง
*
คนผมสีน้ำตาลแซมทองนั่งมองตัวเองอยู่หน้ากระจก เป็นเพราะว่าช่วงนี้ไม่ค่อยได้มีคิวงานกับคนอื่นเขาเสียเท่าไหร่ เลยอดจะตื่นเต้นไม่ได้เมื่อมีเมคอัพและสไตลิสมายืนประคบประหงมจัดแจงให้อยู่เช่นตอนนี้ มีร์ส่องกระจกมองตัวเองซ้ายทีขวาที พลางก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายรูปตัวเองเก็บไว้เป็นที่ระลึก
เมคเจนนี่ปาดแป้งสีเป็นธรรมชาติลงบนผิวหน้า ปกปิดความหมองคล้ำให้เขาเพียงนิดหน่อยแถวใต้ตา เสร็จแล้วก็ผละออกไป เขามองตามเมคอัพประจำวงอย่างสงสัย ข้างๆเขาเหลือแต่พี่อีกคนที่ยืนไดร์ร้อนเป่าผมให้อย่างไม่พิถีพิถันนัก
สรุปวันนี้มีงานอะไร? จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้เลยนะเนี่ย
มีร์คิดพลางขมวดคิ้วฉงน เดาเอาว่าคนอื่นๆคงจะแต่งหน้าแต่งตัวกันเสร็จหมดแล้วล่ะมั้ง อาจจะเหลือเขาแค่คนเดียวที่ยังต้องนั่งรอ เขาหันกลับมามองหน้าตัวเองในกระจกต่อ มีแต่แป้งเปล่าๆไม่ได้แต่งเติมอะไรลงไป เดียวพี่คยองชิกคงมาแต่งต่อให้ ล่ะมั้ง?
เขาคิดมั่วเอา พอดีกับที่เสียงไดร์เป่าผมเงียบสนิท เขาเงยหน้ามองพี่สไตลิสที่ไม่จัดทรงผมให้เขาต่อ
“จะไปไหนล่ะพี่?” เขาถามเมื่อเห็นคยองชิกนูน่าเดินกลับมา และทำท่าเหมือนจะจัดของเก็บ
“หืม? ไปไหนล่ะ? เราน่ะสิไปได้แล้ว เสร็จแล้วก็ออกไปได้แล้วไป” พี่คยองชิกทำปัดมือปัดไม้ไล่ ในขณะที่เขาตีหน้างงด้วยความสงสัยแบบไม่ได้เสแสร้ง
“อ้าว? แล้วไม่ต้องเปลี่ยนชุดเหรอพี่?” เขาถามกลับ สีหน้าตื่นงง ก้มลงมองตัวเองที่อยู่ในเสื้อฮูทแขนยาวสีดำกับกางเกงยีนส์ที่ใส่มาจากบ้าน
“ไม่ต๊องงงง เปลี่ยนทำไมล่ะ แค่นี้ล่ะ คนอื่นเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนกัน” พี่คยองชิกพูดพลางทำไม่สนใจ ยืนไล่เก็บเครื่องสำอางค์ที่ตั้งไว้หน้ากระจก
“แล้ว หน้าผมอะพี่?” มีร์ตั้งคำถามต่อ นี่ตอนนี้หน้าเขายังไม่มีอะไรเลยนะ ใจคอจะทาแค่แป้งเปล่าๆให้เลยหรือไง? จะให้เขาไปออกหน้ากล้องหรือไปทำอะไรกันแน่?
“เสร็จแล้วจ้ะ วันนี้แต่งเท่านี้ก็พอ โอ๊ย เรานี่ ถามเซ้าซี้อยู่ได้ ออกไปได้แล้วไป คนอื่นเขาจะรอ” พี่เจนนี่พูดกับเขาทั้งที่แทบจะไม่หันกลับมามองหน้า เขาจึงจำต้องยันก้นตัวเองลุกขึ้นจากเก้าอี้มาอย่างงงๆ
ดูเหมือนทุกคนจะยังคงวุ่นวายกับหน้าที่ของตัวอยู่ มีร์รู้สึกเหมือนตัวเองถูกทิ้งไว้กับความสงสัย ไม่มีสักคนที่ทำท่าว่าจะสนใจ หันมาบอกว่าเขาจะต้องไปที่ไหนยังไงและทำอะไรกันแน่
มีร์ชักจะมีโมโหเล็กๆ แต่ก็ไม่อยากรบกวนคนอื่นให้วุ่นวาย ถึงยังไงเขาก็ไม่ได้มีคิวงานบ่อยๆเหมือนใครๆนี่หน่า ไหนๆแค่ได้ออกมาบ้างก็ดีเท่าไหร่แล้ว
คิดปลอบใจตัวเองไปพลางก็เดินสะเปะสะปะไปเรื่อย ที่มันก็มีอยู่แค่นี้ เดี๋ยวก็หาเจอเองนั่นแหละว่ามีถ่ายทำอะไรที่ตรงไหน คงไม่จัดเซ็ทติ้งห่างจากตรงที่เขานั่งแต่งหน้าอยู่เสียเท่าไหร่ คิดแล้วเขาก็เดินตามหากล้องไปตามประสา ผ่านทางเดินออกมา แล้วออกไปยังเลาจ์ที่อยู่ห้องถัดๆมาไม่ไกลกัน
กล้องตัวสองตัวตั้งอยู่ในห้องนั้น พร้อมกับทีมงานที่ยืนประจำอยู่สักสองสามคน มีร์เดินอย่างสับสนเข้าไป สมาชิกที่เหลือนั่งรอเขาอยู่ล้วในสภาพธรรมด๊าธรรมดา ไม่มีใครได้เปลี่ยนเสื้อผ้า อะไรกันหว่า? จะมาถ่ายทำตอนนั่งกินข้าวกันเฉยๆเนี่ยอะนะ? เอาไปออกรายการเครื่องเล่นงาหรือไง?
มีร์คิดพลางเดินเข้าไปที่โต๊ะอาหาร พี่ๆของเขารีบลุกพรวดขึ้นมาจากเก้าอี้โดยพร้อมเพรียงกัน รวมทั้งไอ้ตัวสูงหน้าหวานที่อยู่ตรงหัวโต๊ะ
เขากำลังจะเอ่ยปากถามพี่ๆ ว่าตกลงวันนี้มีถ่ายงานอะไร แต่เขาก็ต้องเงียบเสียงไป เมื่อเห็นเค้กก้อนใหญ่ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ
เขาหยุดยืนอยู่ข้างๆ เงยหน้าไล่มองพี่ๆร่วมวงแต่ละคน ทุกคนดูเก้ๆกังๆเหมือนจะวางไม้วางมือและทำสีหน้าไม่ถูก อีชางซอนกับพี่บยองฮีทำหน้าเหมือนกับว่ามันไม่ได้มีอะไรผิดแปลกไป ในขณะที่พี่ซึงโฮที่ยืนอยู่ใกล้เขาที่สุดก็พยายามจะหุบยิ้มตัวเองแต่ก็มีท่าทางเขินอาย
ในขณะที่ไอ้คนตัวสูงหัวสีลูกเบอร์รี่ ยืนมองหน้าเขาอย่างไม่สะทกสะท้านอะไร จนเขาเองที่เป็นฝ่ายเลี่ยงสายตา
กลับมามองเค้กครีมช็อคโกแลตหน้าผลไม้แบบที่เขาชอบ
คนอายุมากกว่ามองหน้ากันสบตา ก่อนที่อีชางซอนจะเป็นต้นเสียงพูดขึ้นมา
“โอเค หนึ่งสองสาม! เซงิลชุคาฮัมนีดา เซงิลชุคาฮัมนีดา”
ทั้งสี่คนปรบมือเป็นจังหวะ แล้วร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์เวอร์ชั่นธรรมดาที่เสียงใหญ่จนน่าขำ แต่ความรู้สึกประหลาดใจทำให้เขาต้องยกมือข้างหนึ่งขึ้นป้องปิดปากเอาไว้ แอบซ่อนรอยยิ้มเขินที่ไม่รู้จะถ่ายทอดมันออกมาให่เหมาะสมยังไงในเวลาแบบนี้
ในเวลาที่เขาแสนจะปลาบปลื้มและดีใจ แต่ยากเกินกว่าที่จะแสดงออกไปว่ารู้สึกดีและอบอุ่นแค่ไหนกับสิ่งที่ได้รับ
“ซารังงานึลบังชอลยง เซงิลชุคาฮันนีดา”
อีชางซอนดูจะอเลิร์ทกว่าใครเพื่อน ในขณะที่ลีดเดอร์ยังที่อยู่ใกล้กล้องที่สุดก็เอาแต่ก้มหน้ายิ้มชอบใจ ก่อนจะเข้ามาโอบหลังแล้วก้มบอกให้เขาอธิษฐาน
เจ้าของงานวันเกิดยังนั่งยิ้มค้างอย่างตั้งตัวไม่ถูก ไม่นึกว่าจะได้เค้กจากพี่ๆร่วมวง
“ขอพรสิ ขอพรเร็ว”
พี่ๆของเขารีบพากันสั่ง เขาจึงนั่งก้มหน้าลง ในใจเอ่ยคำอธิษฐาน ด้วยความรู้สึกที่ได้รับ ยามเมื่อเขาหลับตา มีเพียงประโยคเดียวที่ดังสะท้อนขึ้นมาในหัวใจ
….ขอให้พวกเราอยู่ด้วยกันแบบนี้ ตลอดไป….
เขาเงยหน้าขึ้นมาเตรียมเป่าเค้ก เก็บอากาศใส่แก้มป่องจนพองลม
“เดี๋ยวๆ เอาให้ดับรวดเดียวเลยนะ!”
“เอออ ใช่ๆ เป่าทีเดียวๆ”
เสียงอีชางซอนรีบพูดขัดขึ้นมา แล้วคนอื่นๆก็รีบพูดตามกันวุ่นวาย เขาได้ยินเสียงไอ้คนที่ตัวเองยังไม่ยอมหันไปมองหน้า พูดประโยคนั้นซ้ำขึ้นมาเป็นเสียงสุดท้าย
บังชอลยง ผู้เป็นเจ้าของวันเกิด เป่าเปลวไฟที่สว่างไสวบนปลายเทียนจนดับลงทั้งหมดพร้อมๆกัน
จนถึงในตอนนี้นั้น เขายังรู้สึกได้ ว่าปาร์คซังฮยอนยังคอยมองเขาอยู่ใกล้ๆ จนเขาไม่กล้าหันไปทางขวา
“มีร์ ตัดเค้กด้วยดิ”
เขาแทบไม่รู้ตัวว่ากำลังเอาแต่นั่งก้มหน้ามองโต๊ะ จนพี่ซึงโฮต้องบอกให้เขาลุกขึ้นมาตัดเค้ก เด็กหนุ่มเจ้าของวันเกิดคว้าฮู้ดสีดำที่อยู่ด้านหลังขึ้นมาสวมปิดหน้า แล้วหยิบมีดลุกขึ้นมาตัดแบ่งลงบนหน้าเค้ก
แล้วเขาก็นั่งลงอย่างปั้นหน้าไม่ค่อยจะถูกลงบนเก้าอี้ รอยยิ้มที่ยากจะอธิบายยังคงระบายอยู่เต็มใบหน้าเปี่ยมสุข
แล้วปาร์ตี้เล็กๆกับเค้กผลไม้ ก็ได้เริ่มต้นขึ้น
ช้อนส้อมในมือแต่ละคนตัดแบ่งกันชิ้นละเล็กละน้อย ไม่ใช่เฉพาะพวกเขาทั้งห้า แต่ยังมีทีมงานที่มาร่วมด้วย คยองชิกนูน่า รวมไปถึงดงจุนโอปป้าและพี่ฮยองซบก็ร่วมเข้ามา บรรยากาศรอบตัวเขาจึงยิ่งรู้สึกอบอุ่นจนคล้ายว่าจะทำให้น้ำตาไหล
เค้กก้อนใหญ่เล็กลงไปถนัดตา เขาเอาแต่หันไปมองคนโน้นทีคนนั้นที พลิกหน้ากลับมาทางเค้กอีกที ก็เหลือหน้าเป็นสตรอเบอร์รี่อยู่แค่ไม่กี่ชิ้น
ฝ่ามือเรียวสวยคว่ามีดที่อยู่ข้างเขาขึ้นไปปาดยกเอาเค้กชิ้นสุดท้ายขึ้นมา ก่อนจะวางลงบนจานเล็กๆที่อยู่ตรงหน้าเขา
มีร์เงยหน้าขึ้นไปมองใบหน้านิ่งๆของคนที่ตัดเค้กเอามาให้
“ไม่กินซักที” ไอ้คนน่ารักพูดกับเขา หน้าตาดูไร้เคิฟเบาๆ แต่เขาก็รู้สึกได้ถึงความห่วงใย บรรยากาศของความสุขรอบกายยังทำให้เขาไม่สามารถเก็บรอยยิ้มของตัวเองกลับลงไปได้ เขาเลยเผลอยิ้มกว้างให้ปาร์คซังฮยอนไป อย่างไม่ทันได้รู้ตัว
หัวใจเต้นแรงนิดๆ เมื่อเห็นอีกคนสะกิดยิ้มเล็กๆที่มุมปาก
ปลายส้อมตัดเค้กขึ้นมา เขาได้กลิ่นหอมจากก้อนเค้ก มากกว่ากลิ่นชอคโกแลต หรือกลิ่นครีม เขายังสัมผัสอีกกลิ่นหนึ่งที่หอมกว่า กลิ่นความสุขอวลอุ่น ปะปนมา ในเค้กนั้น
เจ้าของวันเกิดส่งเค้กชิ้นแรกเข้าปากไป รสหวานแตะซ่านอยู่ปลายลิ้นแบบที่ไม่เคยสัมผัสจากที่ไหน สิ่งที่เขารับรู้ได้ คือรสชาติของความรักและความเอาใจใส่ ของทุกๆคนที่รายล้อมอยู่รอบกายของเขาในเวลานี้
เขาเป็นแค่เด็กผู้ชายคนหนึ่งธรรมดาๆ ที่ไม่เคยคาดหวังว่าช่วงเวลาวันเกิดที่ดีจะต้องเป็นแบบไหน
แต่ในเวลานี้ ความอบอุ่น และ ความสุข ผลัดกันเต้นอยู่ในจังหวะของหัวใจ ที่ทำให้เขาไม่อาจจะเก็บกลั้นความยินดีที่มีต่อทุกคนเอาไว้ และเขามั่นใจ ว่าเขาจะจดจำรสชาติของมันได้ ไปอีกนาน
*
น้ำเย็นๆไหลจากก๊อกลงกระทบอ่างแล้วกระเซ็นโดนตัวเขาเมื่อยื่นเอามือที่เปรอะครีมเปื้อนเค้กออกไปล้าง ฝ่ามือถูสบู่เหลวให้สะอาดอยู่สามสี่ครั้ง ก็ปิดก็อกน้ำแล้วเดินไปดึงกระดาษมาเช็ดมือให้แห้ง
ปาร์ตี้เค้กจบลงแล้ว
สรุปว่าวันนี้เขาก็ไม่ได้มีตารางงานอะไร ที่แท้ทุกคนก็แค่ตั้งใจจะให้เขาได้มาฉลองวันเกิดกับเค้กผลไม้ร่วมกับทีมงาน ในวินาทีที่เขารับรู้ความจริงข้อนั้น ถ้อยคำมากมายที่เขาอยากเอ่ยออกไปกับทุกคน เป็นร้อยเป็นพัน แต่ไม่มีคำไหนสำคัญเท่ากับคำที่ปากเขาพูดออกไป
คำว่า ขอบคุณ จากใจของเขา
เห็นบอกว่า นอกจากนี้ ก็ยังมีของแฟนคลับจากแฟนคลับที่ส่งมาที่บริษัทอีกมาก เพราะฉะนั้นเขาก็จะต้องทำหน้าที่มารับมันกลับไป แค่คิดจินตนาการ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเดินยิ้มไปกับความสุขและความอบอุ่นทั้งหมดที่เขาได้รับทั้งหมดนี้
เห็นไหมล่ะ เหมือนที่เขาเคยบอกไง บังชอลยงน่ะ เป็นคนที่มีความสุขที่สุด!
เขากำลังจะเดินเลี้ยวผ่านหัวมุมตรงทางเดิน แต่ไม่รู้ว่าจงใจหรือบังเอิญ ก่อนที่เขาจะเกินก้าวถัดไป ร่างสูงของใครที่คุ้นตาก็ปรากฏขึ้นมาอยู่ตรงหน้าเขา
มีร์มองจากปลายรองเท้าคู่นั้น ก่อนจะเงยขึ้นไปสบสายตาประจันหน้า
ไม่รอให้ตั้งคำถาม ปาร์คซังฮยอนจับข้อมือเขาเบาๆแล้วพาหลบไปให้พ้นทางเดิน
เขาเหลือบตาขึ้นมองหน้าไอ้คนที่ถือวิสาสะอยู่ดีๆก็ลากเขามาพลางขมวดคิ้ว
“อะไร?” มีร์ถาม น้ำเสียงติดจะไม่พอใจ แต่ที่จริงก็ไม่ได้โกรธอะไรนักหนา กลบเกลื่อนความเขินมากกว่า จู่ๆก็มาจับมือถือแขนในบริษัทนี่มันไม่ใช่เรื่องนะ(โว้ย)
คนตัวสูงยืนอยู่ตรงหน้า สายตานิ่งๆนั่นจ้องมาหาเขา มีร์รู้สึกราวกับถูกสะกด มันเป็นสายตาที่ธรรมดามากๆของปาร์คซังยอน แต่เพราะตอนนี้มันมีเพียงเขาในเงาสะท้อน มีร์จึงรู้สึกอ่อนกำลังเกินกว่าจะละสายตาออกไป
และคล้ายเป็นเขาเองต่างหากที่ถูกดูดดึงให้ตกลงไปในห้วงสมุทรที่ไม่เคยหาก้นบึ้งได้พบ
“สุขสันต์วันเกิด”
ถ้อยคำธรรมดาที่เหมือนมีมนต์คาถาอย่างประหลาด คล้ายว่าเขาจะลืมหายใจ เมื่อได้ยินออกมาจากปากของใครคนนี้
แค่ไม่คิดว่า… จะมีโอกาสได้ฟัง
“อื้ม”
เขาพยักหน้าอมยิ้ม ความอิ่มเอิบใจมันปริ่มขึ้นมาคับอก ตอนนี้เขาไม่คิดแค่ว่ามีลูกโป่งติดอยู่ที่หลังหรอกนะ แต่เขารู้สึกคล้ายกับว่า ตอนนี้เท้าของเขามันเริ่มชักจะไม่ติดพื้นเท่าไหร่
“ของขวัญล่ะ?”
เขาแกล้งถามออกไปอย่างนั้น อยากจะกวนประสาท ว่าปาร์คซังฮยอนจะทำหน้ายังไง ถ้าถูกเขาทวงเข้าให้ แต่เขาไม่หวังอยู่แล้วล่ะ ก็ไม่เคยออกปากขอ แล้วก็ไม่ได้เคยสัญญาว่าให้ ปกติก็ไม่จำเป็นหรอกนี่ ใช่ไหม?
หากแต่เขากลับพบรอยยิ้ม
“หลับตาสิ”
คนตัวสูงพูดพร้อมกับรอยยิ้มน่ารัก เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างถามความแน่ใจ รอยยิ้มบนใบหน้าเล็กที่ยังไม่จางหาย เป็นคำตอบยืนยันให้เขาหลับตาลง
เปลือกตาปิดลงมืด เขามองไม่เห็นอะไร รอสัมผัสที่คาดเดาไม่ได้ จากคนตรงหน้า
เขาไม่แน่ใจนักว่าอะไรที่จะได้รับ แต่หวังว่ามันคงจะไม่คิดจับเขาทำอะไรบ้าๆตรงนี้
มีร์เงียบสนิท ข้างในได้ยินแต่เสียงหัวใจของตัวเองเต้นตึกตักซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง เขาไม่กล้าลืมตา แม้กระทั่งตอนที่ไออุ่นจากคนตัวสูงกว่าขยับเข้ามาใกล้ ได้กลิ่หอมอุ่นๆละมุนละไม ราวกับกลายเป็นว่าเขาเคลิ้มเพลินไปจนลืมคิดว่าอะไรที่ตัวเองกำลังรอ
ใบหน้าของร่างสูงกว่าก้มลงมาใกล้ จนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นที่รินรดอยู่บนหน้าผาก ก่อนที่เขาจะทันได้ตกใจหรือจินตนาการอะไรมากไปกว่านั้น ฝ่ามือเล็กๆก็ยกขึ้นรวบเส้นผมของเขาขึ้นไปรวมกัน
มีร์ขมวดคิ้วนิดหนึ่งกับสัมผัสนั้น
ก่อนที่เขาจะเริ่มเข้าใจว่าปาร์คซังฮยอนมันกำลังทำอะไร
มีร์อมยิ้ม อดกลั้นให้ริมฝีปากมันหุบอยู่ไม่ได้ ปลายนิ้วอุ่นๆของคนตัวสูงพยายามจะผูกผมเขาให้เป็นจุกด้วยอะไรก็ตามที่เขาไม่แน่ใจ แม้จะดูไม่ค่อยชำนาญนัก เหมือนยังไม่รู้จักวิธี แต่เขาก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายพยายามเบามืออย่างเต็มที่และตั้งใจ
ใช้เวลาไม่นานนัก ฝ่ามือนั้นก็ละออกไป
“จางซองซากวา”
เสียงนั้นพูดเบาๆ แต่เขาได้ยินนำเสียงของความพึงพอใจ เขาลืมตาขึ้นมาเห็นรอยยิ้มของปาร์คซังฮยอนอยู่ใกล้ๆ พิจมองใบหน้าของเขากับทรงผมที่มัดเอาขึ้นไปเป็นจุกแอปเปิ้ล
เขารีบเดินไปหากระจกที่ใกล้ที่สุด มีเพียงกระจกใสที่สะท้อนเงาจางๆ แต่เขาก็เห็นเค้าร่างของเงาตัวเองลางๆสะท้อนกลับมา เส้นผมที่น้ำตาลทองถูกรวบขึ้นไปเป็นกระจุก ยางรัดผมเส้นเล็กห้อยลูกแอปเปิ้ลแดงดูน่ารัก แต่กลับทำให้เขากลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ได้
“ตลกชะมัด”
มีร์พูด หันกลับมามองหน้าอีกคนทั้งรอยยิ้ม แม้จะพูดแบบนั้น แต่เขากลับไม่ยอมแกะมันออก
“แอปเปิ้ลแดง”
คนตัวสูงพูดยิ้มๆ เขาทำหน้างงกับคำพูดนั้นเมื่อเห็นสีหน้ากรุ้มกริ่มของอีกฝ่าย ปาร์คซังฮยอนเลยยื่นมือออกมาจิ้มที่ข้างแก้มใสๆ ที่ตอนนี้ฉีดสีแดงก่ำลามไปทั้งใบหน้า
กลายเป็นจางซองซากวาของจริง
“ไอ้บ้า”
ทั้งที่เป็นคำต่อว่า แต่คนพูดกลับไม่สามารถจะหลบซ่อนรอยยิ้มของความเขินอาย แววตาที่หลบเลี่ยงจากคนตรงหน้าสะท้อนผ่านทุกความนัยที่ไม่ต้องเอ่ยปากก็สามารถเข้าใจถึงกัน
อะไรกันนะ ที่เรียกว่า ของขวัญ?
เขาไม่สามารถตอบได้
บางที อาจจะคือทั้งหมด ที่กรองออกมาเป็นรอยยิ้มบนใบหน้า และจังหวะของความสุขที่เต้นอยู่ในหัวใจ
ความอบอุ่น และ ความรัก จากใคร ต่อใคร
และที่สำคัญที่สุด…
“ขอบคุณนะ”
คนที่เพิ่งจะตามหลังไล่อายุมาทันกันพูดออกไป เรียกรอยยิ้มอบอุ่นปรากฏบนใบหน้า
ของ ปาร์ค ซังฮยอน
ปาร์ตี้เค้กจบลงแล้ว
สรุปว่าวันนี้เขาก็ไม่ได้มีตารางงานอะไร ที่แท้ทุกคนก็แค่ตั้งใจจะให้เขาได้มาฉลองวันเกิดกับเค้กผลไม้ร่วมกับทีมงาน ในวินาทีที่เขารับรู้ความจริงข้อนั้น ถ้อยคำมากมายที่เขาอยากเอ่ยออกไปกับทุกคน เป็นร้อยเป็นพัน แต่ไม่มีคำไหนสำคัญเท่ากับคำที่ปากเขาพูดออกไป
คำว่า ขอบคุณ จากใจของเขา
เห็นบอกว่า นอกจากนี้ ก็ยังมีของแฟนคลับจากแฟนคลับที่ส่งมาที่บริษัทอีกมาก เพราะฉะนั้นเขาก็จะต้องทำหน้าที่มารับมันกลับไป แค่คิดจินตนาการ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเดินยิ้มไปกับความสุขและความอบอุ่นทั้งหมดที่เขาได้รับทั้งหมดนี้
เห็นไหมล่ะ เหมือนที่เขาเคยบอกไง บังชอลยงน่ะ เป็นคนที่มีความสุขที่สุด!
เขากำลังจะเดินเลี้ยวผ่านหัวมุมตรงทางเดิน แต่ไม่รู้ว่าจงใจหรือบังเอิญ ก่อนที่เขาจะเกินก้าวถัดไป ร่างสูงของใครที่คุ้นตาก็ปรากฏขึ้นมาอยู่ตรงหน้าเขา
มีร์มองจากปลายรองเท้าคู่นั้น ก่อนจะเงยขึ้นไปสบสายตาประจันหน้า
ไม่รอให้ตั้งคำถาม ปาร์คซังฮยอนจับข้อมือเขาเบาๆแล้วพาหลบไปให้พ้นทางเดิน
เขาเหลือบตาขึ้นมองหน้าไอ้คนที่ถือวิสาสะอยู่ดีๆก็ลากเขามาพลางขมวดคิ้ว
“อะไร?” มีร์ถาม น้ำเสียงติดจะไม่พอใจ แต่ที่จริงก็ไม่ได้โกรธอะไรนักหนา กลบเกลื่อนความเขินมากกว่า จู่ๆก็มาจับมือถือแขนในบริษัทนี่มันไม่ใช่เรื่องนะ(โว้ย)
คนตัวสูงยืนอยู่ตรงหน้า สายตานิ่งๆนั่นจ้องมาหาเขา มีร์รู้สึกราวกับถูกสะกด มันเป็นสายตาที่ธรรมดามากๆของปาร์คซังยอน แต่เพราะตอนนี้มันมีเพียงเขาในเงาสะท้อน มีร์จึงรู้สึกอ่อนกำลังเกินกว่าจะละสายตาออกไป
และคล้ายเป็นเขาเองต่างหากที่ถูกดูดดึงให้ตกลงไปในห้วงสมุทรที่ไม่เคยหาก้นบึ้งได้พบ
“สุขสันต์วันเกิด”
ถ้อยคำธรรมดาที่เหมือนมีมนต์คาถาอย่างประหลาด คล้ายว่าเขาจะลืมหายใจ เมื่อได้ยินออกมาจากปากของใครคนนี้
แค่ไม่คิดว่า… จะมีโอกาสได้ฟัง
“อื้ม”
เขาพยักหน้าอมยิ้ม ความอิ่มเอิบใจมันปริ่มขึ้นมาคับอก ตอนนี้เขาไม่คิดแค่ว่ามีลูกโป่งติดอยู่ที่หลังหรอกนะ แต่เขารู้สึกคล้ายกับว่า ตอนนี้เท้าของเขามันเริ่มชักจะไม่ติดพื้นเท่าไหร่
“ของขวัญล่ะ?”
เขาแกล้งถามออกไปอย่างนั้น อยากจะกวนประสาท ว่าปาร์คซังฮยอนจะทำหน้ายังไง ถ้าถูกเขาทวงเข้าให้ แต่เขาไม่หวังอยู่แล้วล่ะ ก็ไม่เคยออกปากขอ แล้วก็ไม่ได้เคยสัญญาว่าให้ ปกติก็ไม่จำเป็นหรอกนี่ ใช่ไหม?
หากแต่เขากลับพบรอยยิ้ม
“หลับตาสิ”
คนตัวสูงพูดพร้อมกับรอยยิ้มน่ารัก เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างถามความแน่ใจ รอยยิ้มบนใบหน้าเล็กที่ยังไม่จางหาย เป็นคำตอบยืนยันให้เขาหลับตาลง
เปลือกตาปิดลงมืด เขามองไม่เห็นอะไร รอสัมผัสที่คาดเดาไม่ได้ จากคนตรงหน้า
เขาไม่แน่ใจนักว่าอะไรที่จะได้รับ แต่หวังว่ามันคงจะไม่คิดจับเขาทำอะไรบ้าๆตรงนี้
มีร์เงียบสนิท ข้างในได้ยินแต่เสียงหัวใจของตัวเองเต้นตึกตักซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง เขาไม่กล้าลืมตา แม้กระทั่งตอนที่ไออุ่นจากคนตัวสูงกว่าขยับเข้ามาใกล้ ได้กลิ่หอมอุ่นๆละมุนละไม ราวกับกลายเป็นว่าเขาเคลิ้มเพลินไปจนลืมคิดว่าอะไรที่ตัวเองกำลังรอ
ใบหน้าของร่างสูงกว่าก้มลงมาใกล้ จนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นที่รินรดอยู่บนหน้าผาก ก่อนที่เขาจะทันได้ตกใจหรือจินตนาการอะไรมากไปกว่านั้น ฝ่ามือเล็กๆก็ยกขึ้นรวบเส้นผมของเขาขึ้นไปรวมกัน
มีร์ขมวดคิ้วนิดหนึ่งกับสัมผัสนั้น
ก่อนที่เขาจะเริ่มเข้าใจว่าปาร์คซังฮยอนมันกำลังทำอะไร
มีร์อมยิ้ม อดกลั้นให้ริมฝีปากมันหุบอยู่ไม่ได้ ปลายนิ้วอุ่นๆของคนตัวสูงพยายามจะผูกผมเขาให้เป็นจุกด้วยอะไรก็ตามที่เขาไม่แน่ใจ แม้จะดูไม่ค่อยชำนาญนัก เหมือนยังไม่รู้จักวิธี แต่เขาก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายพยายามเบามืออย่างเต็มที่และตั้งใจ
ใช้เวลาไม่นานนัก ฝ่ามือนั้นก็ละออกไป
“จางซองซากวา”
เสียงนั้นพูดเบาๆ แต่เขาได้ยินนำเสียงของความพึงพอใจ เขาลืมตาขึ้นมาเห็นรอยยิ้มของปาร์คซังฮยอนอยู่ใกล้ๆ พิจมองใบหน้าของเขากับทรงผมที่มัดเอาขึ้นไปเป็นจุกแอปเปิ้ล
เขารีบเดินไปหากระจกที่ใกล้ที่สุด มีเพียงกระจกใสที่สะท้อนเงาจางๆ แต่เขาก็เห็นเค้าร่างของเงาตัวเองลางๆสะท้อนกลับมา เส้นผมที่น้ำตาลทองถูกรวบขึ้นไปเป็นกระจุก ยางรัดผมเส้นเล็กห้อยลูกแอปเปิ้ลแดงดูน่ารัก แต่กลับทำให้เขากลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ได้
“ตลกชะมัด”
มีร์พูด หันกลับมามองหน้าอีกคนทั้งรอยยิ้ม แม้จะพูดแบบนั้น แต่เขากลับไม่ยอมแกะมันออก
“แอปเปิ้ลแดง”
คนตัวสูงพูดยิ้มๆ เขาทำหน้างงกับคำพูดนั้นเมื่อเห็นสีหน้ากรุ้มกริ่มของอีกฝ่าย ปาร์คซังฮยอนเลยยื่นมือออกมาจิ้มที่ข้างแก้มใสๆ ที่ตอนนี้ฉีดสีแดงก่ำลามไปทั้งใบหน้า
กลายเป็นจางซองซากวาของจริง
“ไอ้บ้า”
ทั้งที่เป็นคำต่อว่า แต่คนพูดกลับไม่สามารถจะหลบซ่อนรอยยิ้มของความเขินอาย แววตาที่หลบเลี่ยงจากคนตรงหน้าสะท้อนผ่านทุกความนัยที่ไม่ต้องเอ่ยปากก็สามารถเข้าใจถึงกัน
อะไรกันนะ ที่เรียกว่า ของขวัญ?
เขาไม่สามารถตอบได้
บางที อาจจะคือทั้งหมด ที่กรองออกมาเป็นรอยยิ้มบนใบหน้า และจังหวะของความสุขที่เต้นอยู่ในหัวใจ
ความอบอุ่น และ ความรัก จากใคร ต่อใคร
และที่สำคัญที่สุด…
“ขอบคุณนะ”
คนที่เพิ่งจะตามหลังไล่อายุมาทันกันพูดออกไป เรียกรอยยิ้มอบอุ่นปรากฏบนใบหน้า
ของ ปาร์ค ซังฮยอน
